โบรกเกอร์ชี้ 11 หุ้นฮอต รับอานิสงส์แผนลงทุน BOI

IndustryAnalyst
โดย HoonVision·TH·อ่านต้นฉบับ
สรุป · ทำไมข่าวนี้ถึงสำคัญ

บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่าทิศทางนโยบายส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เริ่มเปลี่ยนจากการให้น้ำหนักกับมูลค่าคำขอเพียงอย่างเดียว ไปสู่การติดตามเงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริงและประโยชน์ที่เกิดกับเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ทั้งการเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาทักษะแรงงาน การวิจัยและพัฒนา และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ขณะเดียวกัน BOI ได้เพิ่มโครงการภายใต้ Thailand FastPass อีก 17 โครงการ มูลค่ารวม 1.21 แสนล้านบาท ขณะที่โครงการ FastPass ในรอบก่อนหน้านี้มีเงินลงทุนเกิดขึ้นจริงแล้วกว่า 2.1 หมื่นล้านบาท โดยมองว่าการลดขั้นตอนและแก้ข้อจำกัดในการดำเนินโครงการจะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านจากแผนลงทุนไปสู่การใช้จ่ายจริง และการเพิ่มการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการในประเทศจะช่วยให้เม็ดเงินลงทุนส่งผ่านไปยังภาคธุรกิจและแรงงานไทยได้มากขึ้น ทั้งนี้ ประเมินว่าผลบวกต่อ SET จะไม่ได้กระจายตัวเท่ากันทุกอุตสาหกรรม แต่จะให้น้ำหนักกับบริษัทที่เปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนเป็นรายได้ภายในประเทศได้ชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ผู้รับเหมางาน Data Center ระบบไฟฟ้าและโครงข่ายสาธารณูปโภค รวมถึงธนาคารที่มีฐานลูกค้าธุรกิจและสินเชื่อโครงการ ซึ่งหุ้นที่ได้ประโยชน์ประกอบด้วย AMATA และ WHA จากความต้องการที่ดินอุตสาหกรรม โดย WHA มียอดขายที่ดินใน 1H69 อยู่ที่ 1,199 ไร่ และมียอดขายรอโอน 1,464 ไร่ ส่วน AMATA มียอดขายที่ดิน 1H69 ที่ 377 ไร่ และมียอดขายรอโอนราว 1.84 หมื่นล้านบาท ขณะที่ INSET ได้ประโยชน์จากการลงทุน Data Center โดยใน 2Q69 รายได้จากงาน Data Center เพิ่มขึ้นเป็น 670 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 451% YoY จาก 6 โครงการรวม 335 MW ส่งผลให้กำไรสุทธิอยู่ที่ 64 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 652% YoY และมีงานในมือสิ้น 2Q69 ราว 4.5 พันล้านบาท เพิ่มเป็นราว 5.7–5.8 พันล้านบาท หลังได้รับงานใหม่ใน 3Q69 ส่วน BGRIM GULF และ RATCH มีโอกาสจากความต้องการไฟฟ้าและการขยายตัวของ Data Center โดย BGRIM พัฒนา Hyperscale Data Center ในชลบุรี เป้าหมายกำลังให้บริการสูงสุด 96 MW ขณะที่ GULF ตั้งเป้าขยาย Data Center Capacity เป็น 300–500 MW ใน 3–5 ปี และ RATCH อยู่ระหว่างหารือกับผู้ประกอบการ 5–6 ราย โดยมีศักยภาพรองรับกำลังได้ราว 300–1,400 MW ด้าน WHAUP และ EASTW ได้แรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น โดย EASTW เริ่มส่งน้ำให้ลูกค้า Data Center ในชลบุรีแล้วตั้งแต่เดือน พ.ค. 69 และมีแผนเพิ่มลูกค้าอีก 2 รายภายในปีนี้ ส่วน GUNKUL คาดงานในมือ ณ สิ้นปี 69 อยู่ที่ราว 5–6 พันล้านบาท รองรับรายได้ในปี 70 และ BBL กับ KBANK มีโอกาสจากบริการทางการเงินตลอดห่วงโซ่ลงทุน ตั้งแต่สินเชื่อโครงการและสินเชื่อธุรกิจ ไปจนถึงเงินทุนหมุนเวียน บริการบริหารเงินสด และธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ

ผลกระทบต่อหุ้น 12

Energy Transition & Power Demand · 4 หุ้น
Climate Adaptation & Water · 3 หุ้น
Amata Corporation Public Company Limited
AMATA
▲ บวกอุปสงค์ความเกี่ยวข้อง

Named beneficiary of BOI investment plan; industrial land sales of 377 rai in H1 2026 and ~18.4bn baht pending transfers on industrial-estate land demand.

Cloud & Digital Infrastructure · 1 หุ้น
Infraset Public Company Limited
INSET
▲ บวกอุปสงค์ความเกี่ยวข้อง

Named Data Center contractor beneficiary; Q2 2026 Data Center revenue rose to 670m baht, up 451% YoY, from six projects totalling 335 MW.

Artificial Intelligence · 1 หุ้น
WHA Corporation Public Company Limited
WHA
▲ บวกอุปสงค์ความเกี่ยวข้อง

Named beneficiary on industrial land demand, with land sales of 1,199 rai in H1 2026 and 1,464 rai in pending transfer sales.

Digital Finance & Tokenization · 1 หุ้น
Financials · 1 หุ้น
Real Estate · 1 หุ้น

ผลกระทบต่อธีม 1

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศุภจี ถกทูตอินเดีย เดินหน้า Co-Creation ศึกษาใช้บาท-รูปี

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยผลการหารือกับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย นายปุนีต อัครวาล ว่าไทยและอินเดียจะเดินหน้าความร่วมมือรูปแบบ "ร่วมสร้าง – ร่วมลงทุน (Co-Creation Co-Investment)" ใน 6 สาขาศักยภาพ ได้แก่ สมุนไพรและเภสัชภัณฑ์ IT อาหารแปรรูป อุตสาหกรรมสีเขียว ยานยนต์ การก่อสร้าง และอุตสาหกรรมการต้อนรับ เพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ไม่ใช่เพียงการส่งออกสินค้าไปยังตลาดทั้งสองฝ่าย โดยทั้งสองฝ่ายได้มอบหมายให้เริ่มดำเนินการร่วมกันและให้มีความคืบหน้าภายใน 45 วัน เพื่อนำร่องให้เกิดต้นแบบ ซึ่งล่าสุดมีนักลงทุนไทย 5-6 รายแสดงความสนใจร่วมมือกับอินเดียภายใต้แนวคิดดังกล่าว และเอกอัครราชทูตอินเดียแจ้งว่าบริษัทอินเดียอยู่ระหว่างเตรียมลงทุน Data Center ในไทย โดยหลายบริษัทร่วมทุนกับบริษัทไทยแล้ว ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่าจะใช้เวที JTC เป็นกลไกติดตามความร่วมมือ โดยอินเดียเสนอให้ที่ประชุม JTC จัดทำแผนปฏิบัติการ (Plan of Action) ด้านภาคบริการ ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างเชื่อมโยงระบบชำระเงิน UPI ของอินเดียกับระบบ Promptpay ของไทย และหารือถึงความเป็นไปได้ในการใช้สกุลเงินท้องถิ่น บาท-รูปี เพื่ออำนวยความสะดวกและลดต้นทุนทางการค้า อินเดียเป็นคู่ค้าอันดับ 7 ของไทยในโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยในช่วง 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค. 2569) การค้าระหว่างไทยกับอินเดียมีมูลค่า 13,974.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 8.07 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยไทยส่งออกไปอินเดีย มูลค่า 10,270.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากอินเดีย มูลค่า 3,704.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

INVX ชี้กฎดาต้าเซ็นเตอร์ชัด ดันหุ้นพลังงานสะอาด-นิคมฯ แนะนำ Selective Buy

นักกลยุทธ์ตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด หรือ InnovestX ระบุว่า ความพยายามผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาคเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น หลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์นัดแรกมีมติเร่งบูรณาการข้อมูลและข้อกฎหมายแบบเบ็ดเสร็จ หรือ Single Dashboard เพื่อวางกรอบยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมให้ชัดเจนภายใน 1 เดือน โดยกำหนดเกณฑ์ให้ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้ไฟฟ้าเกินกว่า 2 MW เป็นกิจการประเภทอุตสาหกรรม พร้อมกำหนดอัตราค่าใช้ประโยชน์ทรัพยากรให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงทั้งทางตรงและทางอ้อม และกำหนดเงื่อนไขพลังงานที่เข้มงวดเพื่อสนับสนุน Green Data Center ทั้งการแยกประเภทอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะกลุ่ม การบังคับใช้สัดส่วนพลังงานสะอาดไม่ต่ำกว่า 60% เพื่อตอบโจทย์ Net Zero และการคุมเข้มมาตรฐานระบบสำรองไฟ พร้อมจัดตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ชุด ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่และอาคาร และสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดทำมาตรฐานทางเทคนิค และเตรียมใช้มาตรการเด็ดขาดระงับการจัดสรรน้ำและไฟฟ้าสำหรับโครงการที่ยังไม่ก่อสร้างหากไม่ผ่านเกณฑ์ InnovestX ประเมินว่านโยบายที่ชัดเจนขึ้นนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อ 2 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก คือ กลุ่มพลังงานสะอาด ซึ่งข้อบังคับการใช้พลังงานสะอาดขั้นต่ำ 60% จะเปลี่ยนภาพจากทางเลือกเป็นความจำเป็น กระตุ้นความต้องการจริงอย่างก้าวกระโดด และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งการจัดดาต้าเซ็นเตอร์เป็นกิจการอุตสาหกรรมจะทำให้เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI ไหลเข้าสู่นิคมฯ ชั้นนำที่มีความพร้อมด้านโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะหรือ Smart Grid และการจัดการสิ่งแวดล้อม ทิ้งห่างนิคมฯ ที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิล ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ Selective Buy โดยเน้นสะสมหุ้นกลุ่มผู้นำใน 2 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่เน้นบริษัทมีโครงข่ายไฟฟ้าระดับ Smart Grid ที่เสถียรพอสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Tier 3-4 มีการร่วมทุนกับบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ และมีระบบบริหารจัดการน้ำหมุนเวียนของตนเอง คือ AMATA และ WHA ขณะที่กลุ่มพลังงานสะอาดเน้นบริษัทที่มีความคืบหน้าในการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าทางตรงหรือ Direct PPA กับกลุ่ม Hyperscaler ระดับโลก มีคะแนน ESG และ Green Certificate สูง และมีการลงทุนเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานหรือ BESS เพื่อรักษาความเสถียรของไฟฟ้าที่ส่งให้ดาต้าเซ็นเตอร์ ได้แก่ GULF GPSC BGRIM รวมทั้งผู้รับจ้างวางระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงอย่าง GUNKUL
ทันหุ้น·5hอ่านต่อ →
impact 4

Nscale ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Nvidia ยื่นไฟลิ่ง IPO ในสหรัฐฯ หลังขาดทุน 1.02 พันล้านดอลลาร์

Nscale ผู้พัฒนาศูนย์ข้อมูล AI สัญชาติอังกฤษที่ได้รับการสนับสนุนจาก Nvidia และ Microsoft ได้ยื่นเอกสารต่อสาธารณะเพื่อเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรกในนครนิวยอร์ก โดยหวังระดมทุนได้มากถึง 3 พันล้านดอลลาร์ บริษัทรายงานผลขาดทุนสุทธิ 1.02 พันล้านดอลลาร์ จากรายได้ 140.6 ล้านดอลลาร์ สำหรับระยะเวลาหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน เทียบกับผลขาดทุนสุทธิ 368.9 ล้านดอลลาร์ จากรายได้ 10.4 ล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า ตามเอกสารที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา Nscale ซึ่งแยกตัวออกจากธุรกิจขุดคริปโตเคอร์เรนซีเมื่อต้นปี 2024 มีมูลค่าประมาณ 1.46 หมื่นล้านดอลลาร์ ในการระดมทุนรอบ Series C เมื่อเดือนมีนาคมที่นำโดย Aker ASA และ 8090 Industries โดยมี Nvidia และ Nokia Oyj เข้าร่วมลงทุนด้วย บริษัทตกลงที่จะเพิ่มชิป Nvidia มากกว่า 30,000 ตัวเข้าในสัญญาเช่าที่มีอยู่กับ Microsoft ณ โรงงานขนาดใหญ่ในเมืองนาร์วิก ประเทศนอร์เวย์ และ Anthropic ตกลงที่จะใช้จ่าย 45 พันล้านดอลลาร์เพื่อเช่าพลังประมวลผลคลาวด์ AI จากโครงการพัฒนาศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ในรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย การเสนอขายครั้งนี้นำโดย Goldman Sachs, JPMorgan Chase และ Morgan Stanley โดยคาดว่าหุ้นจะซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กภายใต้สัญลักษณ์ NSCL