← Back

Symphony Communication Public Company Limited

บริษัท สมโฟนี คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ให้บริการสื่อสารผ่านวงจรในประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และต่างประเทศ บริการของบริษัทประกอบด้วยบริการเชื่อมต่อเครือข่ายภายในประเทศและระหว่างประเทศ บริการอินเทอร์เน็ต เช่น อินเทอร์เน็ตโดยตรง บรอดแบนด์สำหรับ SME อินเทอร์เน็ตเอ็กซ์เชนจ์ และ IP транзит รวมถึงบริการดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์ เช่น โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์แบบบริการ สำรองข้อมูลแบบบริการ กู้คืนระบบแบบบริการ และคลาวด์ไดเรกต์คอนเนกต์ บริษัทยังให้บริการรักษาความปลอดภัยแบบจัดการ ซึ่งรวมถึงความปลอดภัยเครือข่าย (ไฟร์วอลล์แบบอุปกรณ์ ไฟร์วอลล์เสมือน ป้องกัน DDoS) ความปลอดภัยไอที (ตรวจจับและตอบสนองจุดปลาย ป้องกันข้อมูลสูญหาย ไฟร์วอลล์เว็บแอปพลิเคชัน) และบริการไซเบอร์ซีเคียวริตี้ (ประเมินช่องโหว่ ทดสอบเจาะระบบ ฝึกอบรมสร้างความตระหนัก ปกป้องความเสี่ยงดิจิทัล เฝ้าระวังบันทึก และตอบสนองเหตุการณ์) นอกจากนี้ยังให้บริการโซลูชัน ICT เช่น โซลูชันไร้สาย และคลาวด์ PABX บริษัทจดทะเบียนจัดตั้งในปี 2548 และมีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ ประเทศไทย

Price · split & dividend adjusted
News & notes moving SYMC.BK
Cloud & Digital Infrastructure

SYMC เปิด 4 กลยุทธ์รับเมกะเทรนด์ AI-Data Center กำไร Q2/69 พุ่ง 49.6%

บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SYMC ประกาศแผน 4 กลยุทธ์หลักเพื่อรองรับเมกะเทรนด์ AI, Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมคงเป้าหมายผลการดำเนินงานปี 2569 ให้รายได้ EBITDA และกำไรสุทธิเติบโตในระดับเลขสองหลัก โดยวางงบลงทุนประมาณ 25-30% ของรายได้ เพื่อขยายโครงข่ายรองรับการลงทุนของกลุ่ม Hyperscaler ในประเทศไทย สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2/2569 บริษัทมีรายได้รวม 596.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA 217.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.2% และมีกำไรสุทธิ 60.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 40.9% จากไตรมาสก่อน ส่วนงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 มีรายได้รวม 1,146.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5% มีกำไรสุทธิ 102.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.4% และมี EBITDA 417.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% โดยมีกลุ่มลูกค้าองค์กรในประเทศคิดเป็น 53% ของรายได้รวม และธุรกิจบริการระหว่างประเทศคิดเป็น 35% ของรายได้รวม ด้านฐานะการเงิน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.57 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.34 เท่า พร้อมกระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานเป็นบวก 215.4 ล้านบาท ขณะที่ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นได้อนุมัติการเข้าทำสัญญาระยะยาวเพื่อให้บริการ Managed Connectivity แก่บริษัท TGCTH มูลค่ารายการรวมกว่า 1,792.7 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยเพิ่มฐานรายได้ประจำและสนับสนุนความชัดเจนของรายได้ในระยะยาว ทั้งนี้ หนึ่งในสี่กลยุทธ์หลักคือการอัปเกรดระบบเคเบิลใต้น้ำ MCT ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดให้รองรับความจุมากกว่า 30 Tbps เพื่อผลักดันพื้นที่ EEC สู่การเป็นประตูเชื่อมโยงข้อมูลและเพิ่มศักยภาพประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนจากผู้ให้บริการเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และ Data Center ระดับโลก
Cloud & Digital Infrastructure

หยวนต้ามองบวก GULF ร่วมทุนสายเคเบิลใต้น้ำ VTS เปิดบริการปี 2573

บล.หยวนต้า ระบุว่า GULF แจ้งตลาดถึงการขยายการลงทุนในธุรกิจ Submarine Cable เพื่อรองรับการเติบโตของ Cloud และ Data Center โดยจะเข้าร่วมลงทุนในเส้น VTS ซึ่งย่อมาจาก Vietnam-Thailand-Singapore และมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2573 ทั้งนี้ VTS เดิมเป็นโครงการที่ Singtel ร่วมมือกับ Viettel เพื่อเชื่อมต่อ Vietnam และ Singapore ก่อนที่ GULF จะเข้ามาร่วมลงทุนและเพิ่มประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง หยวนต้ามองว่าการลงทุนในเส้น VTS เป็นบวกต่ออุตสาหกรรม Data Center ในประเทศไทยในระยะยาว เพราะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่าง Data Center ในไทยกับต่างประเทศ โดยเฉพาะ Singapore ซึ่งเป็น Digital Hub สำคัญของภูมิภาค สำหรับ GULF มองเป็นบวกระยะยาว เนื่องจากช่วยให้ธุรกิจ Digital Infrastructure ครบวงจรมากขึ้น ตั้งแต่ Data Center, Cloud ไปจนถึง Connectivity และ Submarine Cable ซึ่งสอดคล้องกับการยกระดับธุรกิจไปสู่ AI Infrastructure ขณะที่การลงทุนใน Submarine Cable ซึ่งเป็นเส้นทางระยะไม่ยาวมากนัก คาดว่าจะใช้เงินลงทุนไม่สูงเมื่อเทียบกับแผนลงทุนโดยรวมของ GULF จึงไม่น่ากระทบฐานะการเงินหรือแผนลงทุนหลักของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การร่วมมือกับ Singtel อย่างต่อเนื่องในโครงการ Digital Infrastructure อาจช่วยลดความกังวลของตลาดต่อความเป็นไปได้ที่ Singtel จะทยอยลดสัดส่วนการถือหุ้น GULF ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยกดดันราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม หยวนต้ามองประเด็นดังกล่าวเป็นปัจจัยเชิง sentiment มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน ส่วน SYMC หยวนต้ามองว่าการลงทุนใน VTS ไม่ได้เป็นการแข่งขันโดยตรงกับ MCT ซึ่งเชื่อมต่อ Malaysia-Cambodia-Thailand ดังนั้นผลกระทบต่อรายได้ของ SYMC ในระยะสั้นน่าจะจำกัด ขณะที่การเข้ามาลงทุนของผู้เล่นรายใหญ่อย่าง GULF สะท้อนว่า Submarine Cable กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับการเติบโตของ Cloud และ Data Center และอาจเป็น growth opportunity รอบถัดไปของธุรกิจ Connectivity หลังจากการลงทุน Data Center เริ่มขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นภาพบวกต่อผู้ให้บริการอย่าง SYMC ในระยะยาว
Artificial Intelligence

โบรกฯ ชี้หุ้นไทยกลุ่ม Infra Tech-ไฟฟ้า-รับเหมา-นิคมฯ ได้อานิสงส์เกณฑ์ Data Center ใหม่

นักวิเคราะห์คาดความชัดเจนของเกณฑ์ธุรกิจ Data Center ใหม่ที่รัฐเตรียมอนุมัติจะช่วยดึงดูดการลงทุนและเป็นผลดีต่อหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี ไฟฟ้า รับเหมาก่อสร้าง สื่อสาร และนิคมอุตสาหกรรม โดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้อนุมัติโครงการ Data Center และ Cloud Service ไปแล้วกว่า 9.58 แสนล้านบาท กลุ่มโรงไฟฟ้าและสาธารณูปโภคอย่าง WHAUP คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการขายน้ำอุตสาหกรรมและระบบไฟฟ้า ขณะที่ GUNKUL, GULF, BGRIM และ STECON จะได้รับอานิสงส์จากงานระบบวิศวกรรม พลังงานสะอาด และการก่อสร้างอาคาร Data Center ด้านกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ DELTA ถูกชี้เป็นหุ้นเด่นจากความต้องการระบบ Power Supply และเทคโนโลยีระบายความร้อนสำหรับ AI Server ส่วน HANA และ KCE ได้แรงหนุนจากคำสั่งซื้อแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ระดับสูง และ WHA ได้ประโยชน์จากการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมให้ผู้ลงทุนต่างชาติ นอกจากนี้ BCPG ยังได้รับอานิสงส์จากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ที่มีความต้องการใช้ไฟจาก Data Center ขณะที่ INSET, ITEL และ SYMC มีโอกาสรับงานวางระบบ Data Center ระบบ Co-location และโครงข่ายไฟเบอร์ออปติก