← Back

Trinity Watthana Public Company Limited

บริษัท ทรินิตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทหลักทรัพย์ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยร่วมกับบริษัทย่อย โดยรายงานผลการดำเนินงานในสองกลุ่มธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์และอนุพันธ์ และกลุ่มธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงินและวาณิชธนกิจ ธุรกิจของบริษัทครอบคลุมการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ การซื้อขาย การกู้ยืม และการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ตลอดจนบริการให้คำปรึกษาการลงทุน การจัดการสินทรัพย์กองทุนส่วนบุคคล วาณิชธนกิจ ตราสารหนี้ และการให้คำปรึกษาทางการเงิน รวมทั้งการเป็นตัวแทนซื้อขายอนุพันธ์ นอกจากนี้ บริษัทยังลงทุนในบริษัทจดทะเบียนและบริษัทอื่น ๆ รวมถึงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ และให้บริการบริหารจัดการนิติบุคคลเฉพาะกิจ บริษัทจดทะเบียนจัดตั้งในปี 2544 และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

Country
Price · split & dividend adjusted
News & notes moving TNITY.BK
TNITY.BK

4 โบรกเชียร์ TOP รับอานิสงส์โครงการ CFP ดันกำลังกลั่นแตะ 4 แสนบาร์เรล

บริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งออกมามองบวกต่อความคืบหน้าโครงการพลังงานสะอาด CFP ของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP หลังการก่อสร้างเดินหน้าตามแผน โดยโครงการจะเพิ่มกำลังการกลั่น รองรับน้ำมันดิบได้หลากหลายขึ้น และปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ไปสู่สินค้ามูลค่าสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเพิ่มค่าการกลั่นและความสามารถทำกำไรในระยะยาว บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุว่าหลังเข้าเยี่ยมชมโครงการ CFP โครงการนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อโครงสร้างโรงกลั่นของ TOP โดยจะเพิ่มกำลังการกลั่นจาก 375,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน พร้อมเพิ่มสัดส่วนกำลังผลิตของหน่วยยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์จาก 28% เป็น 50% และเพิ่มดัชนีความซับซ้อนของโรงกลั่นจาก 9.8 เป็น 12 ขณะที่สัดส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยาน จะเพิ่มขึ้นจาก 53% เป็น 62% โดยทรีนีตี้แนะนำ ซื้อเก็งกำไร TOP ให้ราคาเป้าหมาย 74 บาท ด้านบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า ประเทศไทย จำกัด ระบุว่าโครงการ CFP จะเพิ่มกำลังการกลั่นจาก 275,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน พร้อมเพิ่มความสามารถในการกลั่นน้ำมันดิบชนิดหนักซึ่งมีราคาต่ำกว่าเป็น 40-50% และลดการใช้น้ำมันดิบชนิดเบาจากเกือบทั้งหมด เหลือประมาณ 40-50% ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 งานก่อสร้างภายใต้สัญญา EPCM มีความคืบหน้า 34.87% โดยหน่วยกลั่นน้ำมันดิบแห่งที่ 4 หรือ CDU-4 ขนาด 220,000 บาร์เรลต่อวัน มีเป้าหมายเริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 2/70 ก่อนที่โครงการ CFP จะเปิดดำเนินงานเต็มรูปแบบในไตรมาส 3/71 สำหรับหน่วย ERU ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ CFP จะมีกำลังผลิตไฟฟ้า 250 เมกะวัตต์ และผลิตไอน้ำ 175 ตันต่อชั่วโมง โดย TOP และบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC อยู่ระหว่างเจรจาซื้อขาย ERU หลังไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนไขเดิม คาดได้ข้อสรุปภายในวันที่ 30 ต.ค.69 โดยหยวนต้าคงคำแนะนำ Trading และให้ราคาเป้าหมาย 74 บาท ด้านบริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ระบุว่ามูลค่าลงทุนรวมของโครงการอยู่ที่ประมาณ 7.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6.39 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หากไม่รวม ERU จึงคงคำแนะนำ ซื้อ TOP พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 88 บาท ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดว่าอัตราการกลั่นน้ำมันดิบของ TOP จะทยอยเพิ่มจาก 307,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2569 เป็น 320,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2570 และ 350,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2571 ก่อนเพิ่มเป็น 400,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2572 หลังโครงการ CFP เปิดดำเนินงานเต็มรูปแบบ และคาดว่าจะช่วยเพิ่มค่าการกลั่นตลาดประมาณ 4-5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยคงคำแนะนำ ซื้อ TOP และให้ราคาเป้าหมาย 70 บาท
TNITY.BK

ราคาน้ำมันทดสอบ 110 เหรียญฯ ทรีนีตี้ชี้ 3 หุ้นโรงกลั่น BCP SPRC TOP กำไรไตรมาส 3 โต

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้นทดสอบระดับเกือบ 110 เหรียญฯต่อบาร์เรลในช่วงเช้าตรู่วันนี้ หลังการสู้รบระหว่างกลุ่มติดอาวุธฮูตีในเยเมนกับกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียทวีความรุนแรงขึ้น นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุว่าความกังวลด้านอุปทานและภาวะตลาดน้ำมันที่ตึงตัวเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และประเมินต่อเนื่องจากต้นเดือนว่าการถือครองหุ้นกลุ่มพลังงานยังคงจำเป็นเพื่อปกป้องพอร์ตจากปัจจัยความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ดูเหมือนจะยืดเยื้อออกไปไม่มีกำหนด ทรีนีตี้มองกลุ่มโรงกลั่นเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ โดยระบุหุ้น 3 ตัว ได้แก่ BCP SPRC และ TOP จากแนวโน้มกำไรไตรมาส 3 ที่น่าจะมีโมเมนตัมโดดเด่นต่อเนื่อง
TNITY.BK

TNITY ชี้ตลาดหุ้นสิงหาคมจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐและท่าทีเฟด

บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด หรือ TNITY ระบุว่าทิศทางการลงทุนเดือนสิงหาคม 2569 ยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังต่ออัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐและการทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก นักลงทุนต้องติดตามการส่งสัญญาณจากเจ้าหน้าที่เฟดอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนาย Kevin Warsh ประธานเฟดในการประชุมที่เมือง Jackson Hole วันที่ 27-29 สิงหาคม ซึ่งอาจส่งสัญญาณนโยบายการเงินช่วงที่เหลือของปี ปัจจัยสำคัญในสัปดาห์นี้ได้แก่ ดัชนี ISM Manufacturing สหรัฐฯ เดือนกรกฎาคม ผลประกอบการของ SpaceX วันที่ 4 สิงหาคม ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน ADP วันที่ 5 สิงหาคม และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร Nonfarm Payrolls วันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่เฟดใช้ตัดสินใจนโยบายการเงิน ส่วนในประเทศนักลงทุนรอติดตามดัชนี CPI ไทยเดือนกรกฎาคมในวันที่ 6 สิงหาคม เพื่อประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อและนโยบายการเงินไทย กลยุทธ์การลงทุนยังคงให้น้ำหนักกับการติดตามข้อมูลเศรษฐกิจและท่าทีของเฟดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นตัวแปรสำคัญต่อตลาดหุ้นโลก อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ค่าเงินดอลลาร์ และกระแสเงินทุนในตลาดเกิดใหม่รวมถึงตลาดหุ้นไทย
TNITY.BK

บล.ทรีนีตี้ จับมือ ตลท. จัดสัมมนาเปิดทางลงทุนหุ้นโลกผ่าน DR

บล.ทรีนีตี้ ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดงานสัมมนา The Window to Global Market ภายใต้ธีมเปิดโลกลงทุนต่างประเทศด้วย DR โดยมีนักลงทุนและประชาชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง สะท้อนความสนใจกระจายการลงทุนสู่ตลาดต่างประเทศผ่าน Depositary Receipt ซึ่งเป็นตราสารที่ช่วยให้นักลงทุนไทยเข้าถึงหุ้นและดัชนีชั้นนำระดับโลกได้ด้วยเงินบาทผ่านบัญชีซื้อขายหุ้นไทย โดยไม่ต้องเปิดบัญชีลงทุนต่างประเทศ ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล ประธานกรรมการ บล.ทรีนีตี้ กล่าวว่า การกระจายการลงทุนไปยังตลาดต่างประเทศไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นแนวทางสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและเปิดโอกาสให้พอร์ตเติบโตไปพร้อมกับเมกะเทรนด์และบริษัทชั้นนำระดับโลก งานสัมมนาครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจโลกและโอกาสการลงทุนในปี 2026 การวางกลยุทธ์จัดพอร์ต การแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้ออก DR ชั้นนำ ได้แก่ InnovestX หรือ DR23 และธนาคารกรุงไทย หรือ DR80 ตลอดจนการสาธิตการใช้งาน DR Terminal เครื่องมือด้าน AI ที่ออกแบบโดยทรีนีตี้ เพื่อช่วยให้นักลงทุนค้นหา วิเคราะห์ และติดตามข้อมูล DR ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย·51dอ่านต่อ →
TNITY.BK

TNITY เตือนครึ่งปีหลังผันผวน แนะลดหุ้นเทคฯ หมุนเงินเข้ากลุ่ม Value-EM

ทรีนีตี้ วัฒนา หรือ TNITY แนะนำนักลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ให้กระจายความเสี่ยงออกจากกลุ่มเทคโนโลยีที่ราคาปรับตัวขึ้นไปมาก เข้าสู่กลุ่มหุ้นเน้นคุณค่า กลุ่มปลอดภัย สถาบันการเงิน และสาธารณูปโภค โดยประเมินว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสตอบรับเชิงบวกจากเม็ดเงินลงทุนภาคเอกชนและการเคลื่อนย้ายฐานการผลิต แม้การบริโภคภายในประเทศจะยังฟื้นตัวช้า ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีอัตราส่วนราคาต่อกำไรอยู่ที่เพียง 12.2 เท่า ซึ่งถือเป็นระดับที่น่าสนใจ ปัจจัยหลักกำหนดทิศทางตลาดทุนโลกคือนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยผลประกอบการของบริษัทในดัชนี S&P500 ไตรมาส 2 มีกำไรสุทธิเติบโต 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เฟดยังเผชิญความท้าทายจากอัตราเงินเฟ้อที่ 3.4% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 2% ทำให้คณะกรรมการเฟดหลายท่านยังมีมุมมองเชิงเข้มงวดในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 30 ปี พุ่งแตะระดับเกือบ 4% ซึ่งอาจทำให้เกิดปรากฏการณ์ดึงเงินทุนกลับประเทศมูลค่ามหาศาลกว่า 2.43 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กระแสการลงทุนในกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ที่ผลักดันตลาดหุ้นอย่างรุนแรงเริ่มมีสัญญาณความเปราะบาง โดยกลุ่มบริษัทที่ต้องลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังเผชิญกับข้อจำกัดด้านสินเชื่อและต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น สะท้อนจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของค่าพรีเมียมความเสี่ยงที่พุ่งสูง ทำให้ตลาดเริ่มระมัดระวังว่าฟองสบู่หุ้นเทคโนโลยีอาจลุกลามกลายเป็นฟองสบู่หนี้ได้ ด้านสงครามตะวันออกกลางแม้มีโอกาสเจรจาได้ แต่จะทิ้งร่องรอยการแบ่งขั้วอำนาจที่ชัดเจน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการลงทุนเข้าสู่ประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด รวมถึงประเทศไทย ขณะเดียวกัน การเลือกตั้งสหรัฐฯ หากผลลัพธ์นำไปสู่สภาวะรัฐบาลเสียงแตกจะส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า และเม็ดเงินจะไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันตลาดเกิดใหม่เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวและให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดพัฒนาแล้วอย่างชัดเจน