Drought, Wildfire & Flood Resilience
ส.อ.ท. เตือนอุตสาหกรรมรับมือสองความเสี่ยงน้ำ เร่งวางแผนฤดูแล้ง
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ออกโรงเตือนภาคอุตสาหกรรมให้บริหารความเสี่ยงด้านน้ำสองด้านพร้อมกัน ทั้งการรับมือฝนตกหนักและน้ำท่วมเฉพาะพื้นที่ในระยะสั้น และความเพียงพอของน้ำต้นทุนสำหรับฤดูแล้ง โดยนายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ระบุว่าฝนที่ตกหนักในบางช่วงไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะมีน้ำเพียงพอ ข้อมูลจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 ระบุว่าช่วงวันที่ 18–20 กันยายน 2569 หลายพื้นที่ต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง โดยพื้นที่เสี่ยงจากฝนสะสม 24 ชั่วโมง ได้แก่ พิษณุโลก จันทบุรี ตราด นครพนม น่าน แพร่ กระบี่ ชุมพร ตรัง พังงา ระนอง และสุราษฎร์ธานี ขณะที่ปริมาณฝนสะสมทั่วประเทศระหว่างวันที่ 1 มกราคม-13 กันยายน 2569 อยู่ที่ 1,032.6 มิลลิเมตร โดยภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนสะสมต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 28 ภาคกลางร้อยละ 18 และภาคตะวันออกร้อยละ 13 ด้านข้อมูลกรมชลประทาน ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 ระบุว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง 496 แห่ง มีน้ำเก็บกักรวม 55,015 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 72 ของความจุ และมีน้ำใช้การได้ 31,041 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 59 ซึ่งต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปี 2568 จำนวน 4,210 ล้านลูกบาศก์เมตร ส.อ.ท. แนะนำให้สถานประกอบการจัดทำแผนบริหารน้ำอย่างน้อย 3 ระดับ ได้แก่ ภาวะปกติ ภาวะเฝ้าระวัง และภาวะขาดแคลนน้ำ พร้อมเร่งลดการสูญเสียน้ำและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ขณะที่สถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ของ ส.อ.ท. อยู่ระหว่างพัฒนา Water Information & Early Warning เพื่อจัดทำ Industrial Water Risk Map และขยายเครือข่าย Water War Room ให้สอดคล้องกับนโยบาย 5I ของ ส.อ.ท. ด้าน I4 Industrial Infrastructure Reform และ I5 Inclusive Sustainability
Drought, Wildfire & Flood Resilience▲
CenterPoint Energy เปลี่ยนวงเงินสินเชื่อ 2.40 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นวงเงินรีโวลเวอร์ 5 ปี 2.20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
CenterPoint Energy, Inc. ได้เปลี่ยนวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนแบบไม่มีหลักประกันเดิมมูลค่า 2.40 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนอาวุโสแบบไม่มีหลักประกันระยะ 5 ปี มูลค่า 2.20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนกันยายน 2026 วงเงินใหม่นี้ประกอบด้วยวงเงินกู้ยืมแบบสวิงไลน์และวงเงินย่อยสำหรับหนังสือค้ำประกันแบบสแตนด์บาย มีการขยายกำหนดเวลาครบกำหนด และมีข้อกำหนดที่จำกัดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนของบริษัทไว้ที่ไม่เกิน 67.5% นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดปรับเงื่อนไขในตัวที่อนุญาตให้ใช้leveragedสูงขึ้นชั่วคราว หากเกิดค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูความเสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ที่สามารถแปลงเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ในพื้นที่ให้บริการของบริษัท วงเงินที่ปรับปรุงใหม่นี้ช่วยรัดความสามารถในการก่อหนี้ลงเล็กน้อย พร้อมทั้งเพิ่มความยืดหยุ่นที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ และบริษัทยังได้เสร็จสิ้นระยะที่สองของโครงการ Greater Houston Resiliency Initiative อีกด้วย แผนการดำเนินงานของ CenterPoint Energy คาดการณ์รายได้ 11.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และกำไร 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2029 โดยมีประมาณการมูลค่ายุติธรรมที่ 46.12 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งบ่งชี้ถึงโอกาสปรับขึ้น 20%
Drought, Wildfire & Flood Resilience▲
อินโดนีเซียสั่งเข้มโทษเผาป่า ชงกฎหมายฐานก่อการร้ายทางนิเวศ
ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ผู้นำอินโดนีเซีย สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มงวดทางกฎหมายและบทลงโทษผู้ที่ใช้วิธีตัดฟันแล้วเผาเพื่อถางพื้นที่ หลังประเทศเผชิญไฟป่ารุนแรงต่อเนื่องหลายสัปดาห์จนเกิดหมอกควันกระทบประเทศเพื่อนบ้าน โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี ปราโบโวกล่าวว่ารัฐบาลจะไม่ผ่อนปรนต่อบุคคลหรือบริษัทที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการเกิดไฟป่า พร้อมสั่งให้รัฐมนตรีประจำสำนักเลขาธิการประธานาธิบดีและรัฐมนตรีกระทรวงกฎหมายพิจารณาแนวทางเพิ่มบทลงโทษทางกฎหมาย และเสนอให้รัฐบาลหารือกับสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเพิ่มความเข้มงวดของกฎหมาย โดยอาจกำหนดให้การเผาป่าในลักษณะดังกล่าวเข้าข่าย “การก่อการร้ายทางนิเวศ” เนื่องจากเป็นปัญหาร้ายแรง นอกจากนี้ยังสั่งให้รัฐบาลท้องถิ่นยกเลิกข้อยกเว้นที่อนุญาตให้เกษตรกรรายย่อยใช้ไฟถางพื้นที่เพาะปลูกขนาดเล็ก และให้ตำรวจดำเนินคดีอาญากับบริษัทที่ฝ่าฝืนมาตรการป้องกันไฟป่า รายงานระบุว่ารัฐบาลอินโดนีเซียระดมอากาศยานมากกว่า 50 ลำปฏิบัติการทิ้งน้ำและทำฝนเทียมเพื่อควบคุมไฟ ขณะที่ญี่ปุ่นส่งเฮลิคอปเตอร์ CH-47 ชีนุกจำนวน 3 ลำเข้าร่วมภารกิจทิ้งน้ำดับไฟเมื่อวันพุธที่ 16 กันยายน สถานการณ์ไฟป่าครั้งนี้รุนแรงที่สุดในรอบ 11 ปี ท่ามกลางสภาพอากาศจากปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่ทำให้ป่าไม้และพื้นที่การเกษตรแห้งแล้งอย่างหนัก โดยเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตราเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่หมอกควันส่งผลให้ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น และทำให้คุณภาพอากาศในสิงคโปร์และมาเลเซียอยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ข้อมูลรัฐบาลระบุว่า ช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมปีนี้ ไฟป่าเผาผลาญพื้นที่ 202,000 เฮกตาร์ หรือเกือบ 500,000 เอเคอร์ ขณะที่ YKAN กลุ่มด้านสิ่งแวดล้อม ประเมินว่าไฟป่าสร้างความเสียหายเพิ่มเติมอีกประมาณ 600,000 เฮกตาร์ หรือ 1.4 ล้านเอเคอร์ในเดือนสิงหาคม ด้านราชา จูลี อันโตนี รัฐมนตรีกระทรวงป่าไม้ของอินโดนีเซีย เตือนว่าไฟป่าอาจยืดเยื้อถึงต้นเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากฤดูฝนมีแนวโน้มมาถึงช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้
Drought, Wildfire & Flood Resilience▲
รายงานของ Capgemini พบผู้บริหาร 68% ให้ความสำคัญกับการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ขณะช่องว่างเป้าหมาย Net Zero กว้างขึ้น
รายงานฉบับใหม่จาก Capgemini Research Institute พบว่าผู้บริหาร 68% ระบุว่าองค์กรของตนให้ความสำคัญกับการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง เพิ่มขึ้นจาก 56% ในปี 2025 แต่มีเพียง 15% เท่านั้นที่ประเมินผลกระทบทางการเงินจากความปั่นป่วนที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศได้อย่างครบถ้วน รายงานฉบับที่ห้าของ A World in Balance: The resilience reset ซึ่งอ้างอิงจากการสำรวจผู้บริหาร 2,100 คนจาก 701 องค์กรที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ใน 13 ประเทศ ยังแสดงให้เห็นว่าสัดส่วนองค์กรที่ตามไม่ทันเป้าหมาย Net Zero เพิ่มขึ้นเป็น 11% ในปี 2026 จาก 1% ในปี 2025 โดย 29% ระบุว่าได้เลื่อนเป้าหมาย Net Zero ออกไป เทียบกับเพียง 8% เมื่อปีที่แล้ว เกือบ 9 ใน 10 องค์กรรายงานว่าพบความปั่นป่วนในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ และผู้บริหารมากกว่า 7 ใน 10 คนกล่าวว่าการรักษาการเข้าถึงทรัพยากรสำคัญ เช่น พลังงาน น้ำ และวัตถุดิบ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจด้านความยั่งยืนมากกว่าเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบัน การใช้จ่ายด้านความยั่งยืนแตะระดับ 1.04% ของรายได้เมื่อปีที่แล้ว สูงกว่างบประมาณเริ่มต้นที่ 0.8% และ 83% ขององค์กรวางแผนที่จะเพิ่มการใช้จ่ายด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศในอีก 12 ถึง 18 เดือนข้างหน้า Cyril Garcia หัวหน้าฝ่ายบริการด้านความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อองค์กรระดับโลกของ Capgemini กล่าวว่าความปั่นป่วนด้านสภาพภูมิอากาศกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ และผู้นำไม่สามารถเลื่อนการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศออกไปได้อีก
Drought, Wildfire & Flood Resilience
▲2
ครม.อนุมัติงบ 9.5 หมื่นล้าน แก้ปัญหาน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง 8 จังหวัด
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนินโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง กรอบวงเงินรวม 95,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน 6 ปี ระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2027 ถึง 2032 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำหลากและแก้ไขปัญหาอุทกภัยซ้ำซากในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน โดยกรอบวงเงินรวม 95,000 ล้านบาท ประกอบด้วยเงินกู้ 76,507.29 ล้านบาท คิดเป็น 80.53% และเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 18,492.71 ล้านบาท คิดเป็น 19.47% แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 วงเงิน 40,507 ล้านบาท เร่งรัดก่อสร้างขุดขยายคลองในแนวเหนือถึงใต้เพื่อระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยโดยตรงเป็นลำดับแรก เช่น คลองระพีพัฒน์ คลองระพีพัฒน์แยกใต้ คลอง 13 คลองนครเนื่องเขต คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต คลองสำโรง และคลองด่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมและไม่มีปัญหาการรุกล้ำ ส่วนระยะที่ 2 วงเงิน 54,493 ล้านบาท ดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่เหลือตามลำดับ โครงการนี้จะครอบคลุมโครงข่ายคลองชลประทาน 22 คลองหลัก ความยาวประมาณ 460 กิโลเมตร และอาคารบังคับน้ำ 23 แห่ง ในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ สระบุรี พระนครศรีอยุธยา นครนายก ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการรับน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์จากเดิม 210 เป็น 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยผ่านคลองชายทะเลเพิ่มขึ้นเป็น 144 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทั้งนี้ หากโครงการแล้วเสร็จ คาดว่าจะช่วยลดความเสียหายจากอุทกภัยได้เฉลี่ยถึง 1 หมื่นล้านบาทต่อปี และช่วยป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจสำคัญได้กว่า 258,000 ไร่ รวมทั้งเพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บไว้ใช้อุปโภคบริโภคในฤดูแล้งได้กว่า 17 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
Drought, Wildfire & Flood Resilience▲
รัฐบาลเปิดตัว One Map น้ำ รวมข้อมูลเตือนภัย 4 หน่วยงานไว้แผนที่เดียว
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU ระหว่าง 4 หน่วยงานสำคัญ เพื่อเร่งจัดทำ One Map ของน้ำ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ณ ห้องนารี 2 ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล โดยความร่วมมือครั้งนี้เกิดจากการลงพื้นที่รับมือสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่าน ซึ่งพบว่าข้อมูลเตือนภัยยังกระจัดกระจายและไม่ตรงกันระหว่างหน่วยงาน ทำให้เกิดความล่าช้าในการตัดสินใจ ภายใต้ MOU นี้ กรมอุตุนิยมวิทยารับหน้าที่ออกคำเตือนอย่างเป็นทางการสำหรับพายุและฝนตกหนัก สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศสนับสนุนภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลภูมิสารสนเทศ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำสนับสนุนข้อมูลระดับและปริมาณน้ำพร้อมประเมินพื้นที่เฝ้าระวังฝนล่วงหน้า 24-48 ชั่วโมง และสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่พัฒนาระบบวิเคราะห์และแดชบอร์ดโดยประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวบรวมเข้าสู่ระบบคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ โดยประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์ผ่านแดชบอร์ดเตือนภัยรวมศูนย์ได้แล้วที่เว็บไซต์ www.thaiwater.net/new4all
Drought, Wildfire & Flood Resilience
▲2
ครม.วันนี้เคาะกู้ ADB 9.5 หมื่นล้านปรับปรุงชลประทานเจ้าพระยา
การประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทำหน้าที่เป็นประธานแทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่อยู่ระหว่างการเดินทางไปสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหว่างวันที่ 14-16 กันยายน 2569 โดยวาระสำคัญที่ต้องจับตาคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอขอความเห็นชอบโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาตอนล่าง ฝั่งตะวันออกตอนล่าง วงเงินประมาณ 9.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีแผนใช้เงินกู้จากธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ ADB ร่วมกับงบประมาณแผ่นดิน ขณะที่กระทรวงมหาดไทย เตรียมเสนอขออนุมัติกรอบวงเงินรวม 15,000 ล้านบาท เพื่อซื้อประกันภัยธรรมชาติภายใต้โครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ พร้อมกรมธรรม์ 3 ประเภท ทั้งอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือน ระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 1 ตุลาคม 2570 ด้านกระทรวงการคลังเสนอเรื่องการกู้เงินจาก ADB เพื่อใช้ในโครงการรายจ่ายลงทุนสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งหนึ่งในโครงการสำคัญคือการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ส่วนกระทรวงคมนาคมเสนอขอยกเลิกรายการค่าก่อสร้างอาคารที่ทำการกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ ซึ่งผูกพันงบประมาณปี 2569-2571 เท่ากับเป็นการชะลอแผนก่อสร้างออกไป และยังต้องจับตาการเสนอแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของหลายกระทรวงเพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลงจากการเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้
Drought, Wildfire & Flood Resilience
▼2
รายงานเตือนหิมาลัยใกล้จุดพลิกผัน ธารน้ำแข็งละลายเร็ว เสี่ยงกระทบน้ำร้อยล้านคน
รายงานฉบับใหม่ที่เผยแพร่ในเดือนนี้โดยซิสเทมิก บริษัทที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน ร่วมกับองค์กรด้านการพัฒนาภูเขาและสิ่งแวดล้อมอีก 3 แห่ง เตือนว่าเทือกเขาหิมาลัยกำลังเข้าใกล้จุดพลิกผัน หลังธารน้ำแข็งละลายเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับทศวรรษที่ผ่านมา และคาดว่าภูมิภาคนี้จะเข้าสู่ภาวะปริมาณน้ำแตะจุดสูงสุดหรือ Peak Water ภายในช่วงกลางศตวรรษนี้ ผลการศึกษาระบุว่าการถอยร่นของธารน้ำแข็งทำให้เกิดทะเลสาบธารน้ำแข็งที่มีความเสี่ยงไม่มั่นคง โดยมีหินและน้ำแข็งกองตัวเป็นแนวกั้นอยู่เหนือหุบเขาซึ่งมีประชาชนหลายล้านคนอาศัยอยู่ ปัจจุบันมีธารน้ำแข็งเพียง 21 แห่งที่ได้รับการตรวจวัดภาคสนาม จากทั้งหมดราว 40,000 แห่งในภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 8 ประเทศ ตั้งแต่อัฟกานิสถานถึงเมียนมา ขณะที่ในอินเดียพบทะเลสาบธารน้ำแข็งเกือบ 200 แห่งที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง โดย 56 แห่งมีความเสี่ยงสูงมาก รายงานระบุว่าพื้นที่หิมาลัยมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจอินเดีย โดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 20% ของ GDP ประเทศ และแม้คิดเป็นราว 18% ของพื้นที่อินเดีย แต่กลับเป็นพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติประมาณ 35% ของทั้งประเทศ ทั้งนี้ ผลการศึกษามีขึ้นหลังธารน้ำแข็งบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตถล่มลงในช่วงปลายเดือนส.ค. ส่งผลให้เกิดดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลันแบบลูกโซ่ลงสู่หุบเขา โดยมีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้วอย่างน้อย 1,300 ราย และสูญหายกว่า 5,300 รายในเนปาลและเขตทิเบตของจีน
Drought, Wildfire & Flood Resilience▲
ภัยพิบัติธรรมชาติเกิดถี่ ภาคก่อสร้างขาดแคลนแรงงานรุนแรง เร่งเสริมกำลังฟื้นฟูด้วยเอไอ
ท่ามกลางภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งฝนตกหนักและแผ่นดินไหว การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมและที่อยู่อาศัยหลังประสบภัยได้อย่างรวดเร็วจึงเป็นโจทย์สำคัญ รัฐบาลทากาอิจิ ซานาเอะ ได้กำหนดให้การป้องกันภัยพิบัติและการเสริมความแข็งแกร่งของประเทศเป็นหนึ่งใน 17 สาขาการลงทุนเชิงกลยุทธ์ และความคาดหวังต่อการใช้ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทั้งภาครัฐและเอกชนกำลังเพิ่มสูงขึ้น ตามข้อมูลที่กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการสรุปเมื่อเดือนมีนาคม จำนวนผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้าง ณ สิ้นปีงบประมาณ 2567 อยู่ที่ 484,000 ราย ลดลงราว 2 ใน 10 จากจุดสูงสุดเมื่อสิ้นปีงบประมาณ 2542 ขณะที่จำนวนผู้มีงานทำในภาคก่อสร้างในปี 2567 อยู่ที่ราว 4.77 ล้านคน ลดลงราว 3 ใน 10 เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดในปี 2540 สัดส่วนผู้มีงานทำในภาคก่อสร้างที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไปสูงถึงร้อยละ 36.7 ขณะที่กลุ่มอายุ 15-29 ปีมีเพียงร้อยละ 11.7 ตามข้อมูลของเทย์โคกุ ดาต้าแบงก์ การล้มละลายของธุรกิจก่อสร้างที่เกิดขึ้นในปี 2568 มีจำนวน 2,021 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.9 จากปีก่อนหน้า เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 4 ปีติดต่อกัน และมากที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา องค์กรป้องกันภัยพิบัติซึ่งจะทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการยามเกิดภัยพิบัติมีกำหนดจัดตั้งขึ้นภายในปี 2569 ขณะที่กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยว รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำลังเร่งใช้ข้อมูลดาวเทียมและภาพจากโดรนในการประเมินสถานการณ์ความเสียหาย อีกทั้งยังมีการนำระบบควบคุมเครื่องจักรก่อสร้างทางไกลและการก่อสร้างอัตโนมัติมาใช้มากขึ้น
Drought, Wildfire & Flood Resilience▲
เนปาลคาดต้องใช้ 4.74 พันล้านดอลลาร์ฟื้นฟูหลังน้ำท่วมฉับพลัน-ดินโคลนถล่ม
สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเนปาลเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายนว่า เนปาลคาดว่าจะต้องใช้เงิน 4.74 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อบูรณะและฟื้นฟูพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศ หลังเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่มครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ตัวเลขดังกล่าวมาจากรายงานการประเมินความเสียหายและความต้องการอย่างรวดเร็ว หรือ RDNA ซึ่งจัดทำโดยคณะทำงานด้านเทคนิคร่วมจากคณะกรรมการวางแผนแห่งชาติ และสำนักงานลดและจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งชาติของเนปาล หรือ NDRRMA โดย NDRRMA ระบุว่าเหตุครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1,377 ราย และสูญหาย 5,130 ราย ณ เวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันพฤหัสบดี รายงานระบุว่าโครงสร้างพื้นฐานเป็นภาคส่วนที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด โดยต้องใช้เงิน 3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นราว 75% ของความต้องการฟื้นฟูทั้งหมด ขณะที่ภาคพลังงานซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักเช่นกันนั้น เหตุน้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่มได้ส่งผลกระทบต่อโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ 13 แห่ง มีกำลังการผลิตรวม 759 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 5 แห่ง มีกำลังการผลิตรวม 24 เมกะวัตต์ โดยเนปาลจะต้องใช้เงิน 2.56 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อฟื้นฟูระบบพลังงานและโครงข่ายไฟฟ้า ส่วนการบูรณะโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมจะต้องใช้เงิน 481 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้เหตุครั้งนี้ยังสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมในเขตรสุวา นูวาโกต ธาดิง กอร์ขา และจิตวัน
Drought, Wildfire & Flood Resilience
▼2
C3S เผยเดือนส.ค. 2569 ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ อุณหภูมิโลกแตะ 16.96 องศา
หน่วยงานบริการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป หรือ C3S เปิดเผยว่า เดือนส.ค. 2569 เป็นเดือนที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ โดยอุณหภูมิอากาศใกล้ผิวพื้นเฉลี่ยทั่วโลกแตะระดับ 16.96 องศาเซลเซียส สูงกว่าสถิติเดิมที่ประมาณ 16.95 องศาเซลเซียสในเดือนก.ค. 2566 เล็กน้อย และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของเดือนส.ค. ในช่วงปี 2534-2563 อยู่ 0.85 องศาเซลเซียส รวมทั้งสูงกว่าระดับยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงปี 2393-2443 ประมาณ 1.65 องศาเซลเซียส เดือนดังกล่าวยังเป็นเดือนแรกนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2568 ที่อุณหภูมิเฉลี่ยรายเดือนของโลกพุ่งสูงกว่าระดับยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ขณะที่ยุโรปตะวันตกเผชิญฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน จากคลื่นความร้อนที่เกิดเร็วและรุนแรงผิดปกติตั้งแต่เดือนพ.ค. ดันอุณหภูมิเฉลี่ยเดือนมิ.ย.-ส.ค. สูงกว่าสถิติเดิมเมื่อปี 2546 ด้านอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วมหาสมุทรนอกเขตขั้วโลกระหว่างละติจูด 60 องศาใต้ ถึง 60 องศาเหนือ สูงถึง 21.07 องศาเซลเซียสในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับเดือนนี้ และยังคงสูงผิดปกติเป็นพิเศษในพื้นที่ส่วนใหญ่ของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน โดยปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงขึ้นและอาจกลายเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า ซาแมนธา เบอร์เจส หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ด้านสภาพภูมิอากาศ ศูนย์พยากรณ์อากาศระยะปานกลางแห่งยุโรป ระบุว่า สถิติดังกล่าวสะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังผลักดันให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วทั้งในบรรยากาศและมหาสมุทร ซึ่งส่งผลกระทบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต่อชุมชน เศรษฐกิจ และระบบนิเวศทั่วโลก
Drought, Wildfire & Flood Resilience
▼4
อินโดนีเซียปิดสนามบิน 8 แห่ง หลังภูเขาไฟอานักกรากะตัวปะทุ
อินโดนีเซียต้องปิดสนามบิน 8 แห่งชั่วคราวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังภูเขาไฟอานักกรากะตัวปะทุอย่างหนัก ส่งผลให้เที่ยวบินกว่า 1,500 เที่ยวบินต้องหยุดให้บริการ และผู้โดยสารกว่า 170,000 คนได้รับผลกระทบ โดยท่าอากาศยานนานาชาติซูการ์โน-ฮัตตาซึ่งเป็นสนามบินหลักของกรุงจาการ์ตาได้ประกาศระงับเที่ยวบินจนถึงเวลา 23.59 น. ของวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น เนื่องจากพบเถ้าภูเขาไฟในพื้นที่ โดยมีเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบเฉพาะที่สนามบินแห่งนี้ถึง 964 เที่ยวบิน ขณะที่สายการบินรายใหญ่อย่างสิงคโปร์แอร์ไลน์ส มาเลเซียแอร์ไลน์ส แอร์เอเชีย และไลอ้อนแอร์กรุ๊ป ต่างยกเลิกเที่ยวบินเข้าและออกจากจาการ์ตาทั้งหมด ภูเขาไฟอานักกรากะตัวซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเกาะชวาและเกาะสุมาตราเริ่มปะทุตั้งแต่คืนวันศุกร์ โดยพ่นเถ้าสูงถึง 6,000 เมตรฝั่งเกาะชวา และ 15,000 เมตรฝั่งเกาะสุมาตราและบางพื้นที่ของจังหวัดบันเติน ทางการได้สั่งให้โรงเรียนในจังหวัดลัมปุงและกรุงจาการ์ตาเรียนออนไลน์ตั้งแต่วันนี้ และห้ามเรือประมงออกจากฝั่ง ขณะที่เรือเฟอร์รีข้ามช่องแคบซุนดายังเปิดให้บริการแต่ต้องอยู่ห่างจากปล่องภูเขาไฟอย่างน้อย 3 กิโลเมตร นอกจากนี้ภูเขาไฟเซเมรูในจังหวัดชวาตะวันออกก็ปะทุพ่นเถ้าสูง 1 กิโลเมตรในวันเดียวกัน โดยภูเขาไฟทั้งสองยังคงอยู่ในการเตือนภัยระดับเตรียมพร้อม ร่วมกับภูเขาไฟเมราปี เลโวโตบี ลากี-ลากี และซีนาบุง แต่ทางการยืนยันว่าการปะทุครั้งนี้ไม่มีความเสี่ยงเกิดสึนามิ
Drought, Wildfire & Flood Resilience▲
กระทรวงที่ดินฯ เปิดใช้มาตรการจำกัดการจราจรล่วงหน้าในอุโมงค์ลอด 6 แห่ง
กระทรวงที่ดิน การคมนาคม และการท่องเที่ยว (MLIT) เปิดเผยเมื่อวันที่ 4 ว่า ได้เริ่มใช้มาตรการจำกัดการจราจรล่วงหน้าในอุโมงค์ลอด (underpass) จำนวน 6 แห่งบนทางหลวงแผ่นดินทั่วประเทศ ตั้งแต่วันเดียวกัน เพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง มาตรการนี้มีขึ้นหลังจากเกิดเหตุผู้เสียชีวิตในอุโมงค์ลอดในเมืองชิบะ เมื่อเดือนสิงหาคม เนื่องจากฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์ โดยจะมีการปิดการจราจรเป็นการป้องกันไว้ก่อน เมื่อมีการประกาศเตือนภัยฝนตกหนักระดับ 4 (警戒レベル4) สถานที่ที่ถูกเลือก ได้แก่ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 44 ในเมืองคุชิโระ จังหวัดฮอกไกโด, ทางหลวงหมายเลข 7 ในเมืองซากาตะ จังหวัดยามางาตะ, ทางหลวงหมายเลข 112 ในเมืองสึรูโอกะ จังหวัดเดียวกัน, ทางหลวงหมายเลข 7 ในเมืองนีงาตะ, ทางหลวงหมายเลข 9 ในเมืองโยนาโงะ จังหวัดทตโตริ และทางหลวงหมายเลข 56 ในเมืองซูซากิ จังหวัดโคจิ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงจากเหตุน้ำท่วมขังในอดีต สำหรับอุโมงค์ลอดในเมืองชิบะที่มีผู้เสียชีวิต ได้มีการนำมาตรการจำกัดล่วงหน้ามาใช้เป็นครั้งแรกบนทางหลวงที่รัฐบาลดูแล ณ สิ้นเดือนสิงหาคม และครั้งนี้ได้ขยายขอบเขตเพิ่มเติม กระทรวงยังจะพิจารณามาตรการป้องกันยานพาหนะเข้าไป เช่น การติดตั้งเครื่องกั้นอัตโนมัติ ในอนาคต
Drought, Wildfire & Flood Resilience
▼2
เนปาลประเมินน้ำท่วมเสียหาย 2.56 พันล้านดอลลาร์
เนปาลประเมินความเสียหายจากอุทกภัยครั้งรุนแรงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีมูลค่าอย่างน้อย 387.5 พันล้านรูปีเนปาล หรือประมาณ 2.56 พันล้านดอลลาร์ ครอบคลุมทรัพย์สิน บ้านเรือน และโครงสร้างพื้นฐาน ภัยพิบัติครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม หลังธารน้ำแข็งถล่มส่งมวลน้ำและโคลนไหลทะลักลงสู่แม่น้ำ Trishuli คร่าชีวิตกว่า 1,250 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกกว่า 4,200 ราย Dharma Raj Upreti หัวหน้าสำนักงานลดความเสี่ยงและจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของเนปาล เปิดเผยว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของการฟื้นฟูเบื้องต้น คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณราว 52.6 ล้านดอลลาร์ สำหรับสร้างถนนและที่พักพิงชั่วคราว จัดหาน้ำดื่ม และฟื้นฟูระบบไฟฟ้า โดยเนปาลจำเป็นต้องสร้างบ้านใหม่ประมาณ 20,000 หลัง ในจำนวนนี้ถูกทำลายทั้งหมดอย่างน้อย 7,500 หลัง ตัวเลขความเสียหายดังกล่าวยังเป็นการประเมินเบื้องต้น และอาจมีการปรับเปลี่ยนหลังการสำรวจอย่างละเอียด
Drought, Wildfire & Flood Resilience▼
สิงคโปร์เตือนคุณภาพอากาศแย่ หลังไฟป่าอินโดฯ ลามหนัก
สิงคโปร์เผชิญหมอกควันจากไฟป่าในอินโดนีเซีย ส่งผลให้คุณภาพอากาศวันนี้อยู่ในระดับ "ไม่ดีต่อสุขภาพ" ขณะที่สถานการณ์ไฟป่าในภูมิภาคมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากสภาพอากาศแห้งแล้ง ไอคิวแอร์ (IQAir) บริษัทติดตามคุณภาพอากาศของสวิตเซอร์แลนด์ จัดอันดับให้สิงคโปร์อยู่ในอันดับ 8 ของเมืองใหญ่ที่มีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลก ขณะที่เมืองกูชิงบนเกาะบอร์เนียวของมาเลเซียติดอันดับ 1 สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสิงคโปร์เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า พื้นที่เสี่ยงเกิดไฟป่ายังคงเผชิญสภาพอากาศแห้งแล้งต่อเนื่อง ทำให้มีความเสี่ยงที่หมอกควันข้ามพรมแดนจะรุนแรงขึ้น พร้อมแนะนำให้ประชาชนลดการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน หรือกิจกรรมที่ต้องออกแรงมาก ขณะเดียวกัน หลายพื้นที่ในภูมิภาคเริ่มได้รับผลกระทบจากคุณภาพอากาศที่แย่ลง โดยรัฐซาราวักของมาเลเซียมีระดับมลพิษทางอากาศอยู่ในขั้น "อันตราย" ขณะที่ทางการอินโดนีเซียเตือนประชาชนในกาลิมันตัน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบจุดความร้อนจำนวนมาก ให้เฝ้าระวังสถานการณ์ที่อาจรุนแรงขึ้น รายงานระบุว่า สถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีสาเหตุส่วนหนึ่งจากการเผาหรือถางพื้นที่เพื่อการเกษตรและการใช้ประโยชน์ที่ดินเชิงพาณิชย์ ขณะที่ปีนี้ปรากฏการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะรุนแรงสูงสุดในช่วงเดือนก.ย.-ต.ค. อาจทำให้ไฟป่าและหมอกควันยืดเยื้อ และเพิ่มผลกระทบต่อสุขภาพในภูมิภาค ทั้งนี้ สื่ออินโดนีเซียรายงานโดยอ้างการเปิดเผยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงป่าไม้ว่า จำนวนจุดความร้อนบนเกาะบอร์เนียวของอินโดนีเซียกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง หลังลดลงเล็กน้อยก่อนหน้านี้ สะท้อนความยากลำบากของทางการในการควบคุมไฟป่า โดยรัฐบาลระดมเจ้าหน้าที่อย่างน้อย 6,000 นายลงพื้นที่ พร้อมใช้เครื่องบินทิ้งน้ำและมาตรการปรับเปลี่ยนสภาพอากาศเพื่อควบคุมเพลิง
Drought, Wildfire & Flood Resilience▲
UN เตือนซูเปอร์เอลนีโญรุนแรงสุดในรอบ 70 ปี อาเซียนเสี่ยงแล้ง-ไฟป่า
สหประชาชาติ (UN) เตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่เขตอันตรายจากสภาพอากาศสุดขั้ว หลังปรากฏการณ์เอลนีโญรอบนี้อาจรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 70 ปี และลากยาวไปจนถึงอย่างน้อยเดือนกุมภาพันธ์ 2570 โดยองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เปิดเผยว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางและตะวันออกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยเกือบ 4 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้เอลนีโญครั้งนี้รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2493 ขณะที่อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่าโลกกำลังเข้าสู่สถานการณ์ที่ไม่เคยเผชิญมาก่อน ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ได้แก่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อเมริกากลาง และตอนเหนือของอเมริกาใต้ มีแนวโน้มเผชิญฝนต่ำกว่าปกติ เพิ่มความเสี่ยงต่อภัยแล้งและไฟป่า โดยอินโดนีเซียกำลังเร่งควบคุมไฟป่าที่เผาผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 107,000 เฮกตาร์ ขณะที่คลองปานามาเตรียมลดจำนวนเรือที่สามารถผ่านคลองลงมากกว่า 10% เพื่อรับมือกับปริมาณฝนที่ลดลง และจีนเตรียมรับมือไต้ฝุ่นขึ้นฝั่งถึง 7 ลูกในปีนี้ ขณะที่หลายประเทศเร่งเตรียมมาตรการรับมือ รวมถึงสหรัฐที่ประกาศส่งเรือพยาบาล USNS Comfort ไปยังชายฝั่งเปรู เพื่อสนับสนุนความช่วยเหลือทางการแพทย์ก่อนที่เอลนีโญจะเข้าสู่ช่วงรุนแรงที่สุด
Drought, Wildfire & Flood Resilience▲
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเนปาลเผชิญคำเตือนรุนแรงหลังน้ำท่วมเทือกเขาหิมาลัยคร่าชีวิต 987 ราย
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงเขาของเนปาลกำลังเผชิญกับคำเตือนที่รุนแรง หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งร้ายแรงตามแนวชายแดนเนปาล-ทิเบตคร่าชีวิตผู้คน 987 ราย และสูญหายอีกเกือบ 4,250 ราย เจ้าหน้าที่เปิดเผยเมื่อวันอังคาร ภัยพิบัติครั้งนี้เกิดจากการถล่มของธารน้ำแข็งเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้ราเชนทรา บาฮาดูร์ ลามา เลขาธิการสมาคมปีนเขาเนปาล เรียกว่าเป็นสัญญาณเตือนให้สร้างภาคการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เนปาลประมาณการว่าต้องใช้เงินระหว่าง 4 ถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในการบูรณะ ซึ่งเกือบหนึ่งในสิบของขนาดเศรษฐกิจของประเทศ และนักท่องเที่ยวได้ยกเลิกการจองล่วงหน้าก่อนถึงฤดูกาลท่องเที่ยวสูงสุดซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 กันยายนถึง 15 พฤศจิกายน ซารอจ บันดารี เจ้าของเกสต์เฮาส์ Wander Thirst ในกรุงกาฐมาณฑุ คาดว่าอัตราการเข้าพักจะลดลงเหลือ 60% จาก 100% ในปีที่แล้ว โดยการยกเลิกส่วนใหญ่มาจากนักท่องเที่ยวยุโรป องค์การสหประชาชาติเตือนว่าผู้คนหลายล้านคนในภูมิภาคหิมาลัยเสี่ยงต่อภัยน้ำท่วมจากธารน้ำแข็ง และคาร์โล บูโอเนมโป ผู้อำนวยการบริการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังด้วยดาวเทียมและระบบเตือนภัยล่วงหน้า
Drought, Wildfire & Flood Resilience
▼2impact 4
UN เผยโลกเสี่ยงเข้าสู่ยุคโลกร้อนเกิน 1.5°C
รายงานสำคัญของสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสภายในไม่กี่ปีข้างหน้า และอาจสูงถึง 1.8 องศาเซลเซียสในกรณีที่ดีที่สุด หรือ 2.6 องศาเซลเซียสหากนโยบายปัจจุบันยังคงอยู่ โดยปัจจุบันอุณหภูมิเพิ่มขึ้นแล้ว 1.4 องศาเซลเซียส รายงานฉบับนี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของยุคเดิม และชี้ให้เห็นว่าโลกอาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาวะอุณหภูมิเกินเกณฑ์ได้ จึงต้องเปลี่ยนเป้าหมายเป็นการดึงอุณหภูมิกลับมาต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้ เดบรา โรเบิร์ตส์ หนึ่งในคณะผู้เขียนจากมหาวิทยาลัยควาซูลู-นาทาล ระบุว่า ระดับความมุ่งมั่นของประเทศต่าง ๆ จะกำหนดว่าภาวะเกินเกณฑ์จะกินเวลานานหลายทศวรรษหรือนับพันปี การลดอุณหภูมิต้องเร่งลดก๊าซเรือนกระจกและดึงคาร์บอนออกจากบรรยากาศ ทั้งทางธรรมชาติและเทคโนโลยี รวมถึงต้องทำให้การปล่อยก๊าซสุทธิเข้าสู่ระดับติดลบ ขณะเดียวกันต้องช่วยชุมชนปรับตัวรับมือผลกระทบที่ไม่อาจฟื้นคืน เช่น ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
Drought, Wildfire & Flood Resilience
▼3impact 4
น้ำท่วมใหญ่เนปาล-จีน คร่าชีวิตกว่า 1,000 ราย สูญหายอีก 4,000 คน
มหาอุทกภัยจากธารน้ำแข็งถล่มในเทือกเขาหิมาลัย คร่าชีวิตผู้คนในเนปาลและจีนรวมกว่า 1,000 ราย ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกประมาณ 4,000 คน เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตเป็นวันที่ 7 โดยยอดผู้เสียชีวิตในเนปาลเพิ่มเป็น 987 ราย และในเทศมณฑลจี๋หลงของทิเบตมีผู้เสียชีวิต 16 ราย รวมทะลุ 1,000 ราย ทางการเนปาลระบุว่ายังมีผู้สูญหาย 3,916 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติ 583 คน และช่วยเหลือประชาชนออกมาแล้วอย่างน้อย 11,814 คน ภัยพิบัติครั้งนี้เกิดจากการพังถล่มของธารน้ำแข็งเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้มวลน้ำแข็ง โคลน และหินไหลทะลักกวาดชุมชนในเนปาลเสียหายหนัก รัฐมนตรีต่างประเทศเนปาลเปรียบเหตุการณ์นี้ว่าเป็น 'สึนามิแห่งเทือกเขาหิมาลัย' และยังสร้างความเสียหายต่อโครงการไฟฟ้าพลังน้ำอย่างน้อย 12 แห่งในเขตนูวาโกตและราซูวา ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางอยู่แล้วของประเทศ
Drought, Wildfire & Flood Resilience
▼2impact 4
เนปาลเร่งเจาะอุโมงค์ช่วยคนงาน 933 คนติดใต้ดิน ยอดดับทะลุ 900 ศพ
ทีมกู้ภัยเนปาลร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจีนและอินเดียในวันนี้ (31 ส.ค.) เร่งขุดเจาะอุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำกว่า 10 แห่ง เพื่อเข้าถึงคนงาน 933 คนที่ติดค้างใต้ดิน หลังธารน้ำแข็งถล่มเมื่อวันพุธที่แล้ว (26 ส.ค.) ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตฝั่งเนปาลพุ่งแตะ 903 ราย และสูญหาย 4,247 คน ขณะที่ฝั่งจีนในเขตทิเบตยืนยันเสียชีวิต 16 ราย สูญหาย 546 คน และสภากาชาดประเมินผู้ได้รับผลกระทบกว่า 90,000 คน กองทัพเนปาลใช้การจุดระเบิดควบคุมทิศทางและรถขุดเจาะเพื่อเปิดทางเข้าอุโมงค์ โดยเจาะได้ 2 แห่งและกู้ร่างผู้เสียชีวิต 3 รายแล้ว นายกรัฐมนตรีบาเลนทรา ชาห์ ระบุว่าเป็นภัยพิบัติครั้งประวัติศาสตร์ และระดมกำลังเจ้าหน้าที่เกือบ 21,000 นายช่วยเหลือ แม้เนปาลไม่ขอความช่วยเหลือต่างชาติโดยรวม แต่ยังต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญจากอินเดียและจีนสำหรับภารกิจในอุโมงค์ ทีมกู้ภัยต้องหยุดปฏิบัติการหลายครั้งเพราะสภาพอากาศเลวร้ายและเสี่ยงทะเลสาบใหม่เอ่อล้น ขณะที่ CCTV รายงานว่าทะเลสาบอีกแห่งระบายน้ำเกือบหมดแล้ว แต่ยังเฝ้าระวังหลุมยุบขนาด 174,000 ตารางเมตรกักเก็บน้ำ 2.5 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีความเสี่ยงดินถล่มเพิ่มอีก 8 จุด เจ้าหน้าที่เนปาลกังวลว่าจีนไม่ได้เปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงธารน้ำแข็งเพียงพอ แต่จีนยืนยันส่งข้อมูลอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาอย่างต่อเนื่อง
Drought, Wildfire & Flood Resilience▲
นายกฯ ลงพื้นที่หาดใหญ่ติดตามแผนป้องกันน้ำท่วม เตรียมเสนอประกันอุทกภัยเข้าครม.
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ประตูระบายน้ำหน้าควน (คลองภูมินาถดำริ) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามแผนงานระบบป้องกันอุทกภัยเมืองหาดใหญ่ และรับฟังรายงานความพร้อมรับมือฤดูน้ำหลากปี 2569 โดยกรมชลประทานยืนยันว่าโครงการฟื้นฟูโครงสร้างที่เสียหายจะแล้วเสร็จก่อนเดือนตุลาคม 2569 ครอบคลุมการขุดลอกคลอง 7 สาย และคลอง ร.1 จะสามารถระบายน้ำได้ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที นายกรัฐมนตรีย้ำว่ารัฐบาลจะบูรณาการข้อมูลฝน น้ำ และอากาศเพื่อแจ้งเตือนประชาชนทันที พร้อมกำชับให้ลดขั้นตอนการช่วยเหลือและเยียวยา และกล่าวขอบคุณธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ที่สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์และซ่อมแซมศูนย์พักพิง นอกจากนี้ ในการประชุม ครม. วันพรุ่งนี้ จะเสนอเรื่องการทำประกันอุทกภัยให้ประชาชนทุกหลังคาเรือน โดยไม่ต้องพิสูจน์สถานะผู้เช่าหรือเจ้าของ เพื่อเร่งการเยียวยาเมื่อเกิดเหตุ
Drought, Wildfire & Flood Resilience
▼2impact 4
ธารน้ำแข็งหิมาลัยถล่ม ดับเกือบ 800 ศพ สูญหายกว่า 3,000 คน
เหตุธารน้ำแข็งถล่มในเทือกเขาหิมาลัยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (26 ส.ค.) ทำให้เกิดคลื่นดินโคลนและน้ำมหาศาลซัดข้ามพรมแดนเนปาล-จีน ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตรวมพุ่งแตะเกือบ 800 ศพ และมีผู้สูญหายกว่า 3,000 คน โดยฝั่งเนปาลมีผู้เสียชีวิต 781 ราย สูญหาย 2,502 คน ส่วนฝั่งจีนในเขตทิเบตยืนยันผู้เสียชีวิต 16 รายในอำเภอจี๋หลง และสูญหาย 546 คน รวมถึงชาวต่างชาติจาก 23 ประเทศสูญหายอีก 261 คน สภากาชาดประเมินว่ามีผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 90,000 คน หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ระบุว่าเป็นภัยพิบัติข้ามพรมแดนที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี ขณะที่ฝนที่ตกหนักระลอกใหม่ทำให้แม่น้ำตรีศูลีหนุนสูงเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำ และทีมกู้ภัยต้องระงับภารกิจหลายครั้งเนื่องจากสภาพอากาศย่ำแย่ ในเนปาล กองทัพระดมกำลังพลประมาณ 10,000 นาย เร่งช่วยเหลือคนงานราว 350 คนที่อาจติดอยู่ในอุโมงค์โครงการอัปเปอร์ตรีศูลี ขณะที่ทางการเริ่มฝังศพหมู่ผู้เสียชีวิตนิรนามหลายร้อยรายที่เริ่มเน่าเปื่อย โดยเก็บตัวอย่าง DNA ไว้เพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์ในภายหลัง นักวิทยาศาสตร์จีนชี้ว่าภัยพิบัติครั้งนี้เกิดจากความไม่เสถียรของธารน้ำแข็งอันเป็นผลจากภาวะโลกร้อน และทางการจีนได้ส่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยกว่า 2,100 นาย พร้อมจัดสรรงบประมาณฉุกเฉินไม่ต่ำกว่า 220 ล้านหยวน
Drought, Wildfire & Flood Resilience
▼3impact 4
ยอดดับเหตุโคลนถล่มเนปาลพุ่ง 489 ราย เร่งค้นหาผู้สูญหาย
ทีมกู้ภัยในเนปาลยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายจากเหตุโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลากเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยยอดผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันเพิ่มขึ้นเป็น 489 รายในวันนี้ และยังมีผู้สูญหายอีก 2,381 คน รวมถึงชาวต่างชาติ 644 คน ส่วนใหญ่มาจากอินเดีย สหรัฐฯ ยูเครน มาเลเซีย ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และแคนาดา หลังธารน้ำแข็งถล่มทำให้มวลน้ำมหาศาลพร้อมหินและโคลนทะลักลงมาตามแม่น้ำในเทือกเขาหิมาลัย เจ้าหน้าที่ใช้เฮลิคอปเตอร์ค้นหาผู้รอดชีวิตและลำเลียงสิ่งของบรรเทาทุกข์ ขณะที่หน่วยจัดการภัยพิบัติเตือนว่า ทะเลสาบที่เกิดจากเศษซากปิดกั้นแม่น้ำโภเตโกชีมีระดับน้ำสูงขึ้นและเสี่ยงทะลักออกมา โดยคาดว่ามวลน้ำราว 3 ล้านลูกบาศก์เมตรจะไหลเข้าสู่ทะเลสาบใน 3 วันข้างหน้า และปริมาณน้ำสูงสุดจะเกิดขึ้นในวันที่ 1 กันยายน ทางการจีนส่งทีมวิศวกรลงพื้นที่เพื่อสำรวจและจัดทำแบบจำลอง 3 มิติของทะเลสาบ แต่การเข้าถึงเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากหน้าผาแยกตัวกลายเป็นหุบผาสูงชัน แนวทางลดความเสี่ยงคือการขุดช่องทางระบายน้ำบริเวณจุดต่ำของแนวกั้น โดยต้องคำนวณความกว้างและความลึกจากความเร็วของกระแสน้ำและอัตราการเพิ่มของระดับน้ำ
Drought, Wildfire & Flood Resilience
▼3impact 4
เนปาล-จีนเตือนเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำหลังพบทะเลสาบกั้นเขื่อนใหม่
เนปาลและจีนออกประกาศเตือนในวันพฤหัสบดีถึงความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมครั้งใหม่ในภูมิภาคหิมาลัย หลังพบทะเลสาบกั้นเขื่อนที่เกิดขึ้นใหม่ทั้งสองฝั่งชายแดนมีระดับน้ำสูงขึ้นและเสี่ยงแตก ซ้ำเติมพื้นที่ซึ่งกำลังเผชิญวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่คร่าชีวิตผู้คนแล้วอย่างน้อย 362 ราย และมีผู้สูญหายเกือบ 1,000 ราย เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากการพังทลายของธารน้ำแข็งซึ่งพัดพาเศษซากลงสู่แม่น้ำ ขณะที่หน่วยงานจัดการภัยพิบัติของเนปาลเตือนว่าทะเลสาบกั้นเขื่อนที่เกิดจากเศษซากปิดกั้นลำน้ำกำลังมีระดับน้ำสูงขึ้นและเสี่ยงแตก ทางการจีนเตือนว่ามวลน้ำราว 3 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเทียบเท่ากับสระว่ายน้ำขนาดโอลิมปิกประมาณ 1,200 สระ อาจไหลเข้าสู่ทะเลสาบกั้นเขื่อนทางฝั่งจีนในอีก 3 วันข้างหน้า โดยคาดว่าจะขึ้นสูงสุดราววันที่ 1 กันยายน และปริมาณฝนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในสัปดาห์หน้าจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยง สถานีโทรทัศน์ CGTN ของจีนรายงานว่าทีมกู้ภัยสามารถบันทึกภาพถ่ายทางอากาศของการก่อตัวของทะเลสาบดังกล่าวได้ และจู จินเฟิง นักวิจัยจากกรมอุทกวิทยา กระทรวงทรัพยากรน้ำของจีนกล่าวว่าปริมาณน้ำยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
Drought, Wildfire & Flood Resilience▼impact 4
ผู้เชี่ยวชาญชี้ธารน้ำแข็งถล่มต้นเหตุน้ำท่วมเนปาล สูญหายเกือบ 1,500 คน
ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าธารน้ำแข็งพังถล่มจากระดับความสูงกว่า 5,000 เมตรเป็นต้นเหตุของน้ำท่วมฉับพลันครั้งใหญ่ในเนปาล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 170 ราย และสูญหายเกือบ 1,500 คน รวมถึงชาวต่างชาติอย่างน้อย 700 คน ภาพถ่ายดาวเทียมจาก Planet Labs ยืนยันว่าส่วนปลายธารน้ำแข็งพังลงสู่หุบเขาที่ต่ำลงไปราว 1,200 เมตร ก่อให้เกิดมวลน้ำแข็ง หิน และตะกอนไหลบ่าเข้าสู่ระบบแม่น้ำ Bhote Koshi และ Trishuli โดยระดับน้ำในพื้นที่ Galchhi เพิ่มสูงถึง 9 เมตรภายใน 30 นาที ผู้เชี่ยวชาญยังไม่สรุปว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุโดยตรง แต่ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติระบุว่าธารน้ำแข็งของเนปาลสูญเสียน้ำแข็งเกือบ 1 ใน 3 ในช่วง 30 ปี และอัตราการละลายเร็วขึ้น 65% ในทศวรรษล่าสุด
Drought, Wildfire & Flood Resilience
▼7
เนปาล-ทิเบตน้ำท่วม-ดินโคลนถล่ม ดับ 168 ศพ สูญหาย 1,381 ราย
ภารกิจค้นหาและกู้ภัยตามแนวชายแดนเนปาล-จีนยังคงดำเนินไปอย่างเร่งด่วน หลังเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่มครั้งรุนแรง โดยยอดผู้เสียชีวิตรวมทั้งสองประเทศเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 168 ราย และมีผู้สูญหายรวมกันอย่างน้อย 1,381 ราย สำนักงานบริหารจัดการและบรรเทาความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งชาติของเนปาล (NDRRMA) รายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมฉับพลันทางตอนเหนือของเนปาลอยู่ที่ 165 ราย และมีผู้สูญหาย 823 ราย ซึ่งรวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ 590 ราย จาก 29 ประเทศ เช่น อินเดีย มาเลเซีย สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ขณะที่ฝั่งจีน ดินโคลนได้ซัดถล่มด่านพรมแดนจี๋หลง ในเขตปกครองตนเองซีจ้าง (ทิเบต) ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และผู้สูญหาย 558 ราย โดยเหตุการณ์ครั้งนี้มีชนวนมาจากการพังทลายของธารน้ำแข็ง ส่งผลให้แม่น้ำโภเตโกสีเอ่อล้นตลิ่ง สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งหนึ่ง
Drought, Wildfire & Flood Resilience▼
จีนอพยพ 5.4 หมื่นคนหลังไต้ฝุ่นนาร์ราถล่มกว่างซี
ทางการจีนอพยพประชาชนประมาณ 54,000 คนออกจากพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง หลังไต้ฝุ่นนาร์ราทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมเป็นวงกว้างในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยในจำนวนนี้ 8,087 คนถูกนำไปยังศูนย์พักพิงฉุกเฉิน ระดับน้ำที่สถานีตรวจวัด 20 แห่งบนแม่น้ำ 15 สายสูงเกินระดับเตือนภัย และคาดว่าฝนตกหนักจะยังคงปกคลุมพื้นที่ทางตอนใต้ของจีนไปจนถึงวันพุธที่ 26 สิงหาคม สภาพอากาศรุนแรงยังทำให้จีนเลื่อนการปล่อยยานสำรวจดวงจันทร์ Chang’e-7 แบบไร้มนุษย์ควบคุมจากศูนย์ปล่อยยานอวกาศเหวินชางบนเกาะไห่หนาน โดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติของไทยระบุว่าสาเหตุมาจากไต้ฝุ่น
Drought, Wildfire & Flood Resilience▼
ผลวิจัยชี้กรุงเทพฯ เสี่ยงอากาศแห้งจัดจากซูเปอร์เอลนีโญ
ผลวิจัยล่าสุดเตือนว่าปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่กำลังก่อตัวช่วงปลายปีนี้จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อ 12 เมืองใหญ่ในเอเชีย โดยกรุงเทพฯ และอีก 5 เมืองเสี่ยงเผชิญภัยแล้งยาวนานหลายเดือน ขณะที่เซี่ยงไฮ้ หางโจว และโคลอมโบอาจเจอน้ำท่วมหนัก รายงานโดย WaterAid จัดทำโดยทีมอาจารย์จากมหาวิทยาลัยบริสตอลและมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ศึกษาข้อมูลปริมาณฝนย้อนหลัง 44 ปี พบว่ายิ่งเอลนีโญรุนแรง ปริมาณฝนยิ่งเบี่ยงเบนจากค่าปกติมากขึ้น อุณหภูมิผิวน้ำทะเลอาจสูงขึ้นถึง 3.6 องศาเซลเซียสเหนือระดับปกติ เทียบกับสถิติเดิม 2.75 องศาเซลเซียสในปี 2558-2559 นักวิจัยเตือนว่ากำลังเข้าสู่ดินแดนที่ไม่เคยมีใครสำรวจมาก่อน และวิกฤตอาหารโลกอาจย่ำแย่ลงจากผลกระทบครั้งนี้
Drought, Wildfire & Flood Resilience▼impact 4
โคลอมเบียประเมินความเสียหายแผ่นดินไหว 9.58 พันล้านดอลลาร์
ประธานาธิบดีโคลอมเบีย เอเบลาร์โด เด ลา เอสปริเอยา เปิดเผยว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วอาจสูงถึง 30 ล้านล้านเปโซ หรือประมาณ 9.58 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในจำนวนนี้เป็นความเสียหายต่ออาคารประมาณ 24.5 ล้านล้านเปโซ และความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานอีกราว 5.5 ล้านล้านเปโซ ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการประเมินเบื้องต้นและอาจมีการปรับเปลี่ยนเมื่อได้รับข้อมูลเพิ่มเติม แผ่นดินไหวขนาด 7.4 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมทำให้มีผู้เสียชีวิต 280 ราย บาดเจ็บกว่า 4,000 ราย และสูญหายอีก 143 ราย นับเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ครั้งแรกที่เด ลา เอสปริเอยาต้องเผชิญหลังเข้ารับตำแหน่งเพียงไม่กี่วัน
Drought, Wildfire & Flood Resilience
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ธุรกิจไทยเสี่ยงโตต่ำกว่า 2%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ามีโอกาสเติบโตได้ต่ำกว่า 2% โดยในปี 69 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2% ท่ามกลางแรงกดดันจากกฎระเบียบสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ภัยธรรมชาติ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ น.ส.เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ ระบุว่าภาคธุรกิจไทยเผชิญความเสี่ยงหลัก 3 ด้าน ได้แก่ มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปที่กระทบเหล็กและอะลูมิเนียม ภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลันจากซูเปอร์เอลนีโญที่กดดันผลผลิตเกษตร และความขัดแย้งในตะวันออกกลางกับสงครามการค้าที่ทำให้ค่าขนส่งและพลังงานแพงขึ้น โดยภาคการผลิตและเกษตรแปรรูปน่าเป็นห่วงที่สุด ขณะที่ธุรกิจพลังงานสะอาด สุขภาพ เทคโนโลยี และ FDI มีโอกาสเติบโต ภาครัฐควรติดตามเตือนภัย ลดต้นทุนแฝง และออกแบบนโยบายตรงจุดเพื่อช่วยผู้ประกอบการปรับตัว
Drought, Wildfire & Flood Resilience
▼2
ฝนถล่มญี่ปุ่น น้ำท่วมชิบะ ผู้โดยสาร 7,000 คนติดสนามบินนาริตะ เสียชีวิต 4 ราย
ฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์ในญี่ปุ่นทำให้ผู้โดยสารราว 7,000 คนติดค้างอยู่ที่สนามบินนาริตะ และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 รายในจังหวัดชิบะ พื้นที่บางส่วนของจังหวัดชิบะมีฝนตกมากกว่า 360 มิลลิเมตรภายใน 24 ชั่วโมง ส่งผลให้น้ำท่วมถนนและเส้นทางรถไฟ บ้านเรือนเกือบ 25,000 หลังไม่มีไฟฟ้าใช้ และทางหลวงสายหลักหลายสายยังคงปิดให้บริการ รวมถึงเส้นทางที่เชื่อมสนามบินนาริตะกับใจกลางกรุงโตเกียว โทชิฮิโตะ คุมะไก ผู้ว่าราชการจังหวัดชิบะ กล่าวว่าเหตุการณ์ครั้งนี้รุนแรงและผิดปกติอย่างมาก แม้เทียบกับสภาพอากาศที่เคยเกิดขึ้นในญี่ปุ่น ขณะที่เจแปน แอร์ไลน์ ระบุว่าเที่ยวบินบางเที่ยวอาจล่าช้า แต่ยังไม่มีการคาดว่าจะยกเลิกเที่ยวบิน
Drought, Wildfire & Flood Resilience▼
สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดชี้ สภาพอากาศสุดขั้วในยุโรปฉุดการเติบโต
นักวิเคราะห์ของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด คริสโตเฟอร์ เกรแฮม และเอมิลี แอชฟอร์ด กล่าวว่า คลื่นความร้อนและภัยแล้งที่ทำสถิติในยุโรปปี 2026 กำลังส่งผลกระทบต่อโรงกลั่น การผลิตไฟฟ้า ทางน้ำภายในประเทศ และภาคการเกษตร ซึ่งฉุดรั้งการเติบโต
Drought, Wildfire & Flood Resilience
▲2
อุณหภูมิมหาสมุทรโลกเดือนกรกฎาคมพุ่งทำสถิติสูงสุด 20.96°C ท่ามกลางเอลนีโญ
อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกนอกเขตขั้วโลกในเดือนกรกฎาคม 2569 พุ่งขึ้นแตะ 20.96 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติสูงสุดสำหรับเดือนกรกฎาคม ตามข้อมูลจาก Copernicus Climate Change Service โดยสถิติเดิมอยู่ที่ 20.89 องศาเซลเซียสในปี 2566 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิก ขณะเดียวกันเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเป็นเดือนกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 ร่วมของโลก โดยอุณหภูมิโลกสูงกว่าค่าเฉลี่ยยุคก่อนอุตสาหกรรมประมาณ 1.47 องศาเซลเซียส ยุโรปตะวันตกเผชิญช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 21.62 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ย 2.79 องศาเซลเซียส สภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งต่อเนื่องยังกระตุ้นให้เกิดไฟป่ารุนแรงในหลายพื้นที่ Samantha Burgess จาก European Centre for Medium-Range Weather Forecasts ระบุว่าเดือนกรกฎาคม 2569 เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันที่ยุโรปตะวันตกเผชิญความร้อนผิดปกติ และเตือนว่าสภาพอากาศสุดขั้วกำลังกลายเป็นความปกติใหม่
Drought, Wildfire & Flood Resilience▼
อินโดนีเซียเร่งคุมไฟป่า 6 จังหวัด หมอกควันข้ามแดนกระทบมาเลเซีย
อินโดนีเซียเร่งควบคุมไฟป่าและไฟบนพื้นที่เกษตรใน 6 จังหวัด หลังหมอกควันลามข้ามพรมแดนกระทบคุณภาพอากาศในมาเลเซีย รัฐบาลกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังหลัก ได้แก่ เรียว จัมบี สุมาตราใต้ กาลิมันตันตะวันตก กาลิมันตันกลาง และกาลิมันตันใต้ พร้อมระดมเฮลิคอปเตอร์ 43 ลำและเครื่องบิน 15 ลำเข้าดับไฟและทำฝนเทียม ท่ามกลางสภาพอากาศแห้งแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ข้อมูลจากกระทรวงป่าไม้อินโดนีเซียระบุว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน มีพื้นที่ถูกไฟไหม้แล้วราว 107,465 เฮกตาร์ เพิ่มขึ้น 110% จากช่วงเดียวกันของปี 2566 ด้านมาเลเซียพบพื้นที่ 11 แห่งในรัฐซาราวักมีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับไม่ดีต่อสุขภาพ และสั่งให้โรงเรียนงดกิจกรรมนอกอาคารหากดัชนีคุณภาพอากาศเกิน 100 ขณะที่เมืองปอนเตียนัก เมืองหลวงของกาลิมันตันตะวันตก สั่งให้โรงเรียนเปลี่ยนไปจัดการเรียนการสอนออนไลน์ทั้งหมด
Drought, Wildfire & Flood Resilience▼
สทนช. เตือนน้ำโขงเพิ่มสูง 0.5-1.5 ม. เสี่ยงท่วมอีสาน 11-15 ส.ค.
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เตือนระดับน้ำในแม่น้ำโขงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 0.5 ถึง 1.5 เมตร ในช่วงวันที่ 11 ถึง 15 สิงหาคม 2569 จาก อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ถึงอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและตอนกลางของ สปป.ลาว ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรง รองเลขาธิการ สทนช. นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง เปิดเผยว่า ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและ 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขงแจ้งเตือนประชาชนให้ระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นฉับพลันและน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำในจังหวัดนครพนมและมุกดาหาร ขณะที่เขื่อนไซยะบุรีใน สปป.ลาว มีอัตราการระบายน้ำอยู่ที่ 14,949 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้าง สทนช. ได้ประสานกับคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเพื่อติดตามข้อมูลและแผนระบายน้ำล่วงหน้า พร้อมดำเนินมาตรการรับมือ เช่น ติดตั้งเครื่องจักร ขุดลอกคูคลอง และเตรียมปิดประตูน้ำหากระดับน้ำโขงหนุนสูง เพื่อป้องกันความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
Drought, Wildfire & Flood Resilience▼
รองนายกฯ เอกนิติ สั่งตั้ง 5 บอร์ดภูมิภาครับมือซูเปอร์เอลนีโญ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี สั่งจัดตั้งคณะกรรมการระดับภูมิภาค 5 คณะ เพื่อรับมือภาวะซูเปอร์เอลนีโญ โดยนำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศมาจัดทำแผนที่เสี่ยงภัยแบบเรียลไทม์และเช็กลิสต์ปฏิบัติงานให้จังหวัดใช้บริหารจัดการพื้นที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจอย่างเข้มงวด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเตรียมเครื่องจักรกลและเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมใช้ระบบ Cell Broadcast และผู้นำชุมชนแจ้งเตือนประชาชนระดับครัวเรือน รัฐบาลยังลงพื้นที่ตรวจพนังกั้นน้ำวัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อปกป้องโบราณสถานจากระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา
Drought, Wildfire & Flood Resilience▼
จีนอพยพกว่า 1 ล้านคนรับมือไต้ฝุ่นดอลฟิน เซี่ยงไฮ้ฝนหนักสุดในรอบ 150 ปี
จีนอพยพประชาชนกว่า 1 ล้านคนในพื้นที่ภาคตะวันออก หลังพายุไต้ฝุ่นดอลฟินพัดขึ้นฝั่งและนำฝนตกหนักเข้าสู่หลายพื้นที่ โดยเมืองเวินโจว มณฑลเจ้อเจียง อพยพประชาชนมากกว่า 900,000 คน พร้อมเปิดศูนย์พักพิงฉุกเฉินกว่า 1,500 แห่ง ขณะที่มณฑลฝูเจี้ยนเคลื่อนย้ายประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงอีก 98,900 คน และนครเซี่ยงไฮ้อพยพประชาชน 215,600 คน ณ ช่วงเย็นวันอาทิตย์ สถานีตรวจวัดสภาพอากาศใจกลางเซี่ยงไฮ้บันทึกปริมาณฝนในรอบ 24 ชั่วโมงสูงสุดในรอบกว่า 150 ปี ด้านสนามบินสองแห่งของเซี่ยงไฮ้ยกเลิกเที่ยวบินรวมกว่า 1,300 เที่ยว พายุอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนเมื่อเช้าวันจันทร์ แต่ยังคงเคลื่อนตัวขึ้นเหนือและลึกเข้าสู่แผ่นดิน ทำให้หลายพื้นที่ในภาคตะวันออกและภาคกลางของจีนเสี่ยงเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องจนถึงวันพุธ โดยคาดว่าบางพื้นที่อาจมีฝนสะสมสูงถึง 200-400 มิลลิเมตร
Drought, Wildfire & Flood Resilience▲
เอกนิติสั่งทำ Risk Map รับมืออุทกภัย-ภัยแล้งภาคกลาง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี สั่งการให้จัดทำแผนที่เสี่ยงภัยหรือ Risk Map เพื่อบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง ในการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ครั้งที่ 1/2569 โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศจาก GISTDA สทนช. กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มาร่วมกันประเมินจุดเสี่ยงแบบเรียลไทม์ พร้อมทั้งจัดทำ Checklist ปฏิบัติงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำไปใช้ทันที เช่น การตรวจสอบประตูระบายน้ำ การติดตั้งเครื่องสูบน้ำ และการเตรียมพื้นที่รับน้ำ นอกจากนี้ยังสั่งการให้ตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว และเร่งกระจายข้อมูลสถานการณ์น้ำผ่านระบบสื่อสารสองทาง เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะซูเปอร์เอลนีโญที่กำลังเข้าสู่ประเทศไทย โดยภาคกลางมีหมู่บ้านเสี่ยงอุทกภัยสูงมาก 124 หมู่บ้านใน 8 จังหวัด และเสี่ยงสูง 533 หมู่บ้านใน 12 จังหวัด ส่วนภัยแล้งมีหมู่บ้านเสี่ยงสูงมาก 66 หมู่บ้านใน 2 จังหวัด และเสี่ยงสูง 105 หมู่บ้านใน 3 จังหวัด
Drought, Wildfire & Flood Resilience
▼2
รัฐบาลตั้งวอร์รูม 24 ชม. รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งทับซ้อนภาคเหนือ
รัฐบาลสั่งตั้งศูนย์บัญชาการย่อยตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อรับมือวิกฤตน้ำท่วมและภัยแล้งที่เกิดขึ้นพร้อมกันในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมปลดล็อกระเบียบราชการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถดึงเงินทดรองราชการกรณีฉุกเฉินมาใช้ได้ทันที โดยเน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรกและเร่งเยียวยาฟื้นฟูหลังน้ำลด ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคเหนือ ได้สั่งการให้ทุกจังหวัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ย่อย พร้อมสแตนด์บายกำลังคน เครื่องจักรกล และรถสูบน้ำปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง หากทรัพยากรไม่เพียงพอให้ดึงกำลังทหารและศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตเข้าเสริมทันที นอกจากนี้ยังสั่งเร่งสำรองน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง และให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายพร้อมเร่งจ่ายเงินเยียวยาฟื้นฟูโดยเร็วที่สุด
Drought, Wildfire & Flood Resilience
▼4
กรมอุตุฯ เตือนเหนือ-อีสาน-ตะวันออก ฝนตกหนัก 8-9 ส.ค. เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน
กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 9 เตือนว่าในช่วงวันที่ 8-9 สิงหาคม 2569 ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขณะที่ภาคกลางรวมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคใต้ จะมีฝนตกหนักบางพื้นที่ จากร่องมรสุมและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังค่อนข้างแรง กรมอุตุนิยมวิทยาขอให้ประชาชนเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่ำ ทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และมากกว่า 3 เมตรในบริเวณฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งอย่างเด็ดขาดในช่วงเวลาดังกล่าว