Electronic Manufacturing Services▲
ฟ็อกซ์คอนน์ อินดัสเทรียล อินเทอร์เน็ต ซื้อหุ้นคืน 15.83 ล้านหุ้น มูลค่า 1 พันล้านหยวน
ฟ็อกซ์คอนน์ อินดัสเทรียล อินเทอร์เน็ต ประกาศเมื่อวันที่ 18 กันยายนว่า บริษัทได้ซื้อหุ้นคืนผ่านการซื้อขายแบบรวมคำสั่ง จำนวน 15.83 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 0.08 ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด มูลค่าการซื้อคืนจริง 1 พันล้านหยวน ช่วงราคาซื้อคืนอยู่ที่ 59.91 หยวนถึง 66.4 หยวนต่อหุ้น ในช่วงกลางปี 2026 ฟ็อกซ์คอนน์ อินดัสเทรียล อินเทอร์เน็ต มีรายได้ 557,861 ล้านหยวน และกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทแม่ 23,740 ล้านหยวน
Electronic Manufacturing Services▼
โบรกฯ เตือน HANA เสี่ยงหลุด SET100 ต้นปี 70 เหตุติดแคชบาลานซ์เกิน 3 เดือน
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ออกคำเตือนให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษกับหุ้น HANA หลังการคำนวณล่าสุดพบว่าหุ้นดังกล่าวมีโอกาสถูกขึ้นบัญชีมาตรการกำกับการซื้อขายอีกครั้งจากการประกาศของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงสิ้นสัปดาห์นี้ เนื่องจากมูลค่าการซื้อขายเกินเกณฑ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากเกิดขึ้นจริงและกินเวลาราว 3 สัปดาห์ตามเกณฑ์ประกาศปกติ เมื่อรวมกับข้อมูลในช่วงที่ผ่านมา จะทำให้หุ้น HANA อยู่ในบัญชีดังกล่าวเกินกว่า 3 เดือนนับตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งหากอ้างอิงตามเกณฑ์ของตลท. จะทำให้หุ้นมีโอกาสหลุดออกจากการคำนวณดัชนี SET100 ในรอบการคำนวณถัดไปประจำครึ่งปีแรกปี 70 ทันที
Electronic Manufacturing Services▲
ฟ็อกซ์คอนน์ อินดัสเทรียล อินเทอร์เน็ต เสร็จสิ้นแผนซื้อหุ้นคืน 1 พันล้านหยวน
ฟ็อกซ์คอนน์ อินดัสเทรียล อินเทอร์เน็ต ประกาศว่า บริษัทได้ดำเนินการแผนซื้อหุ้นคืนเสร็จสิ้นแล้ว โดยซื้อหุ้นคืนสะสม 15.8334 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 0.08 ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด มูลค่าการซื้อคืนจริง 1 พันล้านหยวน ช่วงราคาซื้อคืนอยู่ที่ 59.91 หยวนถึง 66.40 หยวนต่อหุ้น บริษัทระบุว่า หุ้นที่ซื้อคืนในครั้งนี้จะใช้เพื่อรักษามูลค่าบริษัทและสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้น และมีแผนจะขายหลังจากเปิดเผยผลการซื้อคืนครบ 12 เดือน
Electronic Manufacturing Services▲
หยวนต้าคงแนะนำซื้อ SMT เป้า 7.60 บาท ชู Optical โต กำไรปี 70 เพิ่ม 70%
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์หลังเข้าเยี่ยมชมโรงงานของบริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) หรือ SMT ว่าแนวโน้มการฟื้นตัวของธุรกิจชัดเจนขึ้น โดยผลประกอบการไตรมาส 2/69 สะท้อนการฟื้นตัวทั้งรายได้ อัตราการใช้กำลังการผลิต และอัตรากำไร และคาดว่าไตรมาส 3-4/69 จะดีขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบัน SMT มีคำสั่งซื้อล่วงหน้ารองรับการผลิตประมาณ 8-12 เดือน และตั้งเป้ารายได้ปี 69 ไม่น้อยกว่า 2.6 พันล้านบาท ส่วนปี 70 คาดเติบโตมากกว่า 10% หรือเหนือระดับ 3 พันล้านบาท โดยหยวนต้ามองว่าประมาณการปัจจุบันยังอยู่บนสมมติฐานค่อนข้างระมัดระวัง และยังมี Upside หากคำสั่งซื้อเปลี่ยนเป็นรายได้เร็วกว่าคาด โดยเฉพาะในส่วนของ Wafer Dicing ซึ่งมีข้อจำกัดด้านอุปทานในตลาด หยวนต้ามองว่าธุรกิจ Optical จะเป็น Growth Engine ใหม่ของ SMT จากการเติบโตของ AI เนื่องจากกลุ่ม Optical และ OSAT ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และมีอัตรากำไรสูงกว่าธุรกิจดั้งเดิม โดยรายได้จากลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ของ SMT ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและมีสัดส่วนต่ำกว่า 5% ของรายได้รวม แต่มีโอกาสเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 10% ในปีหน้า ขณะที่ความร่วมมือกับ Lumentum ซึ่งเป็นผู้เล่นรายสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน Optical ทั่วโลก ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ครอบคลุมถึงการลงทุนและการพัฒนางานร่วมกัน หยวนต้าคาดรายได้ SMT ปี 69 ที่ 2.67 พันล้านบาท ก่อนเพิ่มเป็น 3.11 พันล้านบาทในปี 70 และคาดกำไรปกติปี 69 อยู่ที่ 150 ล้านบาท เพิ่มเป็น 256 ล้านบาทในปี 70 หรือเติบโตประมาณ 70% จากปีก่อน โดย Valuation ปี 70 ซื้อขายที่ PER ราว 19 เท่า ยังต่ำกว่าหุ้นในกลุ่มที่ซื้อขายประมาณ 28-58 เท่า ทั้งนี้ หยวนต้าคงคำแนะนำซื้อ SMT ราคาเป้าหมาย 7.60 บาท อิง PER 25 เท่า เทียบกับราคาปิดวันที่ 15 ก.ย.69 ที่ 5.85 บาท คิดเป็น Upside ประมาณ 29.9%
Electronic Manufacturing Services▲
TE Connectivity ประกาศจ่ายเงินปันผลรายไตรมาส 0.78 ดอลลาร์ต่อหุ้น
TE Connectivity plc ประกาศว่าคณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติการจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดรายไตรมาสตามปกติในอัตรา 0.78 ดอลลาร์ต่อหุ้นสามัญ โดยจะจ่ายเงินปันผลในวันที่ 11 ธันวาคม 2026 ให้แก่ผู้ถือหุ้นที่มีชื่อในทะเบียน ณ เวลาสิ้นสุดการทำธุรกรรมในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2026 TE Connectivity ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองกอลเวย์ ประเทศไอร์แลนด์ เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมระดับโลกที่มีโซลูชันด้านการเชื่อมต่อและเซ็นเซอร์ซึ่งให้บริการแก่ระบบขนส่งยุคใหม่ โครงข่ายพลังงาน โรงงานอัตโนมัติ และศูนย์ข้อมูลที่รองรับการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ บริษัทมีพนักงานมากกว่า 90,000 คน ในจำนวนนี้เป็นวิศวกร 10,000 คน และทำงานร่วมกับลูกค้าในประเทศต่างๆ ประมาณ 130 ประเทศ
Electronic Manufacturing Services▲
หุ้น Fabrinet ร่วง 22.3% นับตั้งแต่ผลประกอบการไตรมาส 4 ดีเกินคาด
หุ้น Fabrinet ปรับตัวลงราว 22.3% นับตั้งแต่รายงานผลประกอบการครั้งล่าสุด โดยผลตอบแทนต่ำกว่าดัชนี S&P 500 บริษัทรายงานกำไรต่อหุ้นไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2026 แบบไม่รวมรายการพิเศษที่ 4.10 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 54.7% จากปีก่อน และสูงกว่าประมาณการฉันทามติของ Zacks 6.49% ขณะที่รายได้เพิ่มขึ้น 44.6% แตะ 1.316 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าฉันทามติ 2.64% รายได้จากศูนย์ข้อมูลรวม 669 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 68% จากปีก่อน และ 13% จากไตรมาสก่อน กลายเป็นหมวดหมู่ใหญ่ที่สุดคิดเป็น 51% ของยอดขาย โดยธุรกิจเชื่อมต่อระหว่างศูนย์ข้อมูลออกจากไตรมาสนี้ด้วยอัตรารายได้ต่อปีเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ สำหรับไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2027 Fabrinet คาดการณ์รายได้ 1.375-1.425 พันล้านดอลลาร์ สื่อถึงการเติบโต 43% จากปีก่อนที่จุดกึ่งกลาง และกำไรต่อหุ้นแบบไม่รวมรายการพิเศษ 4.10-4.25 ดอลลาร์ ฝ่ายบริหารประเมินว่าอาคาร 10 ในวิทยาเขตชลบุรี ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในต้นปี 2027 สามารถเพิ่มกำลังการผลิตรายได้ 3-3.5 พันล้านดอลลาร์ ทำให้กำลังการผลิตทั้งหมดอยู่ที่ราว 8.5-9.3 พันล้านดอลลาร์ และมีเส้นทางสู่กำลังการผลิตรายได้ต่อปี 12.5-14 พันล้านดอลลาร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
Electronic Manufacturing Services▲
ทิสโก้ปรับเพิ่มน้ำหนักหุ้นอิเล็กทรอนิกส์เป็น Overweight ชู DELTA-HANA แนะนำซื้อ
บล.ทิสโก้ ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็น Overweight จากเดิม Neutral โดยให้เหตุผลจากการใช้จ่าย CAPEX ของกลุ่ม Data Center ในปี 2569 ที่ดีกว่าคาด แนวโน้มครึ่งหลังปีนี้ที่แข็งแกร่งขึ้นในทุกบริษัท และผลดำเนินงานของกลุ่มที่ปรับตัวแย่กว่าตลาดถึง 33% ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อว่าได้สะท้อนความกังวลที่ยังคงเหลืออยู่ของตลาดไปมากแล้ว ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น DELTA เป็นซื้อ ให้ราคาเหมาะสม 282 บาท หลังตลาดรับรู้ปัจจัยลบไปแล้ว แม้ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับค่าสิทธิ Royalty Fee และการออกหุ้นกู้ล่าสุดโดยบริษัทแม่ Delta Taiwan ยังคงเป็นปัจจัยกดดันในครึ่งปีหลัง แต่เชื่อว่าการปรับตัวลงของราคาหุ้นถึง 37% ได้สะท้อนความเสี่ยงด้าน Downside ไปแล้ว ขณะที่หุ้น HANA ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ ปรับราคาเหมาะสมเป็น 61.50 บาท จากความเชื่อมั่นที่มากขึ้นหลัง HANA ผ่านการรับรองคุณสมบัติทั้งหมดจากลูกค้าปลายทางเพื่อสร้างรายได้จาก AI ในไตรมาส 3/69 และคาดว่า HDI PCB ใหม่จะเป็นแรงขับเคลื่อนรายได้อย่างมีนัยสำคัญในปี 2570 ส่วนหุ้น KCE คงคำแนะนำถือ ปรับราคาเหมาะสมเป็น 60.25 บาท เนื่องจากราคาหุ้นได้สะท้อนไปเต็มที่แล้ว โดยมีหุ่นยนต์ Humanoid และการขยายกำลังการผลิตเป็นปัจจัยหนุนที่ชัดเจนที่สุดสำหรับปี 2571
Electronic Manufacturing Services▲
หยวนต้าเชียร์ซื้อ SMT เป้า 7.60 บาท รับ Optical-AI หนุนกำไรปี 2027 โต 70%
บล.หยวนต้า ออกบทวิเคราะห์ระบุว่า SMT กำลังเข้าสู่ช่วงเทิร์นอะราวด์ชัดเจน โดยผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2026 ฟื้นตัวทั้งรายได้ อัตราการใช้กำลังการผลิต และมาร์จิน และบริษัทคาดว่าผลประกอบการไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4 ปี 2026 จะดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีคำสั่งซื้อล่วงหน้ารองรับการผลิตใน 8 ถึง 12 เดือนข้างหน้า บริษัทให้ Guidance รายได้ปี 2026 ไม่น้อยกว่า 2.6 พันล้านบาท และคาดว่าปี 2027 จะเติบโตมากกว่า 10% หรือมากกว่าระดับ 3 พันล้านบาท ธุรกิจ Optical และ OSAT เป็น Growth Engine ใหม่ที่ได้ประโยชน์โดยตรงจาก AI โดยรายได้ที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคิดเป็นสัดส่วนต่ำกว่า 5% ของรายได้ปัจจุบัน หลังเริ่มผลิตให้ลูกค้า 2 ถึง 3 รายในครึ่งปีหลังของปี 2026 และมีโอกาสเพิ่มเป็นอย่างน้อย 10% ในปีหน้า ด้านการขยายกำลังการผลิตอาจต้องเพิ่ม Capex จากระดับปกติราว 100 ล้านบาทต่อปี เป็น 450 ถึง 500 ล้านบาทต่อปี หากต้องการรองรับการเติบโตของรายได้มากกว่า 10% ต่อปี ฝ่ายวิเคราะห์คงคาดกำไรปกติปี 2026 ที่ 150 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน 146 ล้านบาท ในปี 2025 และเพิ่มเป็น 256 ล้านบาท หรือเติบโต 70% เมื่อเทียบปีต่อปี ในปี 2027 พร้อมคงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2027 ที่ 7.60 บาทต่อหุ้น อิง PER 25 เท่า และคงคำแนะนำซื้อ โดยราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER 2027 ราว 19 เท่า ต่ำกว่ากลุ่มที่ 28 ถึง 58 เท่าอย่างมีนัยสำคัญ ความเสี่ยงสำคัญคือการพึ่งพาลูกค้ารายหลักในสัดส่วนสูง
Electronic Manufacturing Services▲
คอร์นนิ่งร่วง 12.7% หลังขายหุ้นมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่บอลด์วิน อินชัวรันซ์ พุ่ง 7.9% จากดีลซื้อกิจการมูลค่า 7.7 พันล้านดอลลาร์
หุ้นคอร์นนิ่งร่วงลง 12.7% เมื่อวันจันทร์ หลังจากผู้ผลิตกระจกและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายนี้เปิดเผยข้อตกลงการจำหน่ายหุ้นในตลาดกับโกลด์แมน แซคส์ เพื่อขายหุ้นสามัญมูลค่าสูงสุด 2 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่บอลด์วิน อินชัวรันซ์ กรุ๊ป ปรับขึ้น 7.9% หลังจากประกาศข้อตกลงขั้นสุดท้ายที่จะถูกซื้อกิจการโดยการลงทุนส่วนใหญ่จากซีเควนซ์ โฮลดิ้งส์ และดีเอฟโอ แมนเนจเมนต์ ในดีลซื้อขายเงินสดทั้งหมดมูลค่าประมาณ 7.7 พันล้านดอลลาร์ ด้านการ์ตเนอร์เพิ่มขึ้น 7.7% จากการเปิดงานประชุมไอที ซิมโพเซียม/เอ็กซ์โป ซึ่งเน้นแนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ และชี้ให้เห็นว่าปัญญาประดิษฐ์แบบเอเจนติกและธรรมาภิบาลสมัยใหม่กำลังพลิกโฉมการดำเนินงานของภาครัฐอย่างไร ส่วนจาบิลร่วงลง 5.1% หลังจากโกลด์แมน แซคส์ปรับลดราคาเป้าหมายของหุ้นลงมาอยู่ที่ 375 ดอลลาร์ ขณะที่แอคเซนเจอร์เพิ่มขึ้น 5.2% หลังจากมอร์แกน สแตนลีย์ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของหุ้นขึ้นมาอยู่ที่ 175 ดอลลาร์
Electronic Manufacturing Services▲
Kitron ASA เปิดโครงการซื้อหุ้นคืนสูงสุด 10,000 หุ้น มูลค่า 950,000 โครนนอร์เวย์
Kitron ASA ได้เริ่มโครงการซื้อหุ้นคืนสูงสุด 10,000 หุ้นของบริษัทเอง ด้วยวงเงินรวมสูงสุด 950,000 โครนนอร์เวย์ โครงการซื้อหุ้นคืนนี้ซึ่งอาจดำเนินการตั้งแต่วันประกาศจนถึงวันที่ 18 กันยายน 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อซื้อหุ้นที่จะนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทนแก่กรรมการบริษัทสำหรับงวดตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 รวมถึงวันที่นั้น ไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2570 รวมถึงวันที่นั้น ตามมติของที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 บริษัทได้ว่าจ้าง Norne Securities AS ให้ดำเนินการซื้อหุ้นคืนบนตลาด Euronext Oslo Børs ภายใต้อำนาจที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ซึ่งอนุญาตให้ซื้อหุ้นได้สูงสุด 4,374,050 หุ้น ในราคาขั้นต่ำ 1 โครนนอร์เวย์ และสูงสุดไม่เกินราคาตลาด prevailing ต่อหุ้นในวันที่เสนอซื้อ โดยมีเงื่อนไขว่าวงเงินสูงสุดต้องไม่เกิน 200 โครนนอร์เวย์ต่อหุ้น อำนาจดังกล่าวมีผลจนถึงการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2570 แต่ไม่เกินวันที่ 30 มิถุนายน 2570 ณ วันที่ประกาศนี้ Kitron ไม่ได้ถือหุ้นของบริษัทเองเลย และโครงการนี้อาจถูกระงับได้ทุกเมื่อหรือยุติก่อนถึงเกณฑ์ที่กำหนด
Electronic Manufacturing Services▲
เคจีไอแนะถือ KCE เป้า 62 บาท ซื้อ HANA เป้า 63 บาท
บล.เคจีไอ ออกบทวิเคราะห์หุ้น KCE และ HANA โดยมองว่าทั้งสองตัวมีปัจจัยบวกหนุน สำหรับ KCE ฝ่ายวิจัยระบุว่าบริษัทแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อ 11 กันยายน 2569 ว่ากำลังเจรจาซื้อขายสินค้ากับบริษัทแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยเชื่อว่าบริษัทสหรัฐดังกล่าวคือ Tesla และสินค้าที่เจรจากันคือ PCBs สำหรับหุ่นยนต์ humanoid robots หรือ Tesla Optimus ซึ่ง Tesla ตั้งเป้ากำลังการผลิตไว้ที่ปีละ 1 ล้านตัว และจะเพิ่มเป็น 10 ล้านตัวในระยะยาว ฝ่ายวิจัยคาดว่ารายได้จากโครงการนี้อาจอยู่ที่ 0.3% ถึง 1.3% ของรายได้รวมของ KCE ภายใต้สมมติฐานการผลิต 1 ล้านตัว ใช้ PCB content ตัวละ 150 ถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐ และ KCE มีส่วนแบ่ง 1% ถึง 3% จึงยังไม่ใส่โครงการนี้ในประมาณการ พร้อมคาดกำไรธุรกิจหลักไตรมาส 3/69 ของ KCE จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้ง YoY และ QoQ จากการปรับขึ้นราคาขาย 10% ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 แนะนำถือหุ้น KCE ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายสิ้นปี 2570 เป็น 62.00 บาท ส่วน HANA ฝ่ายวิจัยคาดว่าจะได้อานิสงส์ทางอ้อมจากการนำ AI มาใช้หลังได้คำสั่งซื้อที่เกี่ยวข้องกับ cooling solutions, data transmission applications และ solid-state transformers โดยคาดกำไรธุรกิจหลักไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้จะเติบโตแข็งแกร่งทั้ง YoY และ QoQ จากแรงหนุนหลายด้าน รวมถึงการเริ่มโครงการกับ Phononic และส่วนแบ่งผลขาดทุนจาก PMS ที่ลดลง ฝ่ายวิจัยปรับกำไรขึ้น 6% ถึง 11% และคงคำแนะนำซื้อหุ้น HANA โดยให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2570 ที่ 63 บาท
Electronic Manufacturing Services▲
แชงเกอร์ ทริเวดี เข้าร่วมคณะกรรมการบริหารของแซนมินา
บริษัท แซนมินา คอร์ปอเรชัน ประกาศว่า แชงเกอร์ ทริเวดี ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารของบริษัท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2026 ทริเวดีนำประสบการณ์ความเป็นผู้นำมากกว่า 30 ปีในด้านเทคโนโลยีองค์กร ศูนย์ข้อมูล โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ และการดำเนินงานด้านการตลาด โดยทำงานที่บริษัท เอ็นวิเดีย คอร์ปอเรชัน ระหว่างปี 2009 ถึง 2026 และดำรงตำแหน่งล่าสุดเป็นรองประธานอาวุโสฝ่ายธุรกิจองค์กรตั้งแต่เดือนเมษายน 2016 ถึงเดือนเมษายน 2026 ตลอดระยะเวลา 17 ปีที่เอ็นวิเดีย เขาเป็นผู้นำด้านการขายทั่วโลกสำหรับผลิตภัณฑ์ศูนย์ข้อมูลและการแสดงผลระดับมืออาชีพ รวมถึงการพัฒนาธุรกิจสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ได้แก่ การผลิต การดูแลสุขภาพ บริการทางการเงิน โทรคมนาคม ภาครัฐ และการศึกษา ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารของบริษัท เอ็นเฟส เอ็นเนอร์จี และเคยดำรงตำแหน่งผู้นำระดับอาวุโสที่บริษัท คาลลิดัส ซอฟต์แวร์ ซัน ไมโครซิสเต็มส์ ไอบีเอ็ม และไอซีแอล จูเร โซลา ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่าความเชี่ยวชาญของทริเวดีในตลาดเอไอและศูนย์ข้อมูลจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการสร้างมูลค่าระยะยาวให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
Electronic Manufacturing Services▲
TTM Technologies คาดธุรกิจ N+M ประมาณ 600 ล้านดอลลาร์ในครึ่งหลังปี 2026
TTM Technologies กำลังเร่งขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี N+M โดยได้ส่งมอบผลิตภัณฑ์ N+M ไปแล้วหลายสิบล้านดอลลาร์ และคาดว่าธุรกิจ N+M จะมีมูลค่าประมาณ 600 ล้านดอลลาร์ในครึ่งหลังของปี 2026 โดยประมาณหนึ่งในสามของโอกาสนี้จะอยู่ในไตรมาสที่สาม และสองในสามอยู่ในไตรมาสที่สี่ โอกาสนี้ได้รับการสนับสนุนจากความต้องการที่แข็งแกร่งในกลุ่มศูนย์ข้อมูลและเครือข่าย ซึ่งยอดขายในไตรมาสที่สองพุ่งขึ้น 91% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการที่ลูกค้าขยายโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ และ TTM Technologies คาดว่าตลาดปลายทางนี้จะคิดเป็น 49% ของยอดขายในไตรมาสที่สาม เมื่อ N+M เข้าสู่การผลิตจำนวนมาก อัตราผลผลิตของ N+M อยู่ในระดับดีกว่าที่คาดไว้ และการปรับปรุงอัตราผลผลิตเพิ่มเติมเมื่อการผลิตขยาย規模ขึ้นควรช่วยหนุนการขยายอัตรากำไรในไตรมาสที่สามและไตรมาสที่สี่ ประมาณการฉันทามติของ Zacks คาดว่ารายได้จะเติบโต 50.88% เมื่อเทียบกับปีก่อนในปี 2026 โดยกำไรต่อหุ้นคาดว่าจะอยู่ที่ 4.82 ดอลลาร์ในปี 2026 และ 6.90 ดอลลาร์ในปี 2027 คิดเป็นการเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อนที่ 95.9% และ 43.2% ตามลำดับ TTM Technologies เผชิญการแข่งขันในด้านอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงจาก Amphenol Corporation ซึ่งกำลังเสริมความแข็งแกร่งของตำแหน่งผ่าน Wilder Technologies และจาก Sanmina Corporation ซึ่งกำลังขยายขีดความสามารถด้าน PCB เทคโนโลยีสูงสำหรับผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์และผลิตภัณฑ์ด้านการบินอวกาศและการป้องกันประเทศ
Electronic Manufacturing Services▲
RF Industries รายงานรายได้รายไตรมาสสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 24 ล้านดอลลาร์ คาดไตรมาส 4 ใกล้เคียงหรือสูงกว่าไตรมาส 3
RF Industries รายงานรายได้รายไตรมาสสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 24 ล้านดอลลาร์ ในการประชุมผลประกอบการไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2026 โดยอัตรากำไร EBITDA ปรับปรุงอยู่ที่ 11.1% และอัตรากำไรขั้นต้นแตะ 35.6% ฝ่ายบริหารคาดว่ายอดขายไตรมาส 4 จะใกล้เคียงหรือสูงกว่าระดับสูงสุดของไตรมาส 3 โดยได้แรงหนุนจากงานในมือที่ปัจจุบันอยู่ที่ 19.8 ล้านดอลลาร์ ธุรกิจ Direct Air Cooling ของบริษัทคาดว่าจะมียอดขายต่อปีเกิน 10 ล้านดอลลาร์ เป็นเครื่องยนต์การเติบโตหลักสำหรับการใช้งานในศูนย์ข้อมูลระดับ edge และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ขณะที่ตลาด small cell เริ่มกลับมามีโมเมนตัมในไตรมาส 3 และคาดว่าจะเร่งตัวขึ้นในปีงบประมาณ 2027 หนี้สินสุทธิปรับตัวดีขึ้นจากเงินสดที่เพิ่มขึ้น 1.1 ล้านดอลลาร์ และการลดลงของเงินกู้วงเงินหมุนเวียน 400,000 ดอลลาร์ ขณะที่สินค้าคงคลังลดลงเหลือ 13.2 ล้านดอลลาร์ จาก 14.4 ล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ฝ่ายบริหารกล่าวว่า CapEx ของผู้ให้บริการโทรคมนาคมคาดว่าจะทรงตัวในภาพรวม แต่การเติบโตของ RFI แยกออกจากตัวเลขการใช้จ่ายหลัก เนื่องจากบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นในโครงการ densification และไฟเบอร์
Electronic Manufacturing Services▲
RF Industries รายงานรายได้ไตรมาส 3 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 24 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 21%
RF Industries รายงานรายได้ไตรมาส 3 ของปีงบประมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 24 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้แรงหนุนจากระบบบูรณาการและผลิตภัณฑ์เคเบิลสั่งทำพิเศษที่มีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งช่วยขับเคลื่อนการเติบโตและความสามารถในการทำกำไร กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบปีต่อปี อยู่ที่ 8.5 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นขยายตัว 160 เบซิสพอยต์ มาอยู่ที่ 35.6% จาก 34.0% ตามข้อมูลของ Peter Yin ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน และบริษัทระบุว่าสามารถทำอัตรากำไรขั้นต้นเกินเป้าหมาย 30% ได้ใน 6 จาก 7 ไตรมาสที่ผ่านมา กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเป็น 1.8 ล้านดอลลาร์ จาก 720,000 ดอลลาร์ในปีก่อน กำไรสุทธิตามหลัก GAAP อยู่ที่ 1.4 ล้านดอลลาร์ หรือ 0.12 ดอลลาร์ต่อหุ้นปรับลด และกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายปรับปรุงแล้วเพิ่มขึ้นราว 71% เป็น 2.7 ล้านดอลลาร์ โดยอัตรากำไรดังกล่าวแตะ 11.1% สูงกว่าเป้าหมาย 10% ที่บริษัทระบุไว้มาอย่างยาวนาน ยอดสั่งซื้อในไตรมาส 3 อยู่ที่ 22.5 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นอัตราส่วนยอดสั่งซื้อต่อยอดส่งมอบประมาณ 0.94 เท่า และยอดงานค้างสะสมอยู่ที่ 18.6 ล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 19.8 ล้านดอลลาร์ ณ วันที่จัดประชุมสาย ขณะที่เงินสดเพิ่มขึ้นเป็น 4.5 ล้านดอลลาร์ และยอดกู้ยืมจากวงเงินหมุนเวียนลดลงเหลือ 5.7 ล้านดอลลาร์ จาก 6.1 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นไตรมาส 2 Rob Dawson ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่าบริษัทคาดว่ายอดขายไตรมาส 4 ของปีงบประมาณจะใกล้เคียงหรือสูงกว่าระดับไตรมาส 3 โดยมีแรงส่งจากผลิตภัณฑ์สมอลล์เซลล์และการระบายความร้อนด้วยอากาศโดยตรง และฝ่ายบริหารคาดว่ายอดขายระบบระบายความร้อนด้วยอากาศโดยตรงจะเกิน 10 ล้านดอลลาร์ ขณะที่บริษัทเดินหน้าหาโอกาสในตลาดศูนย์ข้อมูลเอดจ์ โครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ การบินและอวกาศและการป้องกันประเทศ ตลอดจนตลาดอื่นๆ ที่หลากหลาย
Electronic Manufacturing Services▼
RF Industries พลาดประมาณการกำไรต่อหุ้นไตรมาส 3 อยู่ที่ 0.19 ดอลลาร์ต่อหุ้น
RF Industries, Ltd. รายงานกำไรต่อหุ้นรายไตรมาสที่ 0.19 ดอลลาร์ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 0.2 ดอลลาร์ต่อหุ้น คิดเป็นผลต่างติดลบ 5.00% เมื่อเทียบกับกำไร 0.1 ดอลลาร์ต่อหุ้นในปีก่อน โดยตัวเลขปรับปรุงสำหรับรายการที่ไม่เกิดขึ้นประจำแล้ว รายได้สำหรับไตรมาสที่สิ้นสุดเดือนกรกฎาคม 2026 อยู่ที่ 23.96 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ 2.92% และเพิ่มขึ้นจาก 19.79 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน บริษัททำรายได้สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้สี่ครั้งในช่วงสี่ไตรมาสที่ผ่านมา และทำกำไรต่อหุ้นสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้สามครั้งในช่วงเวลาเดียวกัน ก่อนการเปิดเผยผลประกอบการ แนวโน้มการปรับประมาณการเป็นไปในทิศทางผสมผสาน ส่งผลให้หุ้นได้รับอันดับ Zacks ที่ 3 หรือสถานะถือครอง ขณะที่ประมาณการกำไรต่อหุ้นในปัจจุบันอยู่ที่ 0.28 ดอลลาร์ จากรายได้ 26.2 ล้านดอลลาร์สำหรับไตรมาสที่จะถึงนี้ และ 0.69 ดอลลาร์ จากรายได้ 89.25 ล้านดอลลาร์สำหรับปีงบประมาณปัจจุบัน
Electronic Manufacturing Services▲
Kimball Electronics คาดการณ์ยอดขายปีงบประมาณ 2027 ที่ 1.535-1.56 พันล้านดอลลาร์ หลังยอดขายรายปีลดลง 4%
Kimball Electronics รายงานยอดขายสุทธิไตรมาสที่สี่ที่ 371.6 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสก่อนหน้า และได้ออกแนวโน้มปีงบประมาณ 2027 โดยคาดว่ายอดขายสุทธิจะอยู่ที่ 1.535 พันล้านดอลลาร์ถึง 1.56 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 7% ถึง 9% จากปีงบประมาณ 2026 แนวโน้มดังกล่าวแบ่งเป็นการเติบโตแบบอินทรีย์ 3% ถึง 5% และยอดขายราว 60 ล้านดอลลาร์จากธุรกิจ Helvoet Polymer Technologies ที่เพิ่งเข้าซื้อกิจการ โดยกลุ่มการแพทย์คาดว่าจะเติบโตในอัตราหลักหน่วยเดียวที่แข็งแกร่งถึงเลขสองหลักระดับปานกลาง และจะสร้างยอดขายมากกว่าหนึ่งในสามของยอดขายรวม แนวโน้มนี้ตามมาหลังจากปีงบประมาณเต็มปีที่ยอดขายสุทธิลดลง 4% มาอยู่ที่ 1.431 พันล้านดอลลาร์ โดยกลุ่มยานยนต์ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดคิดเป็น 46% ของยอดขายรายไตรมาส ลดลง 7% ตลอดทั้งปี การสร้างกระแสเงินสดเป็นจุดสว่าง โดยมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานรายไตรมาสที่ 42.4 ล้านดอลลาร์ เป็นไตรมาสที่สิบติดต่อกันที่เป็นบวก หนี้สินรวมลดลงเหลือ 116.6 ล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำที่สุดในรอบกว่าสี่ปี และจำนวนวันในการแปลงเป็นเงินสดอยู่ที่ 82 ดีที่สุดในรอบ 17 ไตรมาส อัตรากำไรจากการดำเนินงานปรับปรุงอยู่ที่ 4.9% สำหรับไตรมาสนี้ เทียบกับ 5.2% ในปีก่อนหน้า กำไรต่อหุ้นปรับปรุงแบบเจือจางพลิกเป็นขาดทุน 0.01 ดอลลาร์ จากกำไร 0.34 ดอลลาร์ และแนวโน้มอัตรากำไรปีงบประมาณ 2027 ที่ 4.4% ถึง 4.7% ทรงตัวถึงต่ำกว่าปีงบประมาณ 2026 ที่ 4.6% แม้ว่ารายจ่ายลงทุนวางแผนไว้ที่ 50 ล้านดอลลาร์ถึง 60 ล้านดอลลาร์
Electronic Manufacturing Services▲
กระแสเงินสดของซานมินาพุ่งสูงขึ้นจากความต้องการ AI
บริษัทซานมินาคอร์ปอเรชั่นสร้างเงินสดจากการดำเนินงาน 702 ล้านดอลลาร์ในเก้าเดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 เพิ่มขึ้นจาก 421.6 ล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า ขณะที่กระแสเงินสดอิสระเพิ่มขึ้นเป็น 457.8 ล้านดอลลาร์จาก 341.4 ล้านดอลลาร์ การเติบโตนี้ขับเคลื่อนโดยความต้องการที่แข็งแกร่งในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยรายได้ในไตรมาสที่สามจากเครือข่ายการสื่อสารและโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และ AI สูงถึง 2.15 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 173.2% ซานมินาได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มเติมสำหรับผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์เร่งความเร็วรุ่นถัดไปจากลูกค้าไฮเปอร์สเกลและ OEM และการรวมกิจการ ZT Systems ช่วยเสริมโอกาสนี้ อย่างไรก็ตาม การลงทุนอย่างต่อเนื่องในกำลังการผลิตอาจส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดอิสระในระยะใกล้ และบริษัทเผชิญความเสี่ยงจากภาษี นโยบายการค้า และการกระจุกตัวของลูกค้า หุ้นซานมินาพุ่งขึ้น 67.6% เทียบกับการเติบโตของอุตสาหกรรมที่ 43.4% และหุ้นซื้อขายที่ 14.86 เท่าของกำไรล่วงหน้า ซึ่งต่ำกว่าอุตสาหกรรม ประมาณการกำไรสำหรับปีงบประมาณ 2569 และ 2570 เพิ่มขึ้นในช่วง 60 วันที่ผ่านมา และซานมินามีอันดับ Zacks #1 (ซื้อแข็งแกร่ง)
Electronic Manufacturing Services▲
Methode Electronics รายงานยอดขายเติบโต 10.4% และได้รับรางวัลมูลค่าตลอดอายุสัญญา 400 ล้านดอลลาร์
Methode Electronics รายงานยอดขายสุทธิสำหรับไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2027 ที่ 265.4 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10.4% จาก 240.5 ล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า โดยได้แรงหนุนจากปริมาณและส่วนผสมของกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมที่สูงขึ้น รวมถึงการเติบโตของศูนย์ข้อมูลแบบอินทรีย์และปริมาณไฟส่องสว่างที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทขาดทุนจากการดำเนินงาน 3.9 ล้านดอลลาร์ เทียบกับกำไรจากการดำเนินงาน 1.1 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 25.4% เป็น 45.9 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ Methode ยังประกาศรางวัลโครงการใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับศูนย์ข้อมูล ซึ่งคิดเป็นรายได้สูงสุดต่อปีประมาณ 75 ล้านดอลลาร์ และรายได้ตลอดอายุสัญญา 400 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่บริษัทรายงานและไม่มีการรับประกัน ยอดขายของกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 27.0% เป็น 156.8 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ผลขาดทุนจากการดำเนินงานของกลุ่มยานยนต์ลดลงเหลือ 11.7 ล้านดอลลาร์ จาก 12.5 ล้านดอลลาร์ บริษัทยังคงแนวโน้มสำหรับปีงบประมาณ 2027 ที่ยอดขาย 1.025 พันล้านถึง 1.075 พันล้านดอลลาร์ และ EBITDA ที่ปรับปรุงแล้ว 72 ล้านถึง 82 ล้านดอลลาร์ แม้ว่า EBITDA ที่ปรับปรุงแล้วจะลดลงเหลือ 13.7 ล้านดอลลาร์ จาก 15.7 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสนี้ก็ตาม นอกจากนี้ Methode ยังขยายอายุของเงินกู้หมุนเวียนบางรายการไปจนถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2028 และลดวงเงินรวมลงเหลือ 375 ล้านดอลลาร์
Electronic Manufacturing Services▲
การเติบโตของ AI Optical ของ Fabrinet เร่งตัวท่ามกลางการแข่งขัน
Fabrinet กำลังเผชิญกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสำหรับการเชื่อมต่อออปติคัลความเร็วสูง เนื่องจากผู้ให้บริการไฮเปอร์สเกลขยายโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล AI และคลาวด์ โดยรายได้จากศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้น 68% เมื่อเทียบเป็นรายปี สู่ระดับ 669 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่สี่ของปีงบประมาณ 2026 คิดเป็น 51% ของรายได้ทั้งหมด ธุรกิจ DCI ของบริษัทมีอัตรารายได้ต่อปีเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ และบริษัททำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 12 ไตรมาสติดต่อกัน Fabrinet กำลังขยายกำลังการผลิต โดยอาคาร 10 ในชลบุรีคาดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตประมาณ 3-3.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจทำให้กำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 8.5-9.3 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม บริษัทเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจาก Lumentum Holdings ซึ่งรายได้จากระบบเพิ่มขึ้น 123% เมื่อเทียบเป็นรายปี สู่ระดับ 357 ล้านดอลลาร์ และ Applied Optoelectronics ซึ่งรายได้จากศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้น 140.4% สู่ระดับ 107.7 ล้านดอลลาร์ หุ้นของ Fabrinet ร่วงลง 10.5% นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งต่ำกว่าการเติบโตของภาคส่วนที่ 18.2% และซื้อขายที่อัตราส่วน P/E ล่วงหน้าที่ 21.14 เท่า ค่าประมาณการฉันทามติของ Zacks สำหรับกำไรของ Fabrinet อยู่ที่ 4.19 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งบ่งชี้การเติบโต 43.49% และหุ้นมีอันดับ Zacks #2 (ซื้อ)
Electronic Manufacturing Services▲
Flex คว้าซื้อ EPC Power มูลค่า 4.4 พันล้านดอลลาร์ หวังโตจากศูนย์ข้อมูล AI
Flex Ltd. ตกลงเข้าซื้อกิจการ EPC Power ด้วยมูลค่า 4.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ในความต้องการไฟฟ้าของโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยคาดว่าการซื้อขายจะเสร็จสิ้นในไตรมาสที่สี่ของปีปฏิทิน 2026 EPC Power ซึ่งพัฒนาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แปลงพลังงานสำหรับศูนย์ข้อมูลและโครงข่ายไฟฟ้า จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธุรกิจ CPI ของ Flex ซึ่ง Flex วางแผนที่จะแยกออกเป็นบริษัทมหาชนอิสระในไตรมาสแรกของปีปฏิทิน 2027 EPC Power ได้ติดตั้งระบบมากกว่า 15 กิกะวัตต์ใน 62 ประเทศ และคาดว่ากำลังการผลิตในสหรัฐฯ จะเกิน 30 กิกะวัตต์ภายในปี 2027 การซื้อกิจการครั้งนี้คาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 800 ล้านดอลลาร์ในปีปฏิทิน 2026 โดยมีอัตราการเติบโตของรายได้อินทรีย์ประมาณ 40% ในปี 2027 และอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ขยายตัวเป็นประมาณ 30% ในปี 2027 คู่แข่งของ Flex ก็มีการเคลื่อนไหวเช่นกัน: Sanmina รายงานรายได้ 3.46 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 69.7% เมื่อเทียบเป็นรายปีในไตรมาสที่สามของปีการเงิน และ Vertiv ตกลงเข้าซื้อ UtilityInnovation Group ด้วยเงินสดประมาณ 1.45 พันล้านดอลลาร์ บวกกับการจ่ายตามผลงานสูงสุด 1.15 พันล้านดอลลาร์ หุ้นของ Flex เพิ่มขึ้น 94.9% ในปีที่ผ่านมา และประมาณการฉันทามติของ Zacks สำหรับกำไรปีการเงิน 2027 ได้ถูกปรับเพิ่มขึ้นในช่วง 60 วันที่ผ่านมา
Electronic Manufacturing Services▲
คารี อินเตอร์เนชั่นแนล คาดผลประกอบการไตรมาส 4 ทำสถิติสูงสุด จากเวรา รูบิน และการเติบโตของเซิร์ฟเวอร์ ASIC
คารี อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้งส์ จำกัด ประกาศว่าผลิตภัณฑ์ชุดแรกของแพลตฟอร์ม NVIDIA Vera Rubin ได้ถูกส่งมอบอย่างต่อเนื่องและเข้าสู่การผลิตจำนวนมาก ซึ่งเมื่อรวมกับการจัดส่งเซิร์ฟเวอร์ที่เกี่ยวข้องกับ ASIC ที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะผลักดันผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ให้ทำสถิติสูงสุดใหม่ บริษัทซึ่งเป็นผู้ให้บริการโซลูชันวิศวกรรมเชิงกลสำหรับเซิร์ฟเวอร์ระดับโลกที่จดทะเบียนในฮ่องกง ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่รองรับแพลตฟอร์ม Vera Rubin NVL72 และ Rubin NVL8 ซึ่งขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์จากระดับเซิร์ฟเวอร์ไปสู่โซลูชันระดับแร็ค ในการอัปเดตธุรกิจไตรมาสแรก บริษัทรายงานว่ารายได้ในกลุ่มเซิร์ฟเวอร์แชสซี – ทั่วไปและ AI เติบโตประมาณ 63% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการจัดส่งผลิตภัณฑ์ ASIC และเซิร์ฟเวอร์ AI อื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากผลิตภัณฑ์ ASIC รุ่นปัจจุบันใกล้สิ้นสุดวงจรชีวิต บริษัทได้เตรียมรุ่นถัดไปเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น คารี อินเตอร์เนชั่นแนล คาดว่าผลิตภัณฑ์แพลตฟอร์ม Vera Rubin และธุรกิจเซิร์ฟเวอร์ ASIC จะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตหลักในไตรมาสที่ 4 ซึ่งสนับสนุนให้กลุ่มบริษัทบรรลุจุดสูงสุดในการดำเนินงานใหม่
Electronic Manufacturing Services▲
เฟล็กซ์เข้าซื้ออีพีซีพาวเวอร์ด้วยมูลค่า 4.4 พันล้านดอลลาร์
เฟล็กซ์ จำกัด ตกลงเข้าซื้อกิจการอีพีซีพาวเวอร์ด้วยมูลค่า 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้การปรับปรุงตามปกติ เพื่อขยายกลุ่มธุรกิจพลังงานสำหรับศูนย์ข้อมูล อีพีซีพาวเวอร์ให้บริการโซลูชันการแปลงพลังงานอัจฉริยะ รวมถึงเทคโนโลยีกริดฟอร์มมิง โดยมีการติดตั้งใช้งานมากกว่า 15 กิกะวัตต์ใน 62 ประเทศ และกำลังการผลิตในสหรัฐฯ คาดว่าจะเกิน 30 กิกะวัตต์ในปี 2027 การเข้าซื้อครั้งนี้จะเพิ่มขีดความสามารถสำหรับสถาปัตยกรรมศูนย์ข้อมูลรุ่นใหม่แบบ 800 โวลต์ ซึ่งเสริมพอร์ตโฟลิโอด้านพลังงาน การระบายความร้อน และการประมวลผลของเฟล็กซ์ที่มีอยู่ อีพีซีพาวเวอร์คาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 800 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 โดยมีการเติบโตแบบอินทรีย์ประมาณ 40% ในปี 2027 และอัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายขยายตัวเป็นประมาณ 30% ธุรกรรมนี้คาดว่าจะปิดในไตรมาสที่สี่ของปี 2026 และอีพีซีพาวเวอร์จะเข้าร่วมกลุ่มธุรกิจคลาวด์และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของเฟล็กซ์ ซึ่งเฟล็กซ์วางแผนที่จะแยกออกเป็นบริษัทมหาชนอิสระในไตรมาสแรกของปี 2027 เฟล็กซ์จะจัดหาเงินทุนสำหรับการเข้าซื้อครั้งนี้ผ่านการผสมผสานระหว่างหนี้และส่วนของผู้ถือหุ้น
Electronic Manufacturing Services▲
หุ้นเอเชียมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น ขณะที่ความตึงเครียดอิหร่านหนุนราคาน้ำมัน
หุ้นเอเชียมีแนวโน้มเปิดตลาดสูงขึ้นในวันจันทร์ ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น หลังการสู้รบครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของการขนส่งและเงินเฟ้อ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าบ่งชี้ว่าหุ้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จะปรับตัวขึ้น ขณะที่สัญญาของออสเตรเลียเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย น้ำมันเบรนท์ปรับตัวขึ้นประมาณ 0.5% หลังอิหร่านกล่าวว่าได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันสามลำที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมกับเรือที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ หลายลำ การโจมตีดังกล่าวบ่งชี้ว่าความขัดแย้งหกเดือนที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอลยังห่างไกลจากการยุติ นักลงทุนกำลังจับตารายงานดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ ในวันศุกร์ หลังข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งกว่าคาดเพิ่มความคาดหวังว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 กันยายน ในตลาดสกุลเงิน เยนซื้อขายใกล้ระดับ 156 ต่อดอลลาร์ หลังแข็งค่าขึ้น 2.4% ในสัปดาห์ที่แล้ว จีนประกาศแผนการอัดฉีดเงิน 3 แสนล้านหยวน หรือประมาณ 4.47 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการออกพันธบัตรพิเศษเข้าสู่ธนาคารและบริษัทประกันรายใหญ่ ฮอนไฮ เพรซิชัน อินดัสทรีรายงานยอดขายรายเดือนเพิ่มขึ้น 52% เนื่องจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านเอไอยังคงแข็งแกร่ง
Electronic Manufacturing Services▲
ฟ็อกซ์คอนน์คาดผลประกอบการไตรมาส 3 สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยได้แรงหนุนจากความต้องการ AI
ฟ็อกซ์คอนน์ (Foxconn) หรือบริษัท หงไห่ พริซิชั่น อินดัสทรี (Hon Hai Precision Industry) ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตามสัญญารายใหญ่ของไต้หวัน เปิดเผยเมื่อวันที่ 5 ว่าคาดว่าผลประกอบการในไตรมาส 3 จะสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ เนื่องจากความต้องการที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงแข็งแกร่ง ผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ประกาศเมื่อเดือนที่แล้ว ได้แรงหนุนจากความต้องการ AI ที่คึกคัก ส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ในแถลงการณ์ บริษัทระบุว่า ในไตรมาส 3 ความต้องการ AI จะยังคงขยายตัวต่อไป ขณะที่ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ก็เข้าสู่ช่วงไฮซีซันของครึ่งปีหลัง ดังนั้นผลประกอบการจะค่อยๆ เติบโตแข็งแกร่งขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังกล่าวอีกว่า แนวโน้มไตรมาส 3 ในปัจจุบันดีขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และคาดว่าผลประกอบการโดยรวมจะสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ในขณะเดียวกัน บริษัทยังแสดงความเห็นว่าจำเป็นต้องจับตาดูผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน แต่ไม่ได้เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์ที่ชัดเจน ตามข้อมูลของบริษัท ยอดขายเมื่อเดือนที่แล้วอยู่ที่ 921.8 พันล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (29.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 51.98% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับเดือนสิงหาคม และยังทำได้เกิน 9 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่เป็นเดือนที่สองติดต่อกัน
Electronic Manufacturing Services▲
รายได้ของฮอนไฮในเดือนสิงหาคมพุ่งขึ้น 52% จากความต้องการเซิร์ฟเวอร์ AI
บริษัท ฮอนไฮ พรีซิชั่น อินดัสทรี ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักในการประกอบเซิร์ฟเวอร์ให้กับ Nvidia รายงานรายได้ในเดือนสิงหาคมที่ 9.218 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวัน (29.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 52% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเป็นยอดขายรายเดือนที่ดีที่สุดเป็นอันดับสองเท่าที่เคยมีมา โดยได้แรงหนุนจากโมเมนตัมของ AI ที่เร่งตัวขึ้น บริษัทในไต้หวันซึ่งรู้จักกันในชื่อ Foxconn กล่าวว่ายอดขายรวมในช่วงแปดเดือนแรกของปีสูงถึง 6.5 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน เพิ่มขึ้นประมาณ 40% เมื่อเทียบกับปีก่อน ตัวเลขเดือนสิงหาคมตามหลังเพียงเดือนกรกฎาคมซึ่งมีรายได้ 9.4651 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวัน และเติบโต 54% บริษัทระบุว่ากลุ่มธุรกิจคลาวด์และเครือข่ายมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญท่ามกลางความต้องการ AI ที่เร่งตัวขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ ฮอนไฮซึ่งประกอบ iPhone ให้กับ Apple ด้วย รายงานการเติบโตที่แข็งแกร่งในกลุ่มสมาร์ทคอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากราคาที่สูงขึ้นและการสต็อกสินค้าของลูกค้าก่อนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ในอนาคต ฮอนไฮกล่าวว่าไตรมาสที่สามเป็นฤดูกาลพีคของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และนักวิเคราะห์โดยเฉลี่ยคาดว่าบริษัทจะรายงานยอดขายเพิ่มขึ้น 37% ในไตรมาสนี้ ตามข้อมูลของ Bloomberg
Electronic Manufacturing Services▲
ฟ็อกซ์คอนน์คาดผลประกอบการไตรมาส 3 จะดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ เนื่องจากความต้องการ AI ยังแข็งแกร่ง
บริษัทฟ็อกซ์คอนน์ เทคโนโลยี หรือที่รู้จักอย่างเป็นทางการว่า ฮอนไฮ เพรซิชั่น อินดัสทรี คาดว่าผลการดำเนินงานในไตรมาสที่สามจะดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยได้แรงหนุนจากความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่แข็งแกร่ง และการฟื้นตัวตามฤดูกาลของผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร บริษัทซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์ AI รายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นซัพพลายเออร์รายสำคัญของ Nvidia กล่าวว่าความชัดเจนของแนวโน้มในไตรมาสนี้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แม้บริษัทจะไม่ได้ให้ตัวเลขคาดการณ์ก็ตาม แนวโน้มเชิงบวกนี้เกิดขึ้นหลังจากกำไรสุทธิในไตรมาสที่สองเพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ และรายได้ในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 9.218 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวัน (29.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 51.98% จากปีก่อน ซึ่งเป็นเดือนสิงหาคมที่แข็งแกร่งที่สุดเป็นประวัติการณ์ และเป็นเดือนที่สองติดต่อกันที่มีรายได้เกิน 9 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวัน ฟ็อกซ์คอนน์เตือนว่านักลงทุนควรติดตามผลกระทบจากความไม่แน่นอนของสภาพแวดล้อมทางการเมืองและเศรษฐกิจโลก โดยเน้นถึงความเสี่ยงจากฐานการผลิตทั่วโลกที่กว้างขวาง และการเปิดรับนโยบายการค้าและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หุ้นฟ็อกซ์คอนน์ปิดเพิ่มขึ้น 3.4% ในวันศุกร์ สูงกว่าตลาดหุ้นไต้หวันโดยรวมที่เพิ่มขึ้น 1.5%
Electronic Manufacturing Services▲
เฟล็กซ์เข้าซื้อกิจการอีพีซี พาวเวอร์ ด้วยมูลค่า 4.4 พันล้านดอลลาร์
อีพีซี พาวเวอร์ คอร์ปอเรชัน (EPC Power Corp.) ผู้ออกแบบและผู้ผลิตโซลูชันแปลงพลังงานประสิทธิภาพสูงรายใหญ่ในอเมริกาเหนือสำหรับศูนย์ข้อมูล ระบบกักเก็บพลังงานระดับสาธารณูปโภค และไมโครกริด ได้บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายให้เฟล็กซ์ (Flex) เข้าซื้อกิจการด้วยมูลค่า 4.4 พันล้านดอลลาร์ ธุรกรรมนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่สี่ของปี 2569 โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการปิดธุรกรรมตามปกติ รวมถึงการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล เมื่อการซื้อขายเสร็จสิ้น อีพีซี พาวเวอร์ จะกลายเป็นธุรกิจในกลุ่มคลาวด์และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของเฟล็กซ์ ซึ่งต่อยอดจากความร่วมมือที่มีอยู่เดิม เทคโนโลยีของอีพีซี พาวเวอร์ รวมถึงเทคโนโลยี Agile Grid Forming และสถาปัตยกรรมพลังงานศูนย์ข้อมูลแรงดัน 800 โวลต์รุ่นใหม่ มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาความพร้อมใช้งานของพลังงานสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI และเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า ซีอีโอของบริษัท จิม ฟูซาโร เน้นย้ำถึงการขยายการผลิตในประเทศและการสนับสนุนจากโกลด์แมน แซคส์ อัลเทอร์เนทีฟส์ และคลีนฮิลล์ พาร์ทเนอร์ส ซึ่งจะขายหุ้นของพวกเขาในข้อตกลงนี้
Electronic Manufacturing Services▲
เฟล็กซ์จะเข้าซื้อกิจการอีพีซี พาวเวอร์ ด้วยมูลค่า 4.4 พันล้านดอลลาร์
อีพีซี พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น ผู้ออกแบบและผู้ผลิตโซลูชันแปลงพลังงานในอเมริกาเหนือสำหรับศูนย์ข้อมูล การจัดเก็บพลังงานระดับสาธารณูปโภค และไมโครกริด ได้บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายที่จะถูกเข้าซื้อกิจการโดยเฟล็กซ์ ด้วยมูลค่า 4.4 พันล้านดอลลาร์ ธุรกรรมนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่สี่ของปี 2569 ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการปิดธุรกรรมตามปกติและการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล เมื่อการซื้อขายเสร็จสิ้น อีพีซี พาวเวอร์ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธุรกิจคลาวด์และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของเฟล็กซ์ ซึ่งเฟล็กซ์มีแผนจะแยกออกมา เทคโนโลยีของอีพีซี พาวเวอร์ รวมถึงเทคโนโลยี Agile Grid Forming และสถาปัตยกรรมพลังงานศูนย์ข้อมูลขนาด 800 โวลต์ มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาความพร้อมใช้งานของพลังงานสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI และความเสถียรของโครงข่ายไฟฟ้า ซีอีโอของบริษัท จิม ฟูซาโร เน้นย้ำถึงการขยายการผลิตในประเทศเกือบสิบเท่าในช่วงความร่วมมือกับโกลด์แมน แซคส์ อัลเทอร์เนทีฟส์ และคลีนฮิลล์ พาร์ทเนอร์ส ซึ่งจะขายหุ้นของพวกเขาในข้อตกลงนี้
Electronic Manufacturing Services▲
เฟล็กซ์จะเข้าซื้อกิจการอีพีซี พาวเวอร์ ด้วยมูลค่า 4.4 พันล้านดอลลาร์
เฟล็กซ์ได้ลงนามในข้อตกลงขั้นสุดท้ายเพื่อเข้าซื้อกิจการอีพีซี พาวเวอร์ ด้วยมูลค่า 4.4 พันล้านดอลลาร์ โดยอาจมีการปรับเปลี่ยนตามเงื่อนไขปกติ และคาดว่าธุรกรรมจะเสร็จสิ้นในไตรมาสที่สี่ของปีปฏิทิน 2026 อีพีซี พาวเวอร์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2010 และมีสำนักงานใหญ่อยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ให้บริการโซลูชันการแปลงพลังงานอัจฉริยะสำหรับศูนย์ข้อมูลและการใช้งานกริด รวมถึงเทคโนโลยีกริดฟอร์มมิ่งและความสามารถสำหรับสถาปัตยกรรมพลังงานศูนย์ข้อมูลรุ่นใหม่ที่ 800 โวลต์ การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้คาดว่าจะช่วยเสริมสร้างการเติบโตและอัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของกลุ่มคลาวด์และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของเฟล็กซ์ ซึ่งเฟล็กซ์วางแผนที่จะแยกออกเป็นบริษัทมหาชนอิสระในไตรมาสแรกของปีปฏิทิน 2027 อีพีซี พาวเวอร์ คาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 800 ล้านดอลลาร์ในปีปฏิทิน 2026 โดยคาดว่าการเติบโตของรายได้แบบอินทรีย์จะอยู่ที่ประมาณ 40% ในปี 2027 และอัตรากำไร EBITDA คาดว่าจะขยายเป็นประมาณ 30% ในปี 2027 เฟล็กซ์วางแผนที่จะจัดหาเงินทุนสำหรับธุรกรรมนี้ด้วยการผสมผสานระหว่างหนี้และทุน โดยมีซิตี้และแบงก์ออฟอเมริกาให้การจัดหาเงินทุนที่ได้รับการยืนยัน
Electronic Manufacturing Services▲
TTM Technologies เข้าสู่ยุโรปด้วยการเข้าซื้อกิจการสองแห่ง
TTM Technologies กำลังเริ่มต้นการเข้าสู่ยุโรปครั้งแรกผ่านแผนการเข้าซื้อกิจการ Swiss Technology Group AG ในสวิตเซอร์แลนด์ และ ILFA GmbH ในเยอรมนี ซึ่งเพิ่มความสามารถเฉพาะทางและการเข้าถึงทางภูมิศาสตร์ที่อาจสนับสนุนการเติบโตของรายได้ในระยะยาว การเข้าซื้อกิจการเหล่านี้คาดว่าจะมีส่วนช่วยน้อยกว่า 5% ของยอดขายที่เพิ่มขึ้น แต่จะเพิ่มกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในระดับปานกลาง แนวโน้มรายได้ปี 2569 ของ TTM ที่ประมาณ 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม่รวมการมีส่วนร่วมจากการเข้าซื้อกิจการที่รอดำเนินการ ซึ่งเปิดโอกาสในการเพิ่มขึ้นเมื่อข้อตกลงเสร็จสิ้นและรวมเข้าด้วยกัน ขณะเดียวกัน การคาดการณ์ของ Zacks Consensus Estimate สำหรับปี 2570 อยู่ที่ 5.46 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าแนวโน้มปี 2569 หุ้นของ TTM พุ่งขึ้น 67.5% นับตั้งแต่ต้นปี และบริษัทปัจจุบันมีอันดับ Zacks #1 (Strong Buy)
Electronic Manufacturing Services▲
ยอดขายไตรมาสแรกของ Methode Electronics เพิ่มขึ้น 10.4% จากความแข็งแกร่งของกลุ่มอุตสาหกรรม
Methode Electronics รายงานยอดขายในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2027 เพิ่มขึ้น 10.4% โดยได้แรงหนุนจากโมเมนตัมของกลุ่มอุตสาหกรรมในด้านการจ่ายไฟฟ้าสำหรับศูนย์ข้อมูลและไฟส่องสว่างสำหรับยานพาหนะนอกถนน ขณะที่ฝ่ายบริหารยืนยันแนวโน้มทั้งปีและให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความพยายามปรับโครงสร้างการดำเนินงาน ยอดขายสุทธิรวมอยู่ที่ 265.4 ล้านดอลลาร์ โดยกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 47.7 ล้านดอลลาร์จาก 43.5 ล้านดอลลาร์ แม้บริษัทจะรายงานผลขาดทุนสุทธิปรับปรุงที่ 7.7 ล้านดอลลาร์ หรือ 0.22 ดอลลาร์ต่อหุ้นปรับลด ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน ยอดขายกลุ่มอุตสาหกรรมพุ่งขึ้น 27% เป็น 156.8 ล้านดอลลาร์ โดยมีกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 19% เป็น 31.6 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอดขายกลุ่มยานยนต์ลดลง 0.4% เหลือ 105.7 ล้านดอลลาร์ และยอดขายกลุ่มอินเทอร์เฟซลดลง 73% เหลือ 2.9 ล้านดอลลาร์หลังการขายกิจการ DataMate ฝ่ายบริหารเน้นย้ำการปรับโครงสร้างในเม็กซิโก ซึ่งโรงงานมีอัตรากำไรที่ดีขึ้นมากกว่า 500 จุดพื้นฐาน และคำสั่งซื้อใหม่ที่คิดเป็นรายได้สูงสุดต่อปี 75 ล้านดอลลาร์ และรายได้ตลอดอายุสัญญาประมาณ 400 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการใช้งานในรถยนต์ไฮบริดกับลูกค้ารถยนต์รายใหม่ บริษัทยืนยันแนวโน้มปีงบประมาณ 2027 สำหรับยอดขายสุทธิที่ 1.025 พันล้านดอลลาร์ถึง 1.075 พันล้านดอลลาร์ และกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่ปรับปรุงแล้วที่ 72 ล้านดอลลาร์ถึง 82 ล้านดอลลาร์ และลดหนี้สินรวมเหลือ 310.5 ล้านดอลลาร์จาก 325 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปีงบประมาณ
Electronic Manufacturing Services▲
HANA โบรกชี้กำไรปี 70 โตเด่นสุดในกลุ่ม แนะนำซื้อ
บล.เอเซีย พลัส แนะนำ "ซื้อ" หุ้นบริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 52 บาท เพราะคาดหวังกำไรปกติปี 2570 จะเติบโต 49% YoY เด่นสุดในกลุ่ม และราคาหุ้นยัง Laggard โดยปัจจุบันหุ้น HANA ซื้อขายด้วย PER ปี 2570 ที่ราว 28 เท่า ขณะที่ KCE และ DELTA ซื้อขายด้วย PER ปี 2570 ที่ 44 เท่า และ 62 เท่า ตามลำดับ ฝ่ายวิจัยคาดว่ากำไรปี 2570 ของ HANA ที่สดใส เนื่องจากกระแส AI/ดาต้า เซ็นเตอร์ที่หนุนความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งธุรกิจของ EMS และ OSAT ของ HANA ให้โตขึ้น บวกกับโครงการใหม่ๆ ที่เริ่มในปี 2569 เช่น การผลิต Cooling Module ให้กับลูกค้ารายใหม่ (Phononic) และ High Density PCBA จะมีรายได้เข้ามาอย่างมีนัยฯในปีหน้า รวมไปถึงการปรับสายการผลิต IC ในจีน ไปสู่สินค้าที่สร้างมาร์จิ้นสูง และการใช้กำลังการผลิตในเกาหลีใต้ที่เพิ่มขึ้น จะช่วยผลักดันมาร์จิ้นโดยรวมให้ดีขึ้น ส่วนแนวโน้มกำไรในครึ่งหลังปี 2569 คาดว่าจะดีขึ้น เมื่อเทียบกับครึ่งแรกปีนี้ HoH และเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน YoY เนื่องจากโดยปกติแล้วในไตรมาส 3 จะเป็น High season ของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ บวกกับได้อานิสงค์จากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ที่ฟื้นตัวซึ่งคาดจะทำให้ภาพรวมกำไรสุทธิทั้งปี 2569 ได้โตราว 18% YoY
Electronic Manufacturing Services▲
HANA ลุ้นกำไรปี 2570 โต 49% ราคายัง Laggard แนะนำ Buy
บล.เอเชีย พลัส ระบุว่า HANA มีธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ รับจ้างประกอบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (EMS), รับจ้างประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ (OSAT) และผลิตป้าย RFID โดยกำไรสุทธิปี 2568 ลดลงเฉลี่ยปีละ 32% เหลือ 670 ล้านบาท แต่เริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 2 ปี 2569 ด้วยกำไรสุทธิโต 838% จากปีก่อน และคาดว่ากำไรครึ่งปีหลังจะดีขึ้นทั้งเทียบรายไตรมาสและรายปี จากฤดูกาลขายหนุนและวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ฟื้นตัว ส่งผลให้กำไรสุทธิปี 2569 โตประมาณ 18% และปี 2570 โตถึง 49% จากกระแส AI และดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงโครงการใหม่ เช่น การผลิต Cooling Module ให้ Phononic และ High Density PCBA ฝ่ายวิจัยประเมินราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 52 บาท อิง PER 32.7 เท่า แนะนำ "Buy" เพราะคาดกำไรโตเด่นสุดในกลุ่มและราคาหุ้นยัง Laggard โดยซื้อขาย PER ปี 2570 แค่ 28 เท่า เทียบกับ KCE ที่ 44 เท่า และ DELTA ที่ 62 เท่า
Electronic Manufacturing Services▼
Methode Electronics พลาดเป้าประมาณการไตรมาส 2 หุ้นร่วง 22.3%
Methode Electronics รายงานรายได้ไตรมาส 2 ของปีงบการเงิน 2026 ที่ 265.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 238.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ขาดทุนที่ไม่เป็นไปตามหลัก GAAP ที่ 0.22 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 10% และ EBITDA ที่ปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 13.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ บริษัทยืนยันแนวโน้มรายได้ทั้งปีที่ 1.05 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ EBITDA ที่ 77 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่จุดกึ่งกลาง ประธานและซีอีโอ Jon DeGaynor ระบุว่าผลประกอบการได้รับแรงหนุนจากปริมาณการขายที่สูงขึ้นในกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูล แต่มีค่าใช้จ่ายครั้งเดียวจากการขายธุรกิจ dataMate และการลงทุนที่หักล้างกำไร หุ้นร่วงลง 22.3% มาอยู่ที่ 14.10 ดอลลาร์สหรัฐหลังรายงาน
Electronic Manufacturing Services
Methode Electronics พรีวิวผลประกอบการไตรมาส 2: รายได้คาดว่าจะลดลง 1%
Methode Electronics จะรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ในบ่ายวันพุธ โดยนักวิเคราะห์คาดว่ารายได้จะลดลง 1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งดีขึ้นจากการลดลง 7% ในไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว บริษัททำรายได้เกินความคาดหมายในไตรมาสที่แล้วด้วยจำนวน 298.1 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 15.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน และยังสร้างความประทับใจด้วยการประมาณการ EBITDA และแนวโน้มทั้งปี นักวิเคราะห์โดยทั่วไปยืนยันการประมาณการของพวกเขาในช่วง 30 วันที่ผ่านมา แม้ว่า Methode จะพลาดการคาดการณ์รายได้หลายครั้งในช่วงสองปีที่ผ่านมา คู่แข่งอย่าง Atkore และ Allegion ได้รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ที่แข็งแกร่งแล้ว โดย Atkore ทำได้เกินความคาดหมาย 4.7% และ Allegion 3.1% และหุ้นของพวกเขาปรับขึ้น 28.2% และ 9.6% ตามลำดับ หุ้นของ Methode ปรับขึ้น 29.7% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ซื้อขายที่ 18.26 ดอลลาร์ โดยมีราคาเป้าหมายเฉลี่ยของนักวิเคราะห์ที่ 22 ดอลลาร์
Electronic Manufacturing Services
ศาลจีนอายัดทรัพย์สินเน็กซ์พีเรีย 300 ล้านดอลลาร์ ในคดีวิงเทค
ศาลจีนได้อายัดทรัพย์สินมูลค่าสูงสุด 2.14 พันล้านหยวน (ประมาณ 300 ล้านดอลลาร์) ของเน็กซ์พีเรีย ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่มีสำนักงานใหญ่ในเนเธอร์แลนด์ และบริษัทในเครือซึ่งเป็นหน่วยงานด้านอุปกรณ์ มาตรการนี้เป็นไปตามคดีความที่วิงเทค เทคโนโลยี บริษัทแม่ในจีนซึ่งเป็นบริษัทอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่เป็นโจทก์ เมื่อปีที่แล้ว วิงเทคถูกเพิกถอนอำนาจควบคุมเน็กซ์พีเรียโดยหน่วยงานของเนเธอร์แลนด์ ความขัดแย้งนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเนเธอร์แลนด์ตึงเครียด และคุกคามอุปทานเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกที่ใช้ในรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มาตรการครั้งนี้เป็นผลดีต่อวิงเทคซึ่งพยายามทวงคืนอำนาจควบคุมเน็กซ์พีเรีย แต่ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนผู้บริหารของเน็กซ์พีเรีย และไม่ได้ยุติข้อพิพาทเรื่องความเป็นเจ้าของในวงกว้าง เน็กซ์พีเรียแสดงความเห็นเกี่ยวกับมาตรการที่ศาลกำหนดว่า "ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานประจำวัน การบริหารจัดการ หรือความต่อเนื่องทางธุรกิจ" วิงเทคยื่นฟ้องเน็กซ์พีเรียและผู้บริหาร 3 คนในเดือนพฤษภาคม โดยกล่าวหาว่าจำเลยปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ "เลือกปฏิบัติ" ของเนเธอร์แลนด์ และเรียกร้องค่าเสียหาย 8 พันล้านหยวน
Electronic Manufacturing Services▲
ศาลสนับสนุนคดี *ST เหวินไท่ฟ้องอันซื่อ สั่งอายัดทรัพย์ 2,139 ล้านหยวน
คดีข้อพิพาทความรับผิดจากการละเมิดระหว่าง *ST เหวินไท่และบริษัทย่อยยวี่เฉิงโฮลดิ้งกับอันซื่อโฮลดิ้งและจำเลยอื่นมีความคืบหน้าครั้งใหม่ ศาลมีคำสั่งอายัด ยึด และแช่แข็งทรัพย์สินมูลค่า 2,139 ล้านหยวนของบริษัทอันซื่อและบริษัทอันไท่เข่อ *ST เหวินไท่ได้รับหนังสือคำสั่งทางแพ่งจากศาลประชาชนชั้นกลางเมืองตงก่วน มณฑลกวางตุ้ง เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม โดยอ้างอิงจากคำขอคุ้มครองทรัพย์สิน ศาลได้อายัดหุ้นของบริษัทย่อยในจีนหลายแห่งของอันซื่อเซมิคอนดักเตอร์ที่ถือโดยบริษัทอันซื่อ และหุ้นของบริษัทอันไท่เข่อเทคโนโลยีอู๋ซีที่ถือโดยบริษัทอันไท่เข่อ มีกำหนดถึงปี 2029 โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยดำเนินการหรือช่วยดำเนินการตามมาตรการจำกัดที่เลือกปฏิบัติของฝ่ายเนเธอร์แลนด์โดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายจำนวนมหาศาล และเรียกร้องค่าชดเชยร่วมกันชั่วคราว 8,000 ล้านหยวน *ST เหวินไท่ระบุว่าคดียังไม่เปิดพิจารณา ผลกระทบต่อกำไรยังไม่แน่นอน แต่จะใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเต็มที่ต่อไปเพื่อกู้คืนอำนาจควบคุมอันซื่ออย่างสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ราคาหุ้น *ST เหวินไท่อยู่ที่ 19.12 หยวน ลดลง 3.39%
Electronic Manufacturing Services▼
คีย์โทรนิครายได้ไตรมาส 4 เพิ่มขึ้น 14% ตามลำดับ ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น
บริษัทคีย์โทรนิค คอร์ป รายงานรายได้ไตรมาสที่สี่ของปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่ 102 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 14% ตามลำดับจาก 89.6 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสก่อนหน้า แม้จะลดลงจาก 110.5 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว ขณะที่รายได้รวมทั้งปีลดลงเหลือ 386.7 ล้านดอลลาร์จาก 467.9 ล้านดอลลาร์ บริษัทขาดทุนสุทธิ 34.3 ล้านดอลลาร์ หรือ 3.16 ดอลลาร์ต่อหุ้น เทียบกับขาดทุน 3.9 ล้านดอลลาร์เมื่อปีก่อน ซึ่งรวมถึงค่าเผื่อการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีที่ไม่ใช่เงินสด 28.4 ล้านดอลลาร์ และการตัดจำหน่ายลูกหนี้ระยะยาว 8.4 ล้านดอลลาร์ ขาดทุนสุทธิที่ปรับปรุงแล้วลดลงเหลือ 2.9 ล้านดอลลาร์ หรือ 0.26 ดอลลาร์ต่อหุ้นปรับลด จาก 3.8 ล้านดอลลาร์ หรือ 0.35 ดอลลาร์ต่อหุ้นในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน บริษัทได้รับคำสั่งซื้อโครงการใหม่มูลค่ากว่า 60 ล้านดอลลาร์ในระหว่างไตรมาส รวมถึงโครงการศูนย์ข้อมูลที่คาดว่าจะสร้างรายได้ 40-45 ล้านดอลลาร์ต่อปี และรายได้จากเวียดนามเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าตามลำดับ การจัดส่งสินค้าประมาณ 10 ล้านดอลลาร์ล่าช้าเนื่องจากข้อจำกัดด้านการจัดหาเงินทุนในห่วงโซ่อุปทาน และบริษัทคาดว่าจะประหยัดค่าใช้จ่ายประมาณ 4 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2570 จากการยุติการดำเนินงานในจีน
Electronic Manufacturing Services▼
เซียนเต๋าจือเหนิง รายงานครึ่งปี 2569 กำไรสุทธิ 956 ล้านหยวน
เซียนเต๋าจือเหนิงเผยแพร่รายงานครึ่งปี 2569 รายได้รวมจากการดำเนินงานอยู่ที่ 8,189 ล้านหยวน กำไรสุทธิส่วนของผู้เป็นแม่ 956 ล้านหยวน กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานไหลเข้า 4,085 ล้านหยวน อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ล่าสุดอยู่ที่ร้อยละ 63.99 เพิ่มขึ้น 2.36 จุดเปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ร้อยละ 31.95 ลดลง 1.66 จุดเปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน และลดลง 1.80 จุดเปอร์เซ็นต์จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นอยู่ที่ร้อยละ 5.31 ลดลง 0.70 จุดเปอร์เซ็นต์จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรต่อหุ้นปรับลดอยู่ที่ 0.58 หยวน อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์รวม 0.18 เท่า อัตราหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ 0.35 เท่า จำนวนผู้ถือหุ้น 215,000 ราย ผู้ถือหุ้นรายใหญ่สิบอันดับแรกถือหุ้น 688 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 41.07 ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด