Megatrend · Semiconductors
ชิปที่ไม่ได้ “คิด” แต่ทำให้โลกจริงคุยกับโลกดิจิทัลได้
ขณะที่ทุกคนตื่นเต้นกับชิป AI ที่ล้ำสุด มีชิปอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำงานเงียบๆ อยู่เบื้องหลังทุกอย่าง — มันวัดอุณหภูมิ ฟังเสียง รับแสง จัดการไฟ และขับมอเตอร์ เป็น “ประสาทสัมผัสและกล้ามเนื้อ” ของอุปกรณ์ทุกชิ้น ชิปกลุ่มนี้ไม่ได้แข่งกันที่ความเล็กระดับนาโนเมตร แต่แข่งกันที่ความเก๋า ความทน และการอยู่ในตลาดได้นานนับสิบปี — และมันคือหัวใจของรถ EV ทุกคันบนถนน
01มันคืออะไร (3 ตระกูล)
เวลาเราพูดถึง “ชิป” คนส่วนใหญ่นึกถึงสมองกล — CPU, GPU, ชิป AI ที่ คิด และ คำนวณ แต่ลองคิดดูว่า ก่อนที่สมองกลจะคิดอะไรได้ มันต้องมี “ข้อมูลจากโลกจริง” มาก่อน อุณหภูมิร้อนแค่ไหน เสียงดังเท่าไหร่ แสงสว่างขนาดไหน แบตเตอรี่เหลือกี่เปอร์เซ็นต์ — โลกจริงไม่ได้พูดภาษา 0 กับ 1 มันพูดเป็น “คลื่น” ที่ขึ้นลงต่อเนื่อง ใครเป็นคนแปลภาษานี้ให้สมองกลฟังออก? คำตอบคือชิปในหมวดนี้
หมวด Analog, Power & Discrete รวมชิป 3 ตระกูลที่ทำงานกับ “โลกกายภาพ” โดยตรง — ไม่ใช่ชิปที่คิด แต่เป็นชิปที่ รู้สึก ขับเคลื่อน และจ่ายไฟ:
- Analog (อนาล็อก — ประสาทสัมผัส): ชิปที่อ่านสัญญาณต่อเนื่องจากโลกจริง — เซ็นเซอร์ ไมโครโฟน ตัวขยายสัญญาณ ตัวแปลงสัญญาณ (ADC/DAC) มันคือ “หู ตา ผิวหนัง” ของอุปกรณ์
- Power (เพาเวอร์ — กล้ามเนื้อและหัวใจ): ชิปจัดการพลังงาน — แปลงแรงดันไฟ จ่ายไฟให้ทุกส่วน ขับมอเตอร์ และในรถ EV คือชิปที่คุมการไหลของไฟหลายร้อยโวลต์จากแบตเตอรี่ไปสู่ล้อ
- Discrete (ดิสครีต — ชิ้นส่วนเดี่ยว): อุปกรณ์พื้นฐานตัวเดียวจบ เช่น ทรานซิสเตอร์กำลัง (MOSFET, IGBT) ไดโอด — เป็น “อิฐก้อนเดียว” ไม่ใช่วงจรซับซ้อน แต่ขาดไม่ได้ในงานจ่ายไฟกำลังสูง
Digital (ดิจิทัล) = โลกของเลข 0 กับ 1 เท่านั้น มีหรือไม่มี เปิดหรือปิด — เป็นภาษาที่สมองกลคิด · Analog (อนาล็อก) = โลกของค่าต่อเนื่องที่ค่อยๆ ไล่ระดับ เช่น 23.4°C, 1.7 โวลต์, เสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคือธรรมชาติของโลกจริง · ชิป analog คือ “นักแปล” ที่เปลี่ยนคลื่นต่อเนื่องของโลกจริงให้เป็นเลขดิจิทัล (และแปลกลับ) — ถ้าไม่มีมัน สมองกลก็มองไม่เห็นและสัมผัสโลกจริงไม่ได้เลย
ในแผนผังเมกะเทรนด์ของเรา หมวดนี้เป็นสาขาย่อยภายใต้ Semiconductors นิยามสั้นๆ คือ “signal-chain, power management และ discrete devices รวมถึง SiC/GaN” — และจุดที่ทำให้มันต่างจากพี่น้องอย่าง Foundry หรือ Memory อย่างสิ้นเชิงคือ: มันไม่ได้แข่งกันที่ความเล็กระดับนาโนเมตร
02ทำไมมันถึงสำคัญกับเศรษฐกิจ
ขนาดตลาดของหมวดนี้ใหญ่กว่าที่คนคิด เฉพาะส่วน analog อย่างเดียวก็มีมูลค่าราว $105,000–107,000 ล้านในปี 2025 และคาดว่าจะโตไปถึงราว $175,000–180,000 ล้านในช่วงต้นทศวรรษ 2030 (โตเฉลี่ย ~6% ต่อปี) ในจำนวนนี้ ชิ้นส่วนที่ใหญ่ที่สุดคือ Power Management IC ที่กินส่วนแบ่งราว 34% ของตลาด analog ทั้งหมด
แต่เหตุผลที่หมวดนี้สำคัญต่อเศรษฐกิจ มากกว่า ตัวเลขตลาด คือ มันอยู่ในทุกอย่าง — แท้จริงแล้วชิป analog/power หนึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าอาจมีหลายสิบตัว ขณะที่ชิป CPU มีแค่ตัวเดียว นี่คือเหตุผลที่ช่วงโควิด เมื่อชิปขาดแคลน สิ่งที่ทำให้โรงงานรถยนต์ทั่วโลกต้องหยุดสายการผลิต ส่วนใหญ่ไม่ใช่ชิป AI ราคาแพง แต่เป็นชิป analog/power ตัวละไม่กี่บาทที่ ขาดไปแค่ตัวเดียว รถทั้งคันก็ประกอบไม่ได้
และตัวเร่งที่ใหญ่ที่สุดของหมวดนี้คือ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ลองดูตัวเลขนี้: รถเครื่องสันดาป (ICE) ทั่วไปมีชิปมูลค่าราว $500–600 ต่อคัน แต่รถ EV มีชิปมูลค่าทะลุ $1,500 ต่อคันในปี 2025 และคาดว่าจะแตะ $2,000 ในปี 2030 — เพิ่มขึ้น 3 เท่า และส่วนที่เพิ่มขึ้นเกือบทั้งหมดคือชิป power ที่ต้องจัดการไฟแรงดันสูงจากแบตเตอรี่
03มันทำงานยังไง (สะพานสองโลก)
หัวใจของหมวดนี้คือ การเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง “โลกจริง” กับ “โลกดิจิทัล” ลองนึกถึงแอปฟังเพลงหรือสั่งงานด้วยเสียง: เสียงพูดของเราคือคลื่นอากาศที่สั่นต่อเนื่อง (analog) แต่สมองกลฟังออกแค่เลข 0/1 (digital) ใครเป็นคนแปล? ไมโครโฟนรับคลื่นเสียง แล้วชิป ADC (Analog-to-Digital Converter) ก็ “สุ่มจับ” คลื่นนั้นเป็นตัวเลขนับพันครั้งต่อวินาที ส่งให้สมองกลประมวลผล เสร็จแล้วชิป DAC ก็แปลกลับเป็นคลื่นเสียงออกลำโพง
นี่คือจุดที่เศรษฐศาสตร์ของหมวดนี้ ต่างจากชิปกลุ่มอื่นอย่างสิ้นเชิง ชิป AI หรือชิปมือถือเรือธงต้องวิ่งไล่โหนดล้ำสุด (2nm, 3nm) เพราะยิ่งเล็กยิ่งเร็ว แต่ชิป analog/power กลับ อยู่บนโหนดเก่า (mature node) เช่น 180nm, 150nm หรือกระทั่ง 8-inch wafer รุ่นเก่า เพราะงานของมันคือ “จัดการแรงดันไฟ” และ “อ่านสัญญาณให้แม่นและทน” ไม่ใช่ “คิดให้เร็วที่สุด” — การอัดทรานซิสเตอร์ให้เล็กลงไม่ได้ช่วยอะไร แถมยังทนแรงดันสูงได้แย่ลงด้วยซ้ำ
โรงงานที่ผลิตชิปบนโหนดเก่า มัก คืนทุนเครื่องจักรไปหมดแล้ว (fully depreciated) จึงผลิตได้ถูกและกำไรดี อีกทั้งสูตรการผลิต analog แต่ละตัวต้อง “จูน” กับวงจรเฉพาะตัว ทำให้ ลูกค้าเปลี่ยนซัพพลายเออร์ยาก (sticky) สินค้า analog หนึ่งตัวอาจขายต่อเนื่องได้นานนับ 10–20 ปี — Microchip เคยเปิดเผยว่าส่งชิปจากโหนดเก่าไปแล้วกว่า 8,000 ล้านตัว และทำกำไรทุกไตรมาสต่อเนื่องกว่า 30 ปี นี่คือธุรกิจที่ “ช้าแต่ทน” ตรงข้ามกับการแข่งโหนดล้ำสุดที่ “เร็วแต่โหด”
04SiC & GaN — ชิปไฟแห่งยุค EV
ถ้ามีดาวเด่นในหมวดนี้ มันคือ SiC (Silicon Carbide — ซิลิคอนคาร์ไบด์) และ GaN (Gallium Nitride — แกลเลียมไนไตรด์) วัสดุชิปสองชนิดที่กำลังจะแทนที่ซิลิคอนธรรมดาในงานจ่ายไฟกำลังสูง
เรื่องมีอยู่ว่า ทรานซิสเตอร์ซิลิคอน (Si) ทำงานได้ดีในงานทั่วไป แต่พอต้องจัดการไฟแรงดันสูงๆ ระดับหลายร้อยโวลต์ในรถ EV มันเริ่ม “ร้อนและเปลืองไฟ” เพราะสูญเสียพลังงานไปเป็นความร้อนตอนเปิด-ปิดวงจร SiC แก้ปัญหานี้ได้ — มันทนแรงดันได้สูงกว่า ทนความร้อนได้ดีกว่า และสวิตช์ไฟได้เร็วกว่าโดยสูญเสียพลังงานน้อยกว่า
ผลในโลกจริงคือ ระบบขับเคลื่อน EV แบบ 800 โวลต์ที่ใช้ SiC ประหยัดพลังงานได้ราว 2–4% เทียบกับระบบซิลิคอน (IGBT) แบบเดิม — ฟังดูน้อย แต่ 2–4% หมายถึง “วิ่งได้ไกลขึ้นด้วยแบตก้อนเท่าเดิม” หรือ “ใช้แบตเล็กลง ถูกลง เบาลง” ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับค่ายรถ นี่คือเหตุผลที่ รถยนต์กินดีมานด์ SiC ไปถึง ~62% ในปี 2024 และคาดว่าจะครองราว 70% ของดีมานด์ในอีก 5 ปีข้างหน้า
ทั้งคู่คือ “wide-bandgap” — วัสดุที่ทนแรงดันและความร้อนได้ดีกว่าซิลิคอนมาก · SiC เก่งงาน แรงดันสูง กำลังมาก — รถ EV, ที่ชาร์จเร็ว, อินเวอร์เตอร์โซลาร์, ระบบไฟในศูนย์ข้อมูล · GaN เก่งงาน ความถี่สูง ขนาดเล็ก — อะแดปเตอร์ชาร์จเร็วของมือถือ/โน้ตบุ๊กที่เล็กลงครึ่งหนึ่ง, จ่ายไฟในเซิร์ฟเวอร์ · พูดง่ายๆ SiC คือ “กล้ามใหญ่” GaN คือ “ปราดเปรียว”
แต่ตลาด SiC ก็โหดไม่แพ้ใคร ปี 2025 เกิดเหตุการณ์ช็อกวงการ — Wolfspeed ผู้บุกเบิก SiC สัญชาติอเมริกัน ยื่นล้มละลายตามมาตรา 11 (Chapter 11) เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ลดหนี้ลงราว $4,600 ล้าน (~70%) สาเหตุคือบริษัททุ่มสร้างโรงงานมหาศาลล่วงหน้า แต่ดีมานด์ EV กลับชะลอกว่าคาด — บทเรียนว่าแม้เทรนด์จะแรง แต่ใครลงทุนผิดจังหวะก็เจ็บหนักได้
05มันเชื่อมกับอะไรในระบบนิเวศ
หมวดนี้เป็น “ชั้นโครงสร้างพื้นฐาน” ที่แทบทุกเทรนด์ฝั่งโลกกายภาพต้องพึ่ง — มันไม่ได้ป้อนยุค AI ที่ศูนย์ข้อมูลโดยตรงเหมือน Memory หรือ Foundry แต่มันคือชิปที่ทำให้ “AI ออกมาเจอโลกจริง” ได้:
- เปิดทางให้ Electrification & Mobility (รถ EV): นี่คือความสัมพันธ์ที่ร้อนแรงที่สุด — ชิป power/SiC คือหัวใจของระบบขับเคลื่อน EV ทุกคัน ยิ่งโลกเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้า ดีมานด์ก็ยิ่งไหลกลับมาหาหมวดนี้
- เปิดทางให้ Robotics & Physical AI: หุ่นยนต์ต้อง “รู้สึก” โลกผ่านเซ็นเซอร์ (analog) และ “ขยับ” ผ่านมอเตอร์ (power) — AI จะฉลาดแค่ไหนก็ขยับร่างไม่ได้ถ้าไม่มีชิปกลุ่มนี้
- ป้อน AI และ Cloud & Digital Infrastructure ทางอ้อม: ศูนย์ข้อมูล AI กินไฟมหาศาล ชิป power (รวมถึง GaN/SiC) คือตัวจัดการการจ่ายไฟประสิทธิภาพสูงให้แร็คเซิร์ฟเวอร์ — เป็นดีมานด์ใหม่ที่กำลังโต
- พึ่งพี่น้องใน Semiconductors: ต้องการ เวเฟอร์ SiC/วัสดุพิเศษ จากสาขา Materials & Specialty Chemicals และพึ่ง วัตถุดิบสำคัญ โดยตรง
06ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว (2025–2026)
ปี 2024–2025 เป็นช่วง “เจ็บแล้วค่อยฟื้น” ของหมวดนี้ หลังยุคโควิดที่ลูกค้ากักตุนชิปไว้เกินจำเป็น พอดีมานด์จริงเริ่มอ่อน ทุกคนก็แห่ ระบายสต็อก (destocking) พร้อมกัน ทำให้ตลาด analog หดตัว ~9% ในปี 2023 และอีก ~2% ในปี 2024 ก่อนจะเริ่มฟื้น ~4% ในครึ่งแรกของปี 2025 — นี่คือ “วัฏจักรอุตสาหกรรม/ยานยนต์” ที่เป็นธรรมชาติของหมวดนี้
ตอนนี้สัญญาณการฟื้นชัดขึ้น Texas Instruments รายงานรายได้ไตรมาส 3 ปี 2025 ที่ $4,700 ล้าน (โต ~14% YoY) โดยซีอีโอบอกว่าตลาดรถยนต์เริ่มดีขึ้นเพราะสต็อกลูกค้าลดลงและการ destocking จบแล้ว ส่วน Analog Devices ก็กลับมาโตทุกเซกเมนต์ในปี 2025 หลังปี 2024 ที่ยากลำบาก
แต่อีกด้านของตลาดมีเงาคุกคามชื่อ จีน — โรงงานจีนกำลังเร่งสร้างกำลังผลิตโหนดเก่า (28–40nm และเก่ากว่า) ซึ่งเป็นโหนดเดียวกับที่ใช้ทำชิป analog/power/MCU พอดี ทำให้เกิดภาวะ กำลังผลิตล้น (overcapacity) อัตราการใช้กำลังผลิตของกลุ่มโหนดเก่าตกลงต่ำกว่า 80% และราคาในตลาดล่างถูกกดลง — เป็นแรงบีบกำไรในส่วนสินค้าโภคภัณฑ์ของหมวดนี้
07อนาคตข้างหน้า
ทิศทางแรกชัดเจน: การ electrify โลกจะดันดีมานด์ต่อไปอีกนาน ตลาด SiC+GaN รวมกันถูกประเมินว่าจะโตจากราว $2,900 ล้านในปี 2024 เป็นกว่า $22,000 ล้านในต้นทศวรรษ 2030 (โตเฉลี่ย ~25% ต่อปี) ไม่ใช่แค่รถ EV แต่รวมถึงที่ชาร์จเร็ว โซลาร์ฟาร์ม และการจ่ายไฟในศูนย์ข้อมูล AI ที่กินไฟมหาศาล
ทิศทางที่สองคือ การย้ายไปเวเฟอร์ใหญ่ขึ้น ทั้ง SiC และ GaN กำลังย้ายจากเวเฟอร์ 150mm/200mm ไปสู่ 300mm — Infineon ประกาศผลิต GaN บนเวเฟอร์ 300mm พร้อมส่งตัวอย่างให้ลูกค้าตั้งแต่ปลายปี 2025 เวเฟอร์ยิ่งใหญ่ ยิ่งผลิตได้ชิปต่อแผ่นมากขึ้น ต้นทุนต่อชิปก็ถูกลง — นี่คือกุญแจที่จะทำให้ SiC/GaN ราคาถูกพอจะแทนซิลิคอนในวงกว้าง
ทิศทางที่สามคือ การรวมศูนย์อำนาจ หลังวิกฤต Wolfspeed และวัฏจักร EV ที่ผันผวน รายเล็กที่ลงทุนหนักจะถูกกลืนหรือล้ม เหลือแต่ยักษ์ที่สายป่านยาว (Infineon, STMicro, onsemi) ที่อยู่รอด — ตลาด SiC ทั้งโลกกระจุกอยู่ในมือผู้เล่นแค่ราว 5 รายอยู่แล้ว และมีแนวโน้มกระจุกตัวมากขึ้นอีก
08ความท้าทายและความเสี่ยง
เสน่ห์ของหมวด “ช้าแต่ทน” นี้ก็มาพร้อมความเสี่ยงเฉพาะตัว
ความเสี่ยงข้อแรกคือ วัฏจักรยานยนต์-อุตสาหกรรม ต่างจากดีมานด์ AI ที่พุ่งไม่หยุด ดีมานด์ของหมวดนี้ผูกกับเศรษฐกิจจริง — ยอดขายรถ การลงทุนโรงงาน การก่อสร้าง พอเศรษฐกิจชะลอหรือลูกค้ากักตุนเกิน ก็เกิดรอบ destocking ที่กดยอดขายติดลบเป็นปีๆ อย่างที่เห็นในปี 2023–2024 การลงทุนในกลุ่มนี้จึงต้องดูจังหวะวัฏจักรให้เป็น
ความเสี่ยงข้อสองคือ EV ชะลอกว่าคาด + การลงทุนผิดจังหวะ กรณี Wolfspeed คือบทเรียนสดๆ ร้อนๆ — เทรนด์ SiC ถูกต้องในระยะยาว แต่ถ้าทุ่มสร้างโรงงานล่วงหน้าตอนที่ดีมานด์ EV ยังไม่มาตามคาด ก็เจ็บหนักถึงขั้นล้มละลายได้ ความเร็วของการเปลี่ยนผ่าน EV เป็นตัวแปรที่คาดเดายากที่สุดของหมวดนี้
ความเสี่ยงข้อสามคือ จีนและสงครามราคาในโหนดเก่า จีนกำลังทุ่มสร้างกำลังผลิตโหนดเก่ามหาศาล ซึ่งทับซ้อนกับโหนดที่ใช้ทำ analog/power/discrete พอดี ทำให้เกิดของล้นและราคาในตลาดล่างถูกกดลง — แม้ผู้นำอย่าง TI/ADI/Infineon จะป้องกันตัวด้วย IP และความ sticky ของสินค้าได้ แต่ผู้เล่นที่ขายสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไปจะเจอแรงบีบกำไรหนักขึ้นเรื่อยๆ
สรุปสั้นๆ: Analog, Power & Discrete คือชิปกลุ่มที่คนพูดถึงน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับชิป AI แต่กลับอยู่ในทุกอย่างรอบตัวเรามากที่สุด — มันไม่ได้แข่งกันที่ใครคิดเร็วกว่า แต่แข่งกันที่ใคร “แปลโลกจริงได้แม่นกว่า จ่ายไฟได้คุ้มกว่า และอยู่ในตลาดได้นานกว่า” และในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นไฟฟ้าและอัตโนมัติ ชิปกลุ่มที่ “ทำให้ดิจิทัลออกมาเจอโลกจริง” นี่แหละ อาจเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เงียบที่สุดแต่กว้างที่สุดของเศรษฐกิจยุคหน้า