Climate-Resilient Agriculture & Food▼impact 4
เอลนีโญฉุดฝนอินเดียต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 15% เสี่ยงมรสุมแล้งสุดในรอบ 17 ปี
กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดียเปิดเผยว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทวีความรุนแรงทำให้อินเดียเสี่ยงเผชิญฤดูมรสุมที่แห้งแล้งที่สุดในรอบ 17 ปี หลังปริมาณฝนสะสมช่วงเดือนมิ.ย.ถึงก.ย. ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอยู่ 15% ซึ่งอาจกระทบผลผลิตทางการเกษตรและซ้ำเติมอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารที่พุ่งขึ้นแตะ 5.95% ในเดือนส.ค. ให้สูงขึ้นอีก รายงานระบุว่าหากภาวะฝนแล้งยังคงดำเนินต่อไป ฤดูมรสุมปีนี้จะอ่อนกำลังลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งขณะนั้นปริมาณฝนตกต่ำกว่าระดับปกติ 18% และอาจกระทบทั้งการเก็บเกี่ยวในปัจจุบันและรอบการเพาะปลูกถัดไป โดยต้นทุนราคาอาหารเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 ในเดือนส.ค. ทั้งนี้ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนพ.ค.ว่า ปริมาณฝนในฤดูนี้จะต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ 10% ด้านคริสเตียน เวอร์เนอร์ กรรมการผู้จัดการบริษัทที่ปรึกษาโกลบอล เวเธอร์ ไคลเมท อนาไลติกส์ ในออสเตรเลีย ระบุว่าสภาพอากาศอาจเอื้อต่อการเกิดพายุไซโคลนในอ่าวเบงกอลในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนก.ย. และอาจช่วยนำพาฝนที่จำเป็นอย่างยิ่งมาสู่พื้นที่ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย และช่วยบรรเทาปัญหาฝนแล้งในบริเวณดังกล่าวได้ การมีปริมาณฝนมรสุมที่เพียงพอถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อเกษตรกรชาวอินเดียหลายร้อยล้านชีวิตที่ต้องพึ่งพาฝนตามฤดูกาลในการเพาะปลูก โดยอินเดียจัดเป็นหนึ่งในผู้ผลิตข้าว น้ำตาล และฝ้าย รายใหญ่ที่สุดของโลก
Resilient Crop Inputs (bred seed, nutrients, protection)
เกาหลีใต้เผยดัชนี PPI ส.ค. เพิ่ม 0.2% จากคลื่นความร้อนดันราคาสินค้าเกษตร
ธนาคารกลางเกาหลีใต้เปิดเผยเมื่อวันที่ 18 กันยายนว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตหรือ PPI ของเกาหลีใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของคลื่นความร้อน โดยดัชนี PPI เพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนสิงหาคมเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หลังจากลดลง 0.4% ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ขณะที่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดัชนี PPI เพิ่มขึ้น 7.9% ในเดือนสิงหาคม เร่งตัวขึ้นจากเดือนกรกฎาคมที่เพิ่มขึ้น 7.7% ธนาคารกลางเกาหลีใต้ระบุว่า ราคาสินค้าอุตสาหกรรมซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและเคมีภัณฑ์ยังคงทรงตัวในเดือนสิงหาคมเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่ค่าไฟฟ้า ก๊าซ และน้ำประปาปรับเพิ่มขึ้น 0.9% ด้านราคาสินค้าเกษตร ปศุสัตว์ และประมง เพิ่มขึ้น 3.8% ในเดือนสิงหาคม เร่งตัวขึ้นจากเดือนกรกฎาคมที่เพิ่มขึ้น 1.5% จากเดือนก่อนหน้า โดยมีสาเหตุจากอุณหภูมิที่อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานตลอดเดือนดังกล่าว ส่วนดัชนีราคาอุปทานภายในประเทศ ซึ่งสะท้อนทั้งราคาผู้ผลิตและราคานำเข้า ปรับตัวลดลง 1.3% ในเดือนสิงหาคมเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
Climate-Resilient Agriculture & Food▼
อินโดนีเซียสั่งเข้มโทษเผาป่า ชงกฎหมายฐานก่อการร้ายทางนิเวศ
ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ผู้นำอินโดนีเซีย สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มงวดทางกฎหมายและบทลงโทษผู้ที่ใช้วิธีตัดฟันแล้วเผาเพื่อถางพื้นที่ หลังประเทศเผชิญไฟป่ารุนแรงต่อเนื่องหลายสัปดาห์จนเกิดหมอกควันกระทบประเทศเพื่อนบ้าน โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี ปราโบโวกล่าวว่ารัฐบาลจะไม่ผ่อนปรนต่อบุคคลหรือบริษัทที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการเกิดไฟป่า พร้อมสั่งให้รัฐมนตรีประจำสำนักเลขาธิการประธานาธิบดีและรัฐมนตรีกระทรวงกฎหมายพิจารณาแนวทางเพิ่มบทลงโทษทางกฎหมาย และเสนอให้รัฐบาลหารือกับสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเพิ่มความเข้มงวดของกฎหมาย โดยอาจกำหนดให้การเผาป่าในลักษณะดังกล่าวเข้าข่าย “การก่อการร้ายทางนิเวศ” เนื่องจากเป็นปัญหาร้ายแรง นอกจากนี้ยังสั่งให้รัฐบาลท้องถิ่นยกเลิกข้อยกเว้นที่อนุญาตให้เกษตรกรรายย่อยใช้ไฟถางพื้นที่เพาะปลูกขนาดเล็ก และให้ตำรวจดำเนินคดีอาญากับบริษัทที่ฝ่าฝืนมาตรการป้องกันไฟป่า รายงานระบุว่ารัฐบาลอินโดนีเซียระดมอากาศยานมากกว่า 50 ลำปฏิบัติการทิ้งน้ำและทำฝนเทียมเพื่อควบคุมไฟ ขณะที่ญี่ปุ่นส่งเฮลิคอปเตอร์ CH-47 ชีนุกจำนวน 3 ลำเข้าร่วมภารกิจทิ้งน้ำดับไฟเมื่อวันพุธที่ 16 กันยายน สถานการณ์ไฟป่าครั้งนี้รุนแรงที่สุดในรอบ 11 ปี ท่ามกลางสภาพอากาศจากปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่ทำให้ป่าไม้และพื้นที่การเกษตรแห้งแล้งอย่างหนัก โดยเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตราเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่หมอกควันส่งผลให้ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น และทำให้คุณภาพอากาศในสิงคโปร์และมาเลเซียอยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ข้อมูลรัฐบาลระบุว่า ช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมปีนี้ ไฟป่าเผาผลาญพื้นที่ 202,000 เฮกตาร์ หรือเกือบ 500,000 เอเคอร์ ขณะที่ YKAN กลุ่มด้านสิ่งแวดล้อม ประเมินว่าไฟป่าสร้างความเสียหายเพิ่มเติมอีกประมาณ 600,000 เฮกตาร์ หรือ 1.4 ล้านเอเคอร์ในเดือนสิงหาคม ด้านราชา จูลี อันโตนี รัฐมนตรีกระทรวงป่าไม้ของอินโดนีเซีย เตือนว่าไฟป่าอาจยืดเยื้อถึงต้นเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากฤดูฝนมีแนวโน้มมาถึงช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้
Resilient Crop Inputs (bred seed, nutrients, protection)▼impact 4
เวอริสก์ เตือนเอเชียเสี่ยงไม่สงบจากวิกฤตอาหาร ไทยผลผลิตน้ำตาลทรุด
เวอริสก์ เมเปิลครอฟต์ บริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยง เตือนว่าสภาพอากาศแปรปรวนและผลกระทบจากสงครามอิหร่านอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารในเอเชีย และอาจนำไปสู่ความไม่สงบในสังคมและความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศที่มีความเปราะบาง เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยระบุในรายงานที่เผยแพร่วันที่ 17 ก.ย. ว่า สงครามอิหร่านส่งผลกระทบต่อการจัดหาเชื้อเพลิงและปุ๋ยซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญของภาคเกษตร ขณะที่สภาพอากาศสุดขั้วจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงยังกระทบผลผลิตทางการเกษตรของหลายประเทศในเอเชีย อินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลกกำลังเผชิญไฟป่าที่ควบคุมได้ยากจนกระทบต่อการเก็บเกี่ยว ขณะที่อินเดียซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกมีปริมาณฝนในช่วงฤดูมรสุมต่ำกว่าปกติ 15% ส่วนไทยมีแนวโน้มผลผลิตน้ำตาลลดลงอย่างหนัก และยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและปุ๋ยในระดับสูง พร้อมเผชิญแรงกดดันจากภาระหนี้ของเกษตรกรก่อนเข้าสู่ฤดูเพาะปลูกครั้งต่อไป ข้อมูลจากดัชนีความมั่นคงด้านอาหารของเวอริสก์ เมเปิลครอฟต์พบว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศที่มีความเสี่ยงสูงหรือระดับวิกฤตด้านความมั่นคงทางอาหาร ยังอยู่ใน 2 กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุดจากดัชนีคาดการณ์ความไม่สงบในสังคม โดยมีอินเดีย บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียรวมอยู่ด้วย ขณะที่ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียเกิดการประท้วงขึ้นแล้วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และเวอริสก์ เมเปิลครอฟต์เตือนว่าหากแรงกดดันจากราคาและปริมาณอาหารเพิ่มขึ้น และรัฐบาลถูกมองว่ารับมือได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ก็อาจนำไปสู่ความไม่สงบและความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านี้ ส่วนประเทศที่เผชิญความขัดแย้งอยู่แล้ว เช่น อัฟกานิสถานและเมียนมา ภาวะช็อกด้านอาหารอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรม
Climate-Resilient Agriculture & Food▲
Terradot และ Google เปิดตัวโครงการ Enhanced Rock Weathering ขนาดใหญ่ที่สุดในบราซิลตอนใต้
Terradot และ Google ประกาศโครงการด้านสภาพภูมิอากาศระดับล้านตันในบราซิลตอนใต้ ซึ่งผสานการหลีกเลี่ยงก๊าซมีเทนในการทำนาเข้ากับการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์อย่างถาวร ถือเป็นการซื้อการกำจัดคาร์บอนครั้งใหญ่ที่สุดของ Google จนถึงปัจจุบัน Google จะซื้อผลกระทบด้านมีเทนในระยะใกล้ 1 ล้านตันภายในปี 2030 และผลกระทบด้านการกำจัดคาร์บอน 1 ล้านตันภายในปี 2040 โดยส่งมอบผลกระทบ 1 ล้านตันภายในปี 2030 โครงการนี้เป็นโครงการ Enhanced Rock Weathering ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยดำเนินการ และเป็นโครงการแรกในประเภทใดก็ตามที่ผสานการกำจัดมีเทนในระยะใกล้เข้ากับการกำจัดคาร์บอนอย่างยั่งยืนในระดับนี้ Terradot จะช่วยเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่กว่า 200,000 เฮกตาร์ เริ่มจากรัฐรีโอกรันดีดูซูล นำวิธี Alternate Wetting and Drying ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติด้านการชลประทานที่ระบายน้ำออกจากนาข้าวเป็นระยะ เพื่อลดการใช้น้ำและลดก๊าซมีเทนอย่างมีนัยสำคัญ มาใช้ พร้อมทั้งโปรยหินภูเขาไฟบดจากแหล่งธรรมชาติลงบนพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อสร้างการกำจัดคาร์บอนอย่างยั่งยืน James Kanoff ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Terradot กล่าวว่า โครงการนี้ขจัดทางเลือกระหว่างการเดินหน้าเร็วต่อภาวะโลกร้อนในระยะใกล้กับการกำจัดคาร์บอนอย่างถาวร และ Randy Spock หัวหน้าฝ่ายการกำจัดคาร์บอนของ Google กล่าวว่า ข้อตกลงนี้ถูกออกแบบให้เป็นต้นแบบมากกว่าจะเป็นกรณีเดียว ส่วนหนึ่งของโครงการ Google ยังมอบทุนวิจัยและพัฒนาให้แก่ Terradot และห้องปฏิบัติการ Soil & Environmental Biogeochemistry ของ Stanford Doerr School เพื่อเสริมรากฐานทางวิทยาศาสตร์ของวิธี AWD ในฐานะกลยุทธ์ลดก๊าซมีเทน
Resilient Crop Inputs (bred seed, nutrients, protection)▼
เจฟเฟอรีส์ชี้หุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค 6 ตัวเสี่ยงผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญ
เจฟเฟอรีส์เตือนว่าหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค 6 ตัวอาจได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญในปีนี้ไปจนถึงปี 2570 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายชื่อหุ้นข้ามภาคธุรกิจที่บริษัทระบุว่ามีความเสี่ยง ขณะที่การคาดการณ์ในปัจจุบันบ่งชี้ว่าเอลนีโญช่วงปี 2569-2570 อาจรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ และบริษัทตั้งข้อสังเกตว่า ต่างจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศส่วนใหญ่ เอลนีโญสามารถติดตามได้ล่วงหน้าหลายเดือน จึงเปิดโอกาสให้นักลงทุนระบุผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ก่อนที่ผลกระทบนั้นจะเกิดขึ้นเต็มที่ นักวิเคราะห์สก็อตต์ มาร์กส์ กล่าวว่าเฮอร์ชีย์มีความเสี่ยงจากการพึ่งพาโกโก้อย่างเข้มข้นผ่านพอร์ตช็อกโกแลตหลักในสหรัฐฯ และได้วางแผนฟื้นฟูอัตรากำไรปี 2570 บนพื้นฐานการคาดการณ์ว่าโกโก้จะปรับตัวลง โดยเตือนว่าซูเปอร์เอลนีโญที่ทำให้แอฟริกาตะวันตกมีอากาศร้อนและแห้งแล้งขึ้นในฤดูกาลเพาะปลูกปี 2569/2570 จะบั่นทอนเสาหลักสำคัญของเรื่องราวการฟื้นตัวดังกล่าว ส่วนเจ.เอ็ม. สมัคเกอร์ มีความเสี่ยงผ่านพอร์ตกาแฟ โดยการจัดหาอาราบิก้าจากบราซิลและโรบัสต้าจากเวียดนามและอินโดนีเซียอาจได้รับผลกระทบ ขณะที่มอนเดเลซ อินเตอร์เนชันแนลเผชิญความเสี่ยงจากเอลนีโญผ่านโกโก้ โดยมีอุปทานราว 60% อยู่ในโกตดิวัวร์และกานา ซึ่งตามประวัติศาสตร์แล้วเหตุการณ์ที่รุนแรงจะทำให้อากาศร้อนและแห้งแล้งขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม นักวิเคราะห์เปโดร บาติสตา ระบุว่าไพรซ์สมาร์ทได้ยอดขายราว 11% จากโคลอมเบีย และยังดำเนินธุรกิจทั่วอเมริกากลาง ขณะที่นักวิเคราะห์แอนน์ หลิง กล่าวว่ายัม ไชน่า อาจเผชิญฝนตกหนัก น้ำท่วม และสภาพอากาศเลวร้ายที่ทำให้ลูกค้ารับประทานที่ร้านลดลงชั่วคราว และรบกวนระบบโลจิสติกส์และประสิทธิภาพการจัดส่ง ส่วนนักวิเคราะห์อเล็กซ์ ไรต์ ชี้ว่าต้นทุนสารให้ความหวานที่พุ่งสูงขึ้นอาจกดดันอัตรากำไรของโคคา-โคลา เฟมซา หากต้นทุนเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการปรับราคาสินค้า
Climate-Resilient Agriculture & Food
▲2
ครม.อนุมัติโครงการชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง 9.5 หมื่นล้านบาท แก้ภัยแล้ง-น้ำท่วม 8 จังหวัด
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนินโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง กรอบวงเงินรวม 95,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน 6 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ถึง 2575 โดยกรอบวงเงินดังกล่าวประกอบด้วยเงินกู้ 76,507.29 ล้านบาท คิดเป็น 80.53% และเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 18,492.71 ล้านบาท คิดเป็น 19.47% ทั้งนี้ โครงการแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 วงเงิน 40,507 ล้านบาท เร่งรัดก่อสร้างขุดขยายคลองในแนวเหนือ–ใต้ เพื่อระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยโดยตรงเป็นลำดับแรก เช่น คลองระพีพัฒน์ คลองระพีพัฒน์แยกใต้ คลอง 13 คลองนครเนื่องเขต คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต คลองสำโรง และคลองด่าน ส่วนระยะที่ 2 วงเงิน 54,493 ล้านบาท ดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่เหลือตามลำดับ โครงการนี้ครอบคลุมโครงข่ายคลองชลประทาน 22 คลองหลัก ความยาวประมาณ 460 กิโลเมตร และอาคารบังคับน้ำ 23 แห่ง ในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ สระบุรี พระนครศรีอยุธยา นครนายก ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการรับน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์จากเดิม 210 เป็น 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยผ่านคลองชายทะเลเพิ่มขึ้นเป็น 144 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อโครงการแล้วเสร็จคาดว่าจะช่วยลดความเสียหายจากอุทกภัยได้เฉลี่ยถึง 1 หมื่นล้านบาทต่อปี ป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจสำคัญได้กว่า 258,000 ไร่ และเพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บไว้ใช้อุปโภค-บริโภคในฤดูแล้งได้กว่า 17 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
Precision Irrigation & Water-Efficient Systems
▲2
ครม.วันนี้เคาะงบ 1.5 หมื่นล้านบาททำประกันภัยพิบัติแห่งชาติ 30 ล้านครัวเรือน
การประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (15 ก.ย.) มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทำหน้าที่เป็นประธานแทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่อยู่ระหว่างการเดินทางไปสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กระทรวงมหาดไทยเตรียมเสนอขออนุมัติกรอบวงเงินรวม 15,000 ล้านบาท เพื่อซื้อประกันภัยธรรมชาติภายใต้โครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ พร้อมเสนอกรมธรรม์ 3 ประเภท ทั้งอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือน ระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี ตั้งแต่ 1 ต.ค.69 ถึง 1 ต.ค. 70 เพื่อแบ่งเบาภาระความเสี่ยงของภาครัฐที่ต้องใช้งบเยียวยาผู้เสียหายจากภัยพิบัติปีละหลายหมื่นล้านบาท ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอขอความเห็นชอบโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาตอนล่าง ฝั่งตะวันออกตอนล่าง วงเงินประมาณ 9.5 หมื่นล้านบาท โดยใช้เงินกู้จากธนาคารพัฒนาเอเชียหรือ ADB ร่วมกับงบประมาณแผ่นดิน ด้านกระทรวงคมนาคมเสนอขอยกเลิกรายการค่าก่อสร้างอาคารที่ทำการกระทรวงแห่งใหม่ซึ่งผูกพันงบประมาณปี 2569 ถึง 2571 เท่ากับเป็นการชะลอแผนก่อสร้างออกไป และยังต้องจับตาการเสนอแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของหลายกระทรวงเพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลงจากการเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้
Climate-Resilient Agriculture & Food
▼2
วิจัยเตือนธารน้ำแข็งหิมาลัยละลายเร็วขึ้น 65% เสี่ยงเศรษฐกิจอินเดีย 20% ของ GDP
งานวิจัยใหม่ของบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก Systemiq ซึ่งจัดทำร่วมกับ Integrated Mountain Initiative และได้รับข้อมูลทางเทคนิคจาก International Centre for Integrated Mountain Development (ICIMOD) และ GB Pant National Institute of Himalayan Environment เตือนว่า ธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยกำลังสูญเสียมวลเร็วขึ้นถึง 65% เมื่อเทียบกับเมื่อ 10 ปีก่อน และเทือกเขากำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนที่อันตราย โดยจากธารน้ำแข็งประมาณ 40,000 แห่งทั่วภูมิภาคหิมาลัย-คาราโครัม มีเพียงประมาณ 21 แห่ง ที่ได้รับการติดตามอย่างละเอียดและต่อเนื่อง สะท้อนช่องว่างด้านข้อมูลขนาดใหญ่ รายงานประเมินว่าน้ำจากเทือกเขาหิมาลัยมีส่วนสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจคิดเป็นประมาณ 20% ของ GDP อินเดีย ผ่านภาคส่วนตั้งแต่การปลูกข้าวสาลี ข้าว และชา ไปจนถึงไฟฟ้าพลังน้ำและเศรษฐกิจจากการแสวงบุญ แต่รัฐต่าง ๆ ในพื้นที่ภูเขากลับได้รับมูลค่าทางเศรษฐกิจดังกล่าวเพียงประมาณ 5% ขณะที่พื้นที่หิมาลัยคิดเป็นประมาณ 18% ของพื้นที่ประเทศ แต่มีสัดส่วนภัยพิบัติราว 35% ของทั้งหมด รัฐบาลอินเดียแจ้งต่อรัฐสภาเมื่อเดือนกรกฎาคมว่า มีทะเลสาบธารน้ำแข็ง 56 แห่ง ถูกจัดอยู่ในระดับความเสี่ยงสูงมาก หลังการประเมินทางวิทยาศาสตร์ในปี 2568 ซึ่งครอบคลุมทะเลสาบความเสี่ยงสูง 189 แห่งในพื้นที่หิมาลัยของอินเดีย และ Central Water Commission กำลังติดตามทะเลสาบธารน้ำแข็งขนาดมากกว่า 10 เฮกตาร์จำนวน 2,485 แห่ง ในลุ่มน้ำหิมาลัยของประเทศ รายงานยังเสนอแนวทางเร่งด่วน 10 ด้าน ตั้งแต่การลดการปล่อย Black Carbon ซึ่ง Systemiq ประเมินว่าก่อให้เกิดประมาณ 1 ใน 3 ของการละลายของธารน้ำแข็งหิมาลัย การเพิ่มระบบติดตามธารน้ำแข็ง การยกระดับระบบเตือนภัยล่วงหน้า ไปจนถึงการปรับรูปแบบการท่องเที่ยวในพื้นที่ภูเขา ซึ่งปัจจุบันรองรับนักท่องเที่ยวประมาณ 400 ล้านครั้งต่อปี
Resilient Crop Inputs (bred seed, nutrients, protection)
USDA ชี้ผลผลิตถั่วเหลืองสูง ดันธัญพืช CBOT ปิดลบทั้งกระดาน
สัญญาธัญพืชในตลาด CBOT ปิดลบทั้งกระดานเมื่อวันศุกร์ที่ 11 กันยายน นำโดยสัญญาถั่วเหลืองที่ร่วงลงกว่า 2.6% หลุดระดับ 13 ดอลลาร์ต่อบุชเชล หลังกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ หรือ USDA คาดการณ์ว่าผลผลิตจะปรับตัวสูงขึ้น โดยสัญญาถั่วเหลืองส่งมอบเดือนพฤศจิกายนลดลง 35.75 เซนต์ หรือ 2.68% ปิดที่ 12.9650 ดอลลาร์ต่อบุชเชล ขณะที่สัญญาข้าวโพดส่งมอบเดือนธันวาคมลดลง 3.50 เซนต์ ปิดที่ 5.3025 ดอลลาร์ต่อบุชเชล และสัญญาข้าวสาลีส่งมอบเดือนธันวาคมลดลง 16 เซนต์ หรือ 2.16% ปิดที่ 7.2525 ดอลลาร์ต่อบุชเชล รายงานคาดการณ์อุปทานและอุปสงค์สินค้าเกษตรทั่วโลก หรือ WASDE ของ USDA ระบุว่าผลผลิตถั่วเหลืองปี 2569 จะอยู่ที่ 4.54 พันล้านบุชเชล และผลตอบแทนต่อเอเคอร์อยู่ที่ 52.8 บุชเชล สูงกว่าที่ประมาณการไว้ในเดือนสิงหาคมที่ 4.52 พันล้านบุชเชล และ 52.7 บุชเชลตามลำดับ พร้อมกันนี้ USDA ประมาณการยอดส่งออกข้าวโพดของสหรัฐฯ สำหรับปีการตลาด 2569/2570 ไว้ที่ 1.93 ล้านตัน สูงกว่ากรอบบนของตัวเลขคาดการณ์นักวิเคราะห์ที่สำรวจโดย The Wall Street Journal ซึ่งอยู่ที่ 700,000 ตัน ถึง 1.7 ล้านตัน ส่วนยอดส่งออกถั่วเหลืองอยู่ที่ 2.64 ล้านตัน สูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และยอดส่งออกข้าวสาลีอยู่ที่ 194,200 ตัน ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ นอกจากนี้ USDA ยังปรับลดคาดการณ์การส่งออกข้าวสาลีของรัสเซียลง 3 ล้านตัน สู่ระดับ 43 ล้านตัน และปรับลดของยูเครนลง 1 ล้านตัน สู่ระดับ 12.5 ล้านตัน โดยนักวิเคราะห์จาก StoneX มองว่าการปรับลดดังกล่าวสะท้อนว่าห่วงโซ่อุปทานยังเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศ
Resilient Crop Inputs (bred seed, nutrients, protection)impact 4
เอลนีโญฉุดผลผลิตน้ำตาลอินเดีย เสี่ยงนำเข้า 2-3 ล้านตัน ราคาพุ่ง 30%
ผลผลิตน้ำตาลของอินเดียมีแนวโน้มลดลงเหลือราว 29-31 ล้านตันในฤดูกาลหน้า เนื่องจากสภาพอากาศแห้งแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญคุกคามการเก็บเกี่ยวที่จะเริ่มขึ้นในเดือนหน้า โดยเทียบกับฤดูกาลปัจจุบันที่สมาคมผู้ผลิตน้ำตาลและพลังงานชีวภาพของอินเดียคาดว่าจะอยู่ที่ 31 ล้านตัน ผลสำรวจผู้ค้า นักวิเคราะห์ และผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาล 11 รายของ Bloomberg ระบุว่า อินเดียอาจต้องนำเข้าน้ำตาล 2-3 ล้านตันในปีหน้า หลังโควตานำเข้าปัจจุบันถูกใช้ครบ โดยคลอดิอู คอฟริก นักวิเคราะห์หลักจาก Covrig Analytics คาดว่าอินเดียอาจเริ่มนำเข้าเพิ่มเติมได้เร็วที่สุดในเดือนกรกฎาคมปีหน้า ด้านองค์การน้ำตาลระหว่างประเทศเคยเตือนเมื่อเดือนพฤษภาคมว่าตลาดน้ำตาลโลกอาจขาดดุลประมาณ 260,000 ตัน ขณะที่ปริมาณฝนมรสุมของอินเดียซึ่งสำคัญต่อการเพาะปลูกอ้อยต่ำกว่าระดับปกติราว 15% ความคาดหวังดังกล่าวผลักดันให้ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำตาลดิบในตลาดนิวยอร์กพุ่งขึ้นประมาณ 30% นับตั้งแต่ต้นปี และอินเดียได้อนุญาตให้โรงงานน้ำตาลและโรงกลั่นนำเข้าน้ำตาลดิบโดยไม่เสียภาษีเมื่อเดือนที่ผ่านมา พร้อมกำหนดเพดานการถือครองสต็อกสำหรับผู้ค้าและผู้ใช้รายใหญ่ ขณะที่อัชวินี ศรีวาสตาวา เลขาธิการร่วมด้านน้ำตาลของกระทรวงอาหารอินเดีย ระบุว่าทางการจะติดตามราคาน้ำตาลอย่างใกล้ชิด และเริ่มติดตามข้อมูลการผลิตเป็นรายเดือน
Climate-Resilient Agriculture & Food
▲4
กูเกิลและมิตติ แล็บส์ ลงนามข้อตกลงเครดิตคาร์บอนระยะห้าปีเพื่อลดมีเทนจากนาข้าว
มิตติ แล็บส์ ประกาศข้อตกลงเครดิตคาร์บอนระยะห้าปีกับกูเกิล เพื่อขยายการทำเกษตรกรรมที่คำนึงถึงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่นาข้าวของเกษตรกรรายย่อยในอินเดียจำนวน 100,000 เฮกตาร์ โดยจะส่งมอบเครดิตคาร์บอนคุณภาพสูงจำนวน 1 ล้านเครดิตให้แก่กูเกิลภายในปี 2030 ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นข้อตกลงรับซื้อมีเทนจากนาข้าวที่ใหญ่ที่สุดจนถึงปัจจุบัน ความร่วมมือนี้จะเปลี่ยนเกษตรกรกว่า 70,000 รายไปสู่แนวปฏิบัติการชลประทานที่ประหยัดน้ำและลดมีเทน โดยมีเป้าหมายลดผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนในระยะสั้นลง 3 ล้านตัน เมื่อวัดด้วยค่า GWP20 ซึ่งเทียบเท่าผลกระทบ 1 ล้านตันเมื่อวัดด้วยค่า GWP100 พร้อมทั้งอนุรักษ์น้ำหลายพันล้านแกลลอนในลุ่มน้ำสำคัญของภูมิภาค นาข้าวที่ถูกน้ำท่วมขังต่อเนื่องตามแนวปฏิบัติแบบดั้งเดิมมีส่วนทำให้เกิดการปล่อยมีเทนทั่วโลกมากกว่า 10% และมิตติ แล็บส์ ระบุว่าโมเดลของบริษัทสามารถลดการปล่อยมีเทนจากนาข้าวได้ถึง 50% และลดปริมาณการใช้น้ำลงเกือบ 40% โดยที่ผลผลิตข้าวยังคงเดิม ความร่วมมือนี้คาดว่าจะประหยัดน้ำได้หลายพันล้านลิตรทั่วอินเดีย เทียบเท่ากับปริมาณน้ำประปารายปีของเบงกาลูรูเป็นเวลาสามปี และมิตติ แล็บส์ จะใช้การสนับสนุนจากกูเกิลเพื่อขยายแพลตฟอร์ม GeoAI ที่ได้รับการสนับสนุนจากนาซา ซึ่งผสานข้อมูลเรดาร์จากดาวเทียมเข้ากับข้อมูลภาคสนามที่เก็บได้จริงในระดับแปลงของเกษตรกรรายย่อยแต่ละราย เคต แบรนด์ต ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความยั่งยืนของกูเกิล กล่าวว่าบริษัทมุ่งมั่นที่จะหาแนวทางที่ช่วยลดภาวะโลกร้อนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ขณะที่ซาเวียร์ ลากัวร์ตา ผู้ร่วมก่อตั้งมิตติ แล็บส์ เรียกความร่วมมือนี้ว่าเป็นตัวเร่งที่ทรงพลังสำหรับพันธกิจของบริษัทในการลดการปล่อยมลพิษ ประหยัดน้ำ และเสริมสร้างความเป็นอยู่ของเกษตรกรรายย่อย 150 ล้านคนที่ปลูกข้าว
Resilient Crop Inputs (bred seed, nutrients, protection)▼
OCBC เตือนไทยเสี่ยงเงินเฟ้อจากเอลนีโญ หนักสุดในอาเซียน
โอซีบีซี กรุ๊ป รีเสิร์ช คาดการณ์ว่าปรากฏการณ์เอลนีโญจะทำให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนเผชิญความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมากกว่าการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ โดยราคาข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด และน้ำมันพืชที่ปรับตัวสูงขึ้นจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ลาวันยา เวนกาเตสวารัน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสฝ่ายกิจการอาเซียนและอินเดียของโอซีบีซี ระบุในรายงานที่เผยแพร่วันที่ 9 กันยายนว่า ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทย เป็นกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีความเสี่ยงสูงจากเอลนีโญ ขณะที่มาเลเซียและเวียดนามเผชิญความเสี่ยงในระดับที่มีนัยสำคัญเช่นกัน แต่เป็นความเสี่ยงแบบกระจุกตัวมากกว่า เธอกล่าวว่ายกเว้นไทยและเวียดนาม ประเทศเศรษฐกิจหลักส่วนใหญ่ในภูมิภาคล้วนเป็นผู้นำเข้าข้าวสุทธิ ทำให้ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เสี่ยงต่อผลกระทบด้านอัตราการค้าจากราคาข้าวที่สูงขึ้น และระบุว่ากลุ่มอาเซียน-6 ส่วนใหญ่เป็นผู้นำเข้าธัญพืชสุทธิรายใหญ่ จึงเปราะบางเป็นพิเศษต่อแรงกดดันเงินเฟ้อจากการนำเข้าเมื่อข้าวสาลีและข้าวโพดในตลาดโลกแพงขึ้น ทั้งนี้ ผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจคาดว่าจะกระจุกตัวในภาคเกษตรกรรม โดยอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม ซึ่งมีภาคเกษตรกรรมขนาดใหญ่ จะเปราะบางต่อการสูญเสียผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรในชนบทที่ลดลง ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม อาจได้ปัจจัยชดเชยบางส่วนจากรายได้การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มสูงขึ้น
Resilient Crop Inputs (bred seed, nutrients, protection)
▲2
กรุงศรีปรับมุมมองกลุ่มเกษตรเป็นบวก หุ้นเด่นรับธีมเอลนีโญ TVO STA NER
บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าฝ่ายวิจัยได้ปรับน้ำหนักการลงทุนกลุ่มเกษตรและอาหารขึ้นเป็น Bullish สะท้อนคำแนะนำระดับหุ้นในกลุ่มที่ส่วนใหญ่เป็น Buy โดยระบุว่าหุ้นที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากธีมเอลนีโญรอบนี้คือ TVO, STA และ NER พร้อมปรับคำแนะนำ TVO ขึ้นเป็น Buy ที่ราคาเป้าหมายปี 27F 36.00 บาท จากเดิม Neutral ที่ 31.00 บาท ขณะที่ STA และ NER คงแนะนำ Buy จากราคายางที่คาดว่าจะยืนสูงยาวนานกว่าตัวปรากฏการณ์ ด้าน TFG ยังคงเป็น Top pick เชิงปัจจัยพื้นฐานที่ราคาเป้าหมาย 14.20 บาท จากแผนขยายสาขาค้าปลีก การล็อกต้นทุนถึง 3Q27F และอัตราเงินปันผลราว 8% ต่อปีที่จ่ายรายไตรมาส ซึ่งไม่ได้มาจากธีมเอลนีโญ ทั้งนี้ CPC/NCEP ประเมินโอกาสมากกว่า 90% ที่จะเกิดเอลนีโญระดับ Very strong ในช่วงกันยายน 2026 ถึงมกราคม 2027 และระบุโอกาส 69% ที่ช่วงตุลาคมถึงธันวาคม 2026 จะรุนแรงเกินกว่าเอลนีโญทุกครั้งนับตั้งแต่ปี 1950 โดยผลกระทบแตกต่างกันตามประเภทสินค้า โดย USDA คาดผลผลิตถั่วเหลืองโลกปี 2026/27F สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 442.3 ล้านตัน ขณะที่สต๊อกน้ำมันปาล์มโลกมี Stocks-to-use 18.3% ต่ำสุดในรอบ 10 ปี และอุปทานยางโลกหดจากอินโดนีเซียจาก 2.0 ล้านตันในปี 2025 เหลือ 1.5 ล้านตันในปี 2026F ส่วนต้นทุนอาหารสัตว์จะเริ่มกระทบ CPF, GFPT และ TFG ใน 4Q27F เป็นต้นไป
Climate-Resilient Agriculture & Food
▼2
C3S เผยเดือนส.ค. 2569 ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ อุณหภูมิโลกแตะ 16.96 องศา
หน่วยงานบริการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป หรือ C3S เปิดเผยว่า เดือนส.ค. 2569 เป็นเดือนที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ โดยอุณหภูมิอากาศใกล้ผิวพื้นเฉลี่ยทั่วโลกแตะระดับ 16.96 องศาเซลเซียส สูงกว่าสถิติเดิมที่ประมาณ 16.95 องศาเซลเซียสในเดือนก.ค. 2566 เล็กน้อย และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของเดือนส.ค. ในช่วงปี 2534-2563 อยู่ 0.85 องศาเซลเซียส รวมทั้งสูงกว่าระดับยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงปี 2393-2443 ประมาณ 1.65 องศาเซลเซียส เดือนดังกล่าวยังเป็นเดือนแรกนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2568 ที่อุณหภูมิเฉลี่ยรายเดือนของโลกพุ่งสูงกว่าระดับยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ขณะที่ยุโรปตะวันตกเผชิญฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน จากคลื่นความร้อนที่เกิดเร็วและรุนแรงผิดปกติตั้งแต่เดือนพ.ค. ดันอุณหภูมิเฉลี่ยเดือนมิ.ย.-ส.ค. สูงกว่าสถิติเดิมเมื่อปี 2546 ด้านอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วมหาสมุทรนอกเขตขั้วโลกระหว่างละติจูด 60 องศาใต้ ถึง 60 องศาเหนือ สูงถึง 21.07 องศาเซลเซียสในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับเดือนนี้ และยังคงสูงผิดปกติเป็นพิเศษในพื้นที่ส่วนใหญ่ของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน โดยปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงขึ้นและอาจกลายเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า ซาแมนธา เบอร์เจส หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ด้านสภาพภูมิอากาศ ศูนย์พยากรณ์อากาศระยะปานกลางแห่งยุโรป ระบุว่า สถิติดังกล่าวสะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังผลักดันให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วทั้งในบรรยากาศและมหาสมุทร ซึ่งส่งผลกระทบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต่อชุมชน เศรษฐกิจ และระบบนิเวศทั่วโลก
Resilient Crop Inputs (bred seed, nutrients, protection)▼
สมาคมอุตสาหกรรม FDF คาดเงินเฟ้ออาหารอังกฤษทะลุ 6% ปีหน้า
สมาพันธ์อาหารและเครื่องดื่มแห่งสหราชอาณาจักร (FDF) เปิดเผยเมื่อวันที่ 9 ว่า คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อด้านอาหารของสหราชอาณาจักรจะปรับขึ้นใกล้ 4% ภายในสิ้นปีนี้ และจะทะลุ 6% ภายในกลางปีหน้า โดยมีปัจจัยหนุนจากการที่ผลกระทบของสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ภัยแล้งในยุโรป และปรากฏการณ์เอลนีโญยังคงดำเนินต่อไป FDF คาดว่าราคาอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในเดือนธันวาคมปีนี้จะปรับขึ้น 3.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นการปรับลดคาดการณ์ลงอย่างมากจากที่เคยคาดไว้เกือบ 10% แต่ยังคาดว่าราคาจะปรับขึ้นต่อเนื่องในปีหน้า และจะแตะจุดสูงสุดที่ 6.4% ในเดือนกรกฎาคมปีหน้า นางคาเรน เบตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุว่า ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มได้พยายามกดราคาอาหารให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ตลอดช่วงวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ไม่สามารถดำเนินการเช่นนี้ต่อไปได้ตลอด และกล่าวว่า ต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และบรรจุภัณฑ์ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ผนวกกับคลื่นความร้อนจัดในฤดูร้อนนี้ ทำให้คาดว่าราคาอาหารจะปรับขึ้นภายในปีนี้ และจะปรับขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ตามข้อมูลของ FDF คาดว่าอัตราเงินเฟ้อด้านอาหารจะยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมากในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 โดยจุดสูงสุดจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนเมษายน แต่คาดว่าจะทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษระบุว่า อัตราเงินเฟ้อด้านอาหารและเครื่องดื่มในเดือนกรกฎาคมลดลงเหลือ 1.3% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคของอังกฤษในเดือนกรกฎาคมเร่งขึ้นเป็น 2.9% และธนาคารกลางอังกฤษคาดว่าอัตราเงินเฟ้อด้านอาหารจะแตะ 3.5% ภายในเดือนธันวาคม และดัชนีราคาผู้บริโภคจะเร่งขึ้นเป็น 3.1%
Resilient Crop Inputs (bred seed, nutrients, protection)▼
ความร้อนจัดในยุคอุณหภูมิ +2 องศา กระทบโต๊ะอาหารญี่ปุ่น ทั้งการผลิต โลจิสติกส์ และราคา
ฤดูร้อนปี 2025 ของญี่ปุ่นมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าปกติ 2.36 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติในปี 1898 และเป็นการทำลายสถิติติดต่อกันเป็นปีที่สาม ความร้อนจัดนี้ส่งผลกระทบต่อพืชผลทางการเกษตรและปศุสัตว์ ทำให้ไข่ ข้าว และผักมีปริมาณลดลงและราคาพุ่งสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ในจังหวัดอิบารากิ อัตราการวางไข่ลดลง 10-20% และสัดส่วนข้าวโคชิฮิการิเกรดหนึ่งจากจังหวัดนีงาตะลดลงเหลือเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ตามข้อมูลของบริษัทเทโกกุ ดาต้าแบงก์ ราคาอาหารแกงกะหรี่ข้าวโดยเฉลี่ยต่อมื้ออยู่ที่ 365 เยน ซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และดัชนีราคาเฉลี่ย 20 ปีอยู่ที่ 142.6 หากอุณหภูมิยังคงสูงขึ้นต่อไป ในช่วงปี 2040 แกงกะหรี่ข้าวหนึ่งจานอาจมีราคาประมาณ 500 เยน ผู้บริโภคจึงจำเป็นต้องพิจารณาเลือกพันธุ์พืชใหม่ๆ และปรับเปลี่ยนวิธีการเก็บรักษาอาหาร เป็นต้น
Climate-Resilient Agriculture & Food
▲3
เมิ่งเฉ่า อีโคโลจี ชนะประมูลโครงการสามเหนือในอำเภอหลังอูรัด มูลค่า 95.4 ล้านหยวน
เมิ่งเฉ่า อีโคโลจี ประกาศเมื่อวันที่ 7 กันยายน ยืนยันการชนะประมูลงานก่อสร้างช่วงที่ 6 ของโครงการบูรณะและปกป้องป่าไม้ หญ้า พื้นที่ชุ่มน้ำ และพื้นที่แห้งแล้งแบบผสมผสาน ภายใต้โครงการสามเหนือ ประจำปี 2026 ในอำเภอหลังอูรัด เมืองบายันนูร์ เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน มูลค่าสัญญาประมาณ 95.4 ล้านหยวน โครงการนี้เป็นภารกิจก่อสร้างสำคัญในพื้นที่โค้งแม่น้ำฮวงโห ตามแผนระยะที่ 6 ของโครงการสามเหนือ โดยเงินทุนมาจากงบประมาณส่วนกลางและงบประมาณสมทบของเขตปกครองตนเอง จึงมีความมั่นคงในการเบิกจ่ายค่อนข้างสูง เมิ่งเฉ่า อีโคโลจี อาศัยแพลตฟอร์มศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีแห่งชาติด้านอุตสาหกรรมหญ้า สร้างฐานเทคโนโลยีสามส่วนคือ คลังยีนพันธุ์หญ้า คลังทรัพยากรพันธุ์หญ้า และแพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่อุตสาหกรรมหญ้า และได้ลงทุนประมาณ 170 ล้านหยวนในอำเภอหน้ากลางอูรัด ซึ่งอยู่ในเมืองบายันนูร์เช่นกัน เพื่อสร้างฐานขยายพันธุ์เมล็ดพันธุ์ขนาด 34,000 หมู่ กำลังผลิตเมล็ดพันธุ์หญ้าคุณภาพสูงปีละ 750 ตัน เนื่องจากอำเภอหลังอูรัดและอำเภอหน้ากลางอูรัดมีสภาพภูมิอากาศ ดิน และสังคมพืชใกล้เคียงกันมาก รูปแบบเทคนิคที่ผ่านการพิสูจน์แล้วและระบบเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นจากอำเภอหน้ากลางจึงสามารถถ่ายทอดมาใช้ได้โดยตรง ช่วยสร้างหลักประกันให้แก่โครงการในอำเภอหลัง
Climate-Resilient Agriculture & Food
อังกฤษเตือนประชาชนตุนอาหารรับมือเอลนีโญรุนแรง
รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอังกฤษแนะนำครัวเรือนสำรองอาหารไว้รับมือสภาพอากาศรุนแรง ขณะเอลนีโญกำลังก่อตัวเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเดม แองเจลา อีเกิล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม อาหาร และกิจการชนบท ระบุว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจมีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบ ส่งผลให้ฤดูร้อนแห้งแล้งขึ้น ฤดูหนาวมีฝนมากขึ้น และเกิดพายุรุนแรงขึ้น คำเตือนนี้มีขึ้นพร้อมกับรายงานของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งชาติ (National Audit Office) ที่ชี้ว่าห่วงโซ่อุปทานอาหารของประเทศเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการโจมตีทางไซเบอร์และวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ขณะที่รัฐบาลยังพึ่งพาภาคเอกชนมากเกินไปในการรับมือกับการหยุดชะงักของระบบอาหาร รัฐบาลอังกฤษเตรียมเปิดตัวยุทธศาสตร์การเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินระดับชาติภายในปีนี้ โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนและภาคธุรกิจพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจกระทบไฟฟ้า น้ำ และระบบอาหาร เนื่องจากอังกฤษต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารจำนวนมาก และเหตุการณ์ในอดีตอย่างโควิด-19 สงครามในยูเครน และสภาพอากาศรุนแรง สะท้อนความเปราะบางของระบบอาหาร ขณะที่รัฐบาลยืนยันว่าระบบอาหารยังมีความหลากหลายและสามารถรับมือกับความผันผวนได้ โดยยังไม่มีสัญญาณว่าความมั่นคงทางอาหารกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง
Climate-Resilient Agriculture & Food▼
กระทรวงการคลังฝรั่งเศสชี้คลื่นความร้อนและภัยแล้งอาจฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจลง 0.1 จุด
กระทรวงการคลังฝรั่งเศสเปิดเผยเมื่อวันที่ 2 ว่าภัยแล้งและคลื่นความร้อนในฤดูร้อนนี้อาจทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในปี 2569 ลดลง 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ สาเหตุหลักมาจากรายได้ภาคเกษตรที่ลดลง ซึ่งสะท้อนมูลค่าเพิ่มภาคเกษตรที่คาดว่าจะลดลง 8% อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ เน้นย้ำว่าการคำนวณนี้เป็นเพียงการประมาณการเบื้องต้น และไม่ใช่การปรับลดอย่างเป็นทางการของตัวเลขคาดการณ์การเติบโตปีนี้ที่ 0.7% นายอาร์โนด์ รุสโซ ประธานสหพันธ์เกษตรกรแห่งชาติฝรั่งเศส (FNSEA) ซึ่งเป็นองค์กรเกษตรกรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ กล่าวว่าความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรในฤดูร้อนนี้คาดว่าจะเกิน 1 หมื่นล้านยูโร (1.158 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ขณะที่สถาบันสถิติและเศรษฐกิจศึกษาแห่งชาติ (INSEE) ได้ปรับลดอัตราการเติบโตของไตรมาสที่สองลงจากตัวเลขเบื้องต้นที่ 0.2% เป็น 0.0% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้การบรรลุเป้าหมายการเติบโตทั้งปีของรัฐบาลแทบจะเป็นไปไม่ได้
Precision Irrigation & Water-Efficient Systems▲
AgriCapture ร่วมมือกับ Google เพื่อประหยัดน้ำ 5.4 พันล้านแกลลอนในเท็กซัส
AgriCapture ประกาศความร่วมมือระยะหลายปีกับ Google และมูลนิธิสิ่งแวดล้อม Bonneville เพื่อเติมน้ำ 5.4 พันล้านแกลลอนในพื้นที่ตะวันออกเฉียงใต้ของเท็กซัส โดยการเปลี่ยนพื้นที่นาข้าว 6,000 เอเคอร์ในลุ่มแม่น้ำทรินิตี้ให้ใช้วิธีการชลประทานที่ประหยัดน้ำ โครงการนี้จะลดการสูบน้ำเพื่อการชลประทานในลุ่มน้ำที่ตึงเครียดที่สุดแห่งหนึ่งของรัฐ ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 140,000 เอเคอร์ที่ถูกชลประทานแบบท่วมทุกปี Google เป็นผู้ให้ทุนเริ่มต้นสำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านการชลประทาน และจ่ายเงินให้เกษตรกรตามผลงานสำหรับน้ำที่พวกเขาประหยัดได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในวงกว้างต่อการจัดการน้ำอย่างรับผิดชอบ AgriCapture จะวัดปริมาณน้ำที่ประหยัดได้โดยใช้มาตรวัดการไหล เซ็นเซอร์ภาคสนาม และการตรวจสอบทางภูมิศาสตร์ เพื่อสร้างผลประโยชน์ด้านปริมาณน้ำที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว โครงการในเท็กซัสนี้เพิ่มเข้าไปในพอร์ตโฟลิโอของ AgriCapture ด้านโครงการน้ำและคาร์บอนในหกรัฐของสหรัฐฯ และอีกเก้าประเทศ ขณะที่ Google ได้ให้คำมั่นสัญญากว่า 500 ล้านดอลลาร์สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำทั่วโลก
Climate-Resilient Agriculture & Food▼
งานวิจัยชี้เอลนีโญผันผวนรุนแรงสุดในรอบ 1,000 ปี
ผลการศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science ระบุว่า ความผันผวนของอุณหภูมิที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์เอลนีโญในมหาสมุทรแปซิฟิกมีความรุนแรงยิ่งกว่าช่วงเวลาใด ๆ ในรอบ 1,000 ปีก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยความผันผวนของ ENSO ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาสูงกว่าช่วงก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมมากกว่า 36% และการเพิ่มขึ้นที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ปรากฏการณ์ ENSO ครอบคลุมทั้งเอลนีโญที่อากาศอบอุ่นและลานีญาที่อากาศหนาวเย็น ซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณฝนและอุณหภูมิทั่วโลก นำไปสู่ภัยแล้ง น้ำท่วม และปัญหาภาคการเกษตร ความผันผวนที่รุนแรงขึ้นมีปัจจัยหลักจากเอลนีโญที่เกิดถี่และรุนแรงขึ้น ควบคู่กับอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ขณะที่ศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศแห่ง NOAA ระบุเมื่อวันที่ 13 ส.ค. ว่า เอลนีโญกำลังทวีกำลังแรงขึ้น และมีความเป็นไปได้สูงกว่า 90% ที่จะเกิดเหตุการณ์รุนแรงมากในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวของซีกโลกเหนือปี 2569-2570 งานวิจัยยังเตือนว่าความผันผวนของ ENSO ในแปซิฟิกฝั่งตะวันออกได้ทะลุเพดานที่บันทึกไว้ในโครงสร้างปะการังหลายศตวรรษก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้ว
Precision Irrigation & Water-Efficient Systems
รายงานผลประกอบการครึ่งปี 2569 ของต้าหยวี่เจี๋ยสุ่ย: สิทธิ์ใบอนุญาตออกแบบส่งผลเป็นกำไร กระแสเงินสดคือบททดสอบหลัก
ต้าหยวี่เจี๋ยสุ่ยเปิดเผยรายงานผลประกอบการครึ่งปี 2569 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม บริษัทอาศัยรูปแบบความร่วมมือที่นำด้วยการออกแบบและครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม บุกเบิกช่องทางใหม่ด้านชลประทานอัจฉริยะและการฟื้นฟูระบบนิเวศ รายได้ขยายตัวอย่างมั่นคงและคุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่จากผลขาดทุนค่าความนิยมที่เกิดจากการขายหุ้นบริษัทย่อยและปัจจัยครั้งเดียวอื่น ๆ กำไรสุทธิส่วนของผู้เป็นแม่จึงขาดทุน ขณะที่กำไรสุทธิหลังหักรายการพิเศษยังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานยังคงติดลบ ในรอบบัญชี บริษัทมีรายได้จากการดำเนินงาน 1,586 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.27 เมื่อเทียบกับปีก่อน กำไรสุทธิส่วนของผู้เป็นแม่ติดลบ 1.11 ล้านหยวน ลดลงร้อยละ 108.80 กำไรสุทธิหลังหักรายการพิเศษ 4.41 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.55 และกระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานติดลบ 569 ล้านหยวน ติดลบมากขึ้นร้อยละ 3.59 เมื่อเทียบกับปีก่อน ในจำนวนนี้ รายได้จากบริการออกแบบชลประทานเพื่อการเกษตรอยู่ที่ 360 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นอย่างมากร้อยละ 306.84 อัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 36.81 โดยได้แรงหนุนหลักจากการควบรวมสถาบันสำรวจและออกแบบชลประทานหวยอันเสร็จสมบูรณ์ ทำให้จุดแข็งของใบอนุญาตออกแบบระดับสูงสองใบเด่นชัดขึ้น รายได้จากโครงการก่อสร้างชลประทานอัจฉริยะเพื่อการเกษตรอยู่ที่ 937 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.28 อัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 17.53 และรายได้จากการขายเทคโนโลยีชลประทานเพื่อการเกษตรอยู่ที่ 139 ล้านหยวน ลดลงร้อยละ 36.67 ครึ่งปีแรกมีสัญญาใหม่ 2,166 ล้านหยวน ด้านกำไร บริษัทโอนหุ้นบางส่วนในบริษัทย่อยหุยถูเทคโนโลยี รับรู้รายได้จากการลงทุนติดลบ 19.23 ล้านหยวน ประกอบกับกำไรขาดทุนจากการจำหน่ายสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนและปัจจัยอื่น ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนของผู้เป็นแม่พลิกเป็นขาดทุน เมื่อมองไปข้างหน้า เมื่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปีฉบับที่ 15 เริ่มต้นขึ้น การก่อสร้างโครงข่ายน้ำแห่งชาติ การปรับปรุงพื้นที่ชลประทานสมัยใหม่ และการสร้างระบบชลประทานแฝดดิจิทัลจะนำมาซึ่งตลาดส่วนเพิ่มที่แน่นอน แต่ต้องจับตาความเสี่ยงด้านการบริหารลูกหนี้การค้าจากการแข่งขันที่เป็นเนื้อเดียวกันรุนแรงขึ้นและรอบการเก็บเงินโครงการยาวนานขึ้น รวมถึงผลกระทบจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบต่ออัตรากำไรขั้นต้น
Resilient Crop Inputs (bred seed, nutrients, protection)▲
ซิตี้ปรับเพิ่มเป้าหมายราคาข้าวโพด ถั่วเหลือง และข้าวสาลี รับความเสี่ยงเอลนีโญ
ซิตี้ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาข้าวโพด ถั่วเหลือง และข้าวสาลี โดยระบุว่าปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นความเสี่ยงสูงสุดที่ธนาคารมั่นใจต่อตลาดสินค้าเกษตรในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 ธนาคารปรับเป้าหมายราคาข้าวโพดระยะสามเดือนขึ้นเป็น 5.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบุชเชล และเป้าหมายระยะ 12 เดือนเป็น 5.90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบุชเชล ขณะที่เป้าหมายถั่วเหลืองปรับขึ้นเป็น 12.75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบุชเชลสำหรับระยะสามเดือน และ 13.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อบุชเชลสำหรับระยะ 12 เดือน ส่วนเป้าหมายข้าวสาลีปรับขึ้นเป็น 7.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อบุชเชล และ 7.75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบุชเชลตามลำดับ การปรับเพิ่มดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการอัปเดตขององค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ หรือโนอา ในเดือนสิงหาคม 2026 ซึ่งประเมินความน่าจะเป็นมากกว่าร้อยละ 90 ที่จะเกิดเอลนีโญกำลังแรงมาก และมีโอกาสร้อยละ 69 ที่สภาพอากาศระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคมจะรุนแรงกว่าทุกครั้งที่บันทึกไว้ตั้งแต่ปี 1950 ซิตี้ระบุว่าน้ำมันปาล์ม กาแฟโรบัสตา ข้าว น้ำตาล โกโก้ และข้าวสาลีออสเตรเลียเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่เผชิญความเสี่ยงมากที่สุด โดยความเสี่ยงสูงสุดกระจุกตัวในออสเตรเลีย อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบางส่วนของบราซิล ธนาคารยังระบุด้วยว่าผลผลิตน้ำมันปาล์มที่ลดลงในอินโดนีเซียและมาเลเซียอาจกระตุ้นความต้องการน้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันด้านราคาถั่วเหลืองให้สูงขึ้นอีก
Precision Irrigation & Water-Efficient Systems▲
ตลาดอุปกรณ์รดน้ำทั่วโลกจะแตะ 2.42 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2035
ตลาดอุปกรณ์รดน้ำทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตจาก 1.28 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 เป็น 2.42 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2035 คิดเป็นอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้นที่ร้อยละ 6.5 ตามรายงานฉบับใหม่จากรีเสิร์ชแอนด์มาร์เก็ตส์ดอตคอม กลุ่มสปริงเกลอร์มีมูลค่า 4.52 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 นับเป็นหมวดสินค้าที่ใหญ่ที่สุด ขณะที่กลุ่มเกษตรกรรมมีส่วนแบ่งร้อยละ 44.9 อเมริกาเหนือสร้างรายได้ 2.77 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 คิดเป็นส่วนแบ่งร้อยละ 21.5 และคาดว่าจะเติบโตที่อัตราร้อยละ 5 ต่อปีแบบทบต้นจนถึงปี 2035 บริษัทหลักได้แก่ เนตาฟิม ออร์เบีย เรนเบิร์ดคอร์ปอเรชัน ฮันเตอร์อินดัสทรีส์ ฮุสควาน่ากรุ๊ป การ์ดีนา เดอะโทโรคอมพานี เจนอิริเกชันซิสเต็มส์ และโฮเซล็อก เอ็กเซลอินดัสทรีส์
Precision Irrigation & Water-Efficient Systems
3
ใช้ข้อมูลดาวเทียมส่งเสริมการขายกะหล่ำปลี JA สึมาโกอิและพันธมิตรเริ่มทดลอง
สหกรณ์การเกษตรสึมาโกอิ องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น และเดนท์สึ เริ่มโครงการทดลองเมื่อวันที่ 24 เพื่อใช้ข้อมูลจากดาวเทียมคาดการณ์ปริมาณผลผลิตและราคากะหล่ำปลีซึ่งเป็นสินค้าพิเศษของหมู่บ้านสึมาโกอิ แล้วเชื่อมโยงไปสู่การส่งเสริมการขายหน้าร้านและการโฆษณา หากประเมินว่าเป็นช่วงขายดีที่ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น ก็จะสร้างอุปสงค์ด้วยการจัดพื้นที่ขาย เป็นต้น และหากขาดแคลนก็จะลดการโฆษณา เพื่อรักษาเสถียรภาพของอุปสงค์ อุปทาน ราคา และลดขยะอาหาร เดิมผู้ผลิตต้องเดินตรวจแปลงเพื่อดูการเจริญเติบโต แต่จะใช้ข้อมูลวงกว้างจากดาวเทียม เช่น สีและขนาด มาคาดการณ์ปริมาณการจัดส่งล่วงหน้า 8 สัปดาห์ อาจิโนโมโตะก็ร่วมมือด้วย โดยตั้งแต่วันเดียวกันได้วางผลิตภัณฑ์คุกโดไว้ข้างกะหล่ำปลีจากสึมาโกอิที่ร้านโทคิวสโตร์สาขาซังเก็นจายะ และจะเสนอเมนูที่ใช้กะหล่ำปลีตามการคาดการณ์อุปทานในอนาคต พร้อมขยายการส่งเสริมการขายลักษณะเดียวกันไปยังร้านค้าประมาณ 50 แห่งตามลำดับ
Resilient Crop Inputs (bred seed, nutrients, protection)▲
กองทุนโลกเริ่มบังคับใช้ TNFD ก้าวข้าม Carbon Tunnel Vision
นักลงทุนสถาบันทั่วโลกเริ่มบังคับใช้กรอบ TNFD เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ แทนการมองเพียงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบ Carbon Tunnel Vision โดยบริษัทข้ามชาติและห้างค้าปลีกในยุโรปและอเมริกาเริ่มตั้งเงื่อนไขรับซื้อสินค้าที่ไม่ทำลายระบบนิเวศ หากพบว่าซัพพลายเออร์ปล่อยน้ำเสียหรือถางป่า อาจถูกระงับวงเงินกู้หรือปฏิเสธการรับซื้อทันที ตัวอย่างบริษัทส่งออกอาหารแปรรูปไทยที่เกือบเสียลูกค้าสแกนดิเนเวียเพราะสวนผลไม้ใช้สารเคมีทำลายหน้าดิน แต่เมื่อนำ IoT Soil Sensors และโดรน AI มาใช้ฉีดพ่นชีวภัณฑ์แทนสารเคมี หน้าดินฟื้นตัวภายในหนึ่งฤดูกาล จนลูกค้ายอมจ่ายราคาสูงกว่าตลาดเพื่อวางสินค้าในกลุ่ม Nature Positive ซึ่งกำลังนิยมในผู้บริโภค Gen Z ยุโรป
Climate-Resilient Agriculture & Food▼
ผลวิจัยชี้กรุงเทพฯ เสี่ยงอากาศแห้งจัดจากซูเปอร์เอลนีโญ
ผลวิจัยล่าสุดเตือนว่าปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่กำลังก่อตัวช่วงปลายปีนี้จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อ 12 เมืองใหญ่ในเอเชีย โดยกรุงเทพฯ และอีก 5 เมืองเสี่ยงเผชิญภัยแล้งยาวนานหลายเดือน ขณะที่เซี่ยงไฮ้ หางโจว และโคลอมโบอาจเจอน้ำท่วมหนัก รายงานโดย WaterAid จัดทำโดยทีมอาจารย์จากมหาวิทยาลัยบริสตอลและมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ศึกษาข้อมูลปริมาณฝนย้อนหลัง 44 ปี พบว่ายิ่งเอลนีโญรุนแรง ปริมาณฝนยิ่งเบี่ยงเบนจากค่าปกติมากขึ้น อุณหภูมิผิวน้ำทะเลอาจสูงขึ้นถึง 3.6 องศาเซลเซียสเหนือระดับปกติ เทียบกับสถิติเดิม 2.75 องศาเซลเซียสในปี 2558-2559 นักวิจัยเตือนว่ากำลังเข้าสู่ดินแดนที่ไม่เคยมีใครสำรวจมาก่อน และวิกฤตอาหารโลกอาจย่ำแย่ลงจากผลกระทบครั้งนี้
Climate-Resilient Agriculture & Food▼
ความน่าจะเป็นของเอลนีโญรุนแรงพิเศษพุ่งแตะ 95% อาจกระทบอุปทานพืชเขตร้อน
เสินว่านหงหยวนรีเสิร์ชระบุว่า ช่วงนี้ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์เอลนีโญรุนแรงพิเศษพุ่งขึ้นแตะ 95% สภาพอากาศสุดขั้วอาจกระทบอุปทานสินค้าเกษตรโลกอย่างมีนัยสำคัญ เอลนีโญกำลังแรงจะทำให้ยางธรรมชาติและน้ำมันปาล์มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นแหล่งผลิตหลักเผชิญภัยแล้งและผลผลิตลดลง ขณะเดียวกันผลผลิตอ้อยของอินเดียและไทยก็ถูกกดดัน หนุนคาดการณ์ราคาน้ำตาลขาขึ้น พื้นที่ปลูกบลูเบอร์รีหลักในเปรูและชิลีก็เผชิญความเสี่ยงผลผลิตลดลงเช่นกัน ผลักดันราคาไตรมาสสี่ให้ปรับสูงขึ้น ประสบการณ์ในอดีตชี้ว่า เหตุการณ์สภาพอากาศเช่นนี้มักสร้างส่วนต่างราคาจากสภาพอากาศเพื่อปรับโฉมอุปสงค์และอุปทานของพืชเศรษฐกิจเขตร้อนบางชนิด แล้วจึงยกระดับคาดการณ์เงินเฟ้อ ณ เวลา 10.41 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2026 ดัชนีอุตสาหกรรมธัญพืชกั๋วเจิ้งที่กองทุนอีทีเอฟหัวเซี่ยติดตามปรับตัวลง 2.47% แต่กองทุนอีทีเอฟนี้มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิต่อเนื่องในช่วง 4 วันที่ผ่านมา
Resilient Crop Inputs (bred seed, nutrients, protection)
▲3
คำเตือนปุ๋ยของเจพีมอร์แกนถูกตีความผิดเป็นราคาของชำพุ่ง 12.3%
บทวิเคราะห์ปุ๋ยของเจพีมอร์แกนที่ถูกแชร์ซ้ำในสัปดาห์นี้ถูกจับคู่กับตัวเลข 12.3% ซึ่งไม่ใช่การคาดการณ์ แต่เป็นขอบบนของช่วงคาดการณ์ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ของกระทรวงเกษตรสหรัฐสำหรับราคาของชำในปี 2027 ค่ากลางที่แท้จริงของกระทรวงเกษตรสหรัฐคือ 2.9% โดยมีขอบล่างติดลบ 5.6% และหน่วยงานระบุว่าการหารือควรเน้นที่ค่ากลาง นักเศรษฐศาสตร์โลกอาวุโสของเจพีมอร์แกน นอรา เซนติวานยี กล่าวว่าราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นอาจทำให้เงินเฟ้ออาหารโลกเร่งตัวชั่วคราวเป็น 4 ถึง 5% ขณะที่รายงานวิจัยของธนาคารเมื่อวันที่ 7 เมษายนระบุว่าราคาอ้างอิงไนโตรเจนพุ่งขึ้น 25% ถึง 50% หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ราคายูเรียขายปลีกลดลงแล้วประมาณ 21% จากจุดสูงสุดในเดือนพฤษภาคม มาอยู่ที่ 678 ดอลลาร์ต่อตันในช่วงต้นเดือนสิงหาคม และเรื่องเงินเฟ้อราคาของชำในปัจจุบันกระจุกตัวอยู่ที่เนื้อวัว โดยกระทรวงเกษตรสหรัฐคาดการณ์ว่าราคาจะเพิ่มขึ้น 10.7% ในปี 2026 ขณะที่ราคาไข่คาดว่าจะลดลง 30.7% ในปีนี้
Resilient Crop Inputs (bred seed, nutrients, protection)▼
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ธุรกิจไทยเสี่ยงโตต่ำกว่า 2%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ามีโอกาสเติบโตได้ต่ำกว่า 2% โดยในปี 69 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2% ท่ามกลางแรงกดดันจากกฎระเบียบสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ภัยธรรมชาติ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ น.ส.เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ ระบุว่าภาคธุรกิจไทยเผชิญความเสี่ยงหลัก 3 ด้าน ได้แก่ มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปที่กระทบเหล็กและอะลูมิเนียม ภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลันจากซูเปอร์เอลนีโญที่กดดันผลผลิตเกษตร และความขัดแย้งในตะวันออกกลางกับสงครามการค้าที่ทำให้ค่าขนส่งและพลังงานแพงขึ้น โดยภาคการผลิตและเกษตรแปรรูปน่าเป็นห่วงที่สุด ขณะที่ธุรกิจพลังงานสะอาด สุขภาพ เทคโนโลยี และ FDI มีโอกาสเติบโต ภาครัฐควรติดตามเตือนภัย ลดต้นทุนแฝง และออกแบบนโยบายตรงจุดเพื่อช่วยผู้ประกอบการปรับตัว
Resilient Crop Inputs (bred seed, nutrients, protection)
▲2
เจพีมอร์แกนเตือนวิกฤตอาหารโลกอาจปะทุปีหน้า หุ้นกลุ่มเกษตรในตลาดหุ้นจีนพุ่งยกแผง
เจพีมอร์แกนออกรายงานเตือนว่า วิกฤตอาหารโลกรอบใหม่อาจกำลังก่อตัวขึ้น และอาจปะทุในปีหน้า ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเกษตรในตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้นอย่างคึกคักทั่วทั้งกลุ่มเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม โดยหุ้นจินเจี้ยนหมี่เย่พุ่งชนเพดานราคา ส่วนชิวเล่อจงเย่ เสินหนงจงเย่ คังหนงจงเย่ ตุนหวงจงเย่ และเซินเหลียงคงกู่ปรับตัวขึ้นตาม รายงานคาดว่าอัตราเงินเฟ้อราคาอาหารโลกจะเพิ่มจากร้อยละ 2.8 ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เป็นร้อยละ 5 ในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า และมองว่าสงครามในตะวันออกกลางทำให้การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซติดขัด ประกอบกับปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังแรงที่อาจทำให้ผลผลิตพืชลดลง ปัจจัยหลายอย่างซ้ำเติมกันจะกระทบการผลิตภาคเกษตร และทำให้ราคาอาหารทรงตัวในระดับสูงในช่วงครึ่งแรกของปี 2027 นักเศรษฐศาสตร์ผู้ดูแลงานวิจัย โนรา เซนติวานี ระบุว่า เนื่องจากการขนส่งปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เช่น ปุ๋ย ได้รับผลกระทบ ราคาพืชผลโลกจึงยังไม่ถึงจุดสูงสุด และแรงกระแทกต่ออุปทานพลังงานโลกในปีนี้อาจทำให้ผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญรุนแรงต่อราคาอาหารทวีคูณขึ้น รายงานยังชี้ว่า ภาคเกษตรในบางพื้นที่ของเอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกาอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศมากกว่า และอาหารมีสัดส่วนสูงกว่าในการบริโภคของครัวเรือน เศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากแรงกระแทกครั้งนี้ เมื่อปีที่แล้วทั่วโลกมีประชากรราว 645 ล้านคนเผชิญความหิวโหย และราว 2.1 พันล้านคนเผชิญความไม่มั่นคงทางอาหารระดับปานกลางหรือรุนแรง คิดเป็นร้อยละ 25.8 ของประชากรโลก
Climate-Resilient Agriculture & Food▼
สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดชี้ สภาพอากาศสุดขั้วในยุโรปฉุดการเติบโต
นักวิเคราะห์ของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด คริสโตเฟอร์ เกรแฮม และเอมิลี แอชฟอร์ด กล่าวว่า คลื่นความร้อนและภัยแล้งที่ทำสถิติในยุโรปปี 2026 กำลังส่งผลกระทบต่อโรงกลั่น การผลิตไฟฟ้า ทางน้ำภายในประเทศ และภาคการเกษตร ซึ่งฉุดรั้งการเติบโต
Climate-Resilient Agriculture & Food
▲4
ข้าวสาลีพุ่งขึ้น หลังการโจมตีในทะเลดำกระทบท่าเรือ
สัญญาฟิวเจอร์สข้าวสาลีพุ่งขึ้นอย่างแรงในวันพุธ หลังจากโดรนของยูเครนโจมตีจนต้องหยุดการดำเนินงานที่ท่าเรือโนโวรอสซีสก์ของรัสเซีย และรัสเซียตอบโต้ด้วยการโจมตีเรือลำหนึ่งในท่าเรือโอเดสซาของยูเครน สัญญาข้าวสาลีชนิดอ่อนที่ตลาดชิคาโกปิดบวก 13 3/4 ถึง 22 1/2 เซนต์ สัญญาข้าวสาลีชนิดแข็งแดงฤดูหนาวที่ตลาดแคนซัสซิตี้บวก 14 1/2 ถึง 21 3/4 เซนต์ และข้าวสาลีฤดูใบไม้ผลิที่ตลาดมินนีแอโพลิสบวก 13 ถึง 15 1/4 เซนต์ ข้อมูลการผลิตพืชของสำนักงานสถิติการเกษตรแห่งชาติระบุผลผลิตข้าวสาลีปี 2569 อยู่ที่ 1,531 ล้านบุชเชล ลดลง 5 ล้านบุชเชลจากเดือนกรกฎาคม ขณะที่สต็อกปลายปี 2569/70 ตามรายงานของวาสเด ลดลง 5 ล้านบุชเชล เหลือ 717 ล้านบุชเชล สต็อกปลายปีของโลกปรับเพิ่มขึ้น 0.41 ล้านเมตริกตัน เป็น 273.25 ล้านเมตริกตัน โดยการเพิ่มขึ้นของแคนาดาและยูเครนชดเชยการลดลงของสหภาพยุโรป
Precision Irrigation & Water-Efficient Systems▲
อังกฤษประกาศพื้นที่ 71.3% เข้าสู่ภาวะภัยแล้ง หลังฝนตกต่ำสุดในรอบ 190 ปี
กลุ่มภัยแล้งแห่งชาติของอังกฤษประกาศให้พื้นที่เพิ่มเติมเข้าสู่ภาวะภัยแล้งเมื่อวันจันทร์ ส่งผลให้ขณะนี้พื้นที่ 71.3% ของอังกฤษกำลังเผชิญภัยแล้งฉับพลัน หลังปริมาณฝนในเดือนกรกฎาคมต่ำที่สุดในรอบ 190 ปี และฝนในเดือนสิงหาคมจนถึงขณะนี้มีเพียง 5% ของระดับที่คาดการณ์ไว้ ประชากรราว 45 ล้านคนอาศัยอยู่ในพื้นที่ประสบภัยแล้ง และมากกว่า 27 ล้านคนอยู่ภายใต้มาตรการจำกัดการใช้น้ำ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงน้ำระบุว่ารัฐบาลตระหนักถึงความยากลำบาก โดยเฉพาะผลกระทบต่อเกษตรกรจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งบ่อยครั้งขึ้น
Climate-Resilient Agriculture & Food
▼2
อุณหภูมิผิวน้ำทะเลโลกเดือนกรกฎาคมพุ่งทำสถิติใหม่จากเอลนีโญ
สถาบันโคเปอร์นิคัสแห่งสหภาพยุโรปเปิดเผยว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 20.96 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติเดิมของเดือนกรกฎาคม 2566 ซึ่งอยู่ที่ 20.89 องศาเซลเซียส โดยมีสาเหตุหลักมาจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังก่อตัวและทำให้น้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนร้อนขึ้นอย่างผิดปกติ ขณะเดียวกันอุณหภูมิอากาศเหนือพื้นดินเฉลี่ยทั่วโลกในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 16.90 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยยุคก่อนอุตสาหกรรม 1.47 องศาเซลเซียส และเป็นเดือนกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์เท่ากับปี 2567 ภูมิภาคยุโรปตะวันตกเผชิญช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ย 21.62 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2534 ถึง 2563 ถึง 2.79 องศาเซลเซียส ประกอบกับภัยแล้งที่ยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส สเปน เยอรมนี และสหราชอาณาจักร ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลักลดลงอย่างหนักและเกิดไฟป่ารุนแรงผิดปกติ ซาแมนธา เบอร์เจส ผู้นำฝ่ายยุทธศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศของศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางแห่งยุโรประบุว่าเดือนกรกฎาคม 2569 เป็นเดือนที่สามติดต่อกันที่ยุโรปตะวันตกเผชิญอากาศร้อนจัดผิดปกติจากระบบความกดอากาศสูงและสภาวะดินแห้งแล้ง ด้านโลรองซ์ รูอิล ผู้อำนวยการหน่วยบริการติดตามบรรยากาศโคเปอร์นิคัสเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งบ่อยครั้งขึ้น ซึ่งเอื้อให้เกิดไฟป่าขนาดใหญ่และขยายฤดูกาลไฟป่าขึ้นไปทางตอนเหนือมากขึ้น
Climate-Resilient Agriculture & Food▼
คลื่นความร้อนในเกาหลีใต้ดันราคาผักโขมพุ่ง 152% เนื้อสัตว์และปลาตายจำนวนมาก
องค์การการค้าเกษตรและประมงเกาหลีเปิดเผยว่าราคาสินค้าเกษตรในเกาหลีใต้ปรับตัวสูงขึ้นหลังประเทศเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงต่อเนื่อง โดยราคาผักโขมในตลาดค้าปลีกพุ่งขึ้น 152.3% เมื่อเทียบรายเดือน แตงกวา 10 ลูกปรับขึ้น 54.8% และผักกาดหอมเพิ่มขึ้น 41.7% ในช่วงเวลาเดียวกัน กระทรวงเกษตรเกาหลีใต้ระบุว่าสภาพอากาศที่ร้อนจัดและยาวนานกดดันผลผลิตโดยเฉพาะผักใบเขียวซึ่งเติบโตได้ดีในสภาพอากาศเย็น นอกจากนี้ยังมีปศุสัตว์ล้มตายจากสภาพอากาศร้อนแล้ว 901,602 ตัว ณ วันที่ 7 สิงหาคม โดยราว 95% เป็นสัตว์ปีกทั้งไก่และเป็ด ขณะที่ฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำพบปลาตายแล้ว 864,497 ตัว หลังอุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น สหกรณ์การประมงแห่งเกาหลีระบุว่าราคาประมูลปลาลิ้นหมาเฉลี่ยอยู่ที่ 22,300 วอนต่อกิโลกรัมในช่วงวันที่ 27 กรกฎาคมถึง 1 สิงหาคม เพิ่มขึ้น 2.29% เมื่อเทียบรายสัปดาห์และเพิ่มขึ้น 13.2% เมื่อเทียบรายปี ผู้ประกอบการประเมินว่าราคาสัตว์น้ำมีโอกาสขยับขึ้นอีกในเดือนหน้าเนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลมักลดลงช้ากว่าอุณหภูมิบนบก โดยคาดว่าผลกระทบจากน้ำทะเลอุ่นจะชัดเจนขึ้นในเดือนกันยายนโดยเฉพาะปลาลิ้นหมาและปลาเก๋าที่มีแนวโน้มราคาสูงต่อเนื่อง ความร้อนที่ส่งผลกระทบผลผลิตอาหารยังเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้เร่งออกมาตรการดูแลราคาสินค้าทั้งเพิ่มการนำเข้าไก่เนื้อและขยายโครงการลดราคาสินค้าประมงตามร้านค้าปลีก
Resilient Crop Inputs (bred seed, nutrients, protection)
▲3
ดัชนีราคาอาหารโลกของเอฟเอโอเดือนกรกฎาคมพุ่งสูงสุดในรอบสามปีครึ่ง
ดัชนีราคาอาหารโลกที่เผยแพร่โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ ในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 131.1 จุด เพิ่มขึ้นจาก 130.3 จุดในเดือนก่อนหน้า และทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2023 นอกจากสภาพอากาศเลวร้ายแล้ว ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในภูมิภาคอ่าวและทะเลดำยังผลักดันราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น ราคาธัญพืชเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 จากเดือนก่อนหน้า โดยราคาข้าวสาลีเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.8 ราคาน้ำมันพืชเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022 และราคาน้ำตาลเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.6 ขณะที่ราคาเนื้อสัตว์ลดลงร้อยละ 2.8 จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนมิถุนายน และราคาผลิตภัณฑ์นมลดลงร้อยละ 0.7
Climate-Resilient Agriculture & Food
▼2
สหรัฐฯ ระงับการทำงานเจ้าหน้าที่ในรัฐมิโชอากัน เสี่ยงกระทบนำเข้าอะโวคาโด
รัฐบาลสหรัฐฯ สั่งระงับการทำงานของเจ้าหน้าที่ในรัฐมิโชอากันของเม็กซิโกเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เนื่องจากภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการนำเข้าอะโวคาโดจากรัฐซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่ที่สุดของเม็กซิโก โดยสมาคมผู้ผลิตและผู้ส่งออกอะโวคาโดแห่งเม็กซิโกเปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวกระทบต่อเจ้าหน้าที่กำกับดูแลของสหรัฐฯ ที่มีหน้าที่อนุมัติการส่งออก และขณะนี้เฉพาะอะโวคาโดที่ส่งมอบก่อนวันอังคารเท่านั้นที่สามารถแปรรูปต่อได้ ผู้ว่าการรัฐมิโชอากันชี้แจงว่าเป็นการระงับชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ และกำลังประสานงานกับรัฐบาลสหรัฐฯ โดยในปี 2567 เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนานกว่าหนึ่งสัปดาห์ก่อนบรรลุข้อตกลงฟื้นฟูการค้า สหรัฐฯ นำเข้าอะโวคาโดจากเม็กซิโกมากถึง 1.1 ล้านตันในปี 2568 คิดเป็นสัดส่วนกว่า 80% ของปริมาณนำเข้าทั้งหมด มูลค่ากว่า 3.2 พันล้านดอลลาร์
Precision Irrigation & Water-Efficient Systems▲
ซาอุดี อารามโค หนุน มิตติ แล็บส์ ในรอบระดมทุน 9.5 ล้านดอลลาร์ เพื่อลดการใช้น้ำในการทำนาข้าว
มิตติ แล็บส์ สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีสภาพภูมิอากาศ ระดมทุนได้ 9.5 ล้านดอลลาร์ในรอบซีรีส์ เอ นำโดย อารามโค เวนเจอร์ส ซึ่งเป็นหน่วยงานร่วมลงทุนของ ซาอุดี อารามโค เพื่อขยายแพลตฟอร์มที่ช่วยชาวนาข้าวลดการใช้น้ำและการปล่อยก๊าซมีเทนทั่วเอเชีย รอบนี้ยังมีนักลงทุนอย่าง ไลท์สปีด อินเดีย, โกเดรจ อินดัสทรีส์ กรุ๊ป, ซิสโก้, ฟรานซิส แฟมิลี ฟันด์ และ โวลตา เซอร์เคิล เข้าร่วม ทำให้ยอดระดมทุนรวมอยู่ที่ 12.5 ล้านดอลลาร์ หลังจากรอบระดมทุนเริ่มต้น 3 ล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม 2024 แพลตฟอร์ม จีโอเอไอ ของบริษัทใช้ภาพเรดาร์จากดาวเทียมและข้อมูลภาคสนามเพื่อสร้างแบบจำลองดิจิทัลของนาข้าว ทำให้สามารถติดตามสภาพพืชผลและการปล่อยก๊าซในฟาร์มขนาดเล็กที่มีพื้นที่เฉลี่ยหนึ่งเฮกตาร์ มิตติ แล็บส์ ระบุว่าวิธีการชลประทานแบบสลับของบริษัทช่วยลดการใช้น้ำได้ประมาณ 40% และลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้มากกว่า 50% โดยไม่กระทบผลผลิต พร้อมทั้งสร้างคาร์บอนเครดิต สตาร์ทอัพรายนี้เติบโตจากการทำงานกับเกษตรกรประมาณ 8,000 รายในปี 2024 เป็นมากกว่า 100,000 รายในฤดูกาลนี้ในหลายรัฐของอินเดีย และมีแผนเปิดตัวในฟิลิปปินส์ช่วงปลายปีนี้ ก่อนขยายสู่อินโดนีเซียและตลาดอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2027