Semiconductors▲
หุ้นไทยรับอานิสงส์ AI ทุนต่างชาติครึ่งปีแรก 2569 พุ่ง 80%
กระแสการลงทุน AI ทั่วโลกกำลังผลักดันให้ทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ไทยในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน ทั้ง Data Center ระบบไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน PCB และ Storage โดยข้อมูลจากกสิกรไทยระบุว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ไทยมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากปีก่อน ขณะที่ทุนจากต่างชาติเพิ่มขึ้นถึง 80% มาอยู่ที่ 1.36 ล้านล้านบาท โดยมีอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์เป็นกลุ่มสำคัญ หุ้นที่ถูกมองว่าได้ประโยชน์โดยตรง ได้แก่ DELTA ซึ่งทำระบบจ่ายไฟและระบบระบายความร้อนสำหรับ Data Center และกำลังเพิ่มกำลังการผลิตระบบ Liquid Cooling ในเชิงพาณิชย์ ขณะที่ HANA ถูกมองเป็น AI-proxy ตัวใหม่ของตลาดหุ้นไทย โดยผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI จะเริ่มเข้าสู่สายการผลิตในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ส่วน KCE คาดได้ประโยชน์จากวัฏจักรขาขึ้นของเซมิคอนดักเตอร์และภาวะอุปทาน PCB ที่ตึงตัว ซึ่งมีโอกาสหนุนราคาขายและกำไรในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ขณะที่ SMT ได้อานิสงส์จากการเปลี่ยนผ่านสู่ Optical Connectivity และ CCET ได้ประโยชน์จากความต้องการ Storage ทั้ง HDD และ SSD ที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณข้อมูลมหาศาลจากการประมวลผลของ AI ด้าน INSET มีโปรเจ็กหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมาก ขณะที่ WHA และ AMATA ได้ประโยชน์เพราะธุรกิจ Data Center ใช้ไฟฟ้าและน้ำสูงกว่าโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไปถึงประมาณ 12–16 เท่า ทำให้รายได้ของนิคมฯ ไม่ได้จบแค่วันที่ขายที่ดินแต่ยังมีรายได้จากสาธารณูปโภคในระยะยาว และหากกระแสทุนต่างชาติและการลงทุน Data Center ยังเร่งตัวขึ้นในปี 2570 ตลาดหุ้นไทยอาจเห็นภาพของ AI Ecosystem ชัดขึ้นเรื่อยๆ
Artificial Intelligence
▲3
KKP ชี้ AI เข้าสู่วัฏจักรใหม่ เปิดทางไทยรับ FDI ระลอกใหม่ ชู 10 หุ้นเด่น
บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ประเมินว่าการลงทุนด้าน AI ของโลกกำลังก้าวข้ามจากชิปไปสู่โครงสร้างพื้นฐานโดยรอบ ซึ่งจะสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะโอกาสดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI ระลอกใหม่เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ บทวิเคราะห์ระบุว่าเมื่อระบบ AI มีขนาดใหญ่ขึ้น กำลังไฟฟ้าต่อแร็กในศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้นจากหลายสิบกิโลวัตต์สู่ประมาณ 600kW และอาจแตะ 1MW ในอนาคต ทำให้ข้อจำกัดหลักย้ายไปสู่ระบบจ่ายไฟ ระบบระบายความร้อน และการรับส่งข้อมูล โดย KKP มองเห็นเทคโนโลยีสำคัญ 2 ประการที่จะขับเคลื่อนระยะถัดไป คือเทคโนโลยี 800VDC และการเปลี่ยนสู่ระบบเชื่อมต่อด้วยแสงหรือ Optical Connectivity KKP คาดว่า FDI ระลอกใหม่จะไหลเข้าสู่กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรพิมพ์หรือ PCB และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดยประเมินว่าผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ของไทยอย่าง WHA และ AMATA จะมียอดขายที่ดินเพิ่มขึ้นประมาณ 2,500 ไร่ต่อปี และ 2,000 ไร่ต่อปี ตามลำดับ สำหรับหุ้นเด่นที่ได้ประโยชน์ KKP ระบุว่า บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA พร้อมรองรับความต้องการระบบจ่ายไฟสำหรับศูนย์ข้อมูลและระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว ขณะที่ บมจ. ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส หรือ HANA ได้อานิสงส์จากความต้องการ Analog IC และ Power Semiconductor ส่วน บมจ. เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ หรือ KCE พร้อมรองรับความต้องการ PCB ระดับ High-end และ บมจ. สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) หรือ SMT ได้ประโยชน์โดยตรงจากการเปลี่ยนสู่เทคโนโลยีการเชื่อมต่อด้วยแสง ขณะที่ บมจ. แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ CCET มีศักยภาพรองรับความต้องการอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลทั้ง HDD และ SSD นอกจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์แล้ว KKP ระบุว่าการขยายตัวของ AI ยังส่งผลดีต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยภาวะขาดแคลนหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ทั่วโลกส่งผลบวกต่อ บมจ. ถิรไทย หรือ TRT และความต้องการน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าและของเหลวสำหรับระบบ Liquid Cooling เปิดโอกาสให้ บมจ. พี.เอส.พีสเปเชียลตี้ส์ หรือ PSP รวมถึงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของ บมจ. มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) หรือ MGC ในการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ นาย ศุภพงศ์ เอี่ยมคงเอก นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าการลงทุนใน AI ทั่วโลกจะไม่หยุดอยู่แค่ซอฟต์แวร์หรือชิป แต่กำลังลามมาสู่สิ่งที่ประเทศไทยมีต้นทุนที่ดีอย่างโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมปลายน้ำ ซึ่งเป็นหน้าต่างของโอกาสที่ยังเปิดกว้างสำหรับเศรษฐกิจไทย
CCET.BK▲
CCET เผยยอดขาย ส.ค.69 โต 31.1% จากปีก่อน แต่ลดลง 15.47% จากเดือนก่อน
บมจ.แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ CCET เปิดเผยยอดขายประจำเดือนสิงหาคม 2569 มีมูลค่ารวม 361,988 พันเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 12,096,765,000 บาท เพิ่มขึ้น 31.1% เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม 2568 ที่มียอดขาย 276,109 พันเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9,029,383,000 บาท อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2569 ที่มียอดขาย 428,218 พันเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 14,246,927,000 บาท ยอดขายเดือนสิงหาคมชะลอตัวลง 15.47% เมื่อเทียบเดือนต่อเดือน
CCET.BK▼
โบรกชี้ส่งออกไทยโตแรง กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และน้ำมันได้อานิสงส์
ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัส ระบุว่าข้อมูลการค้าเดือน ก.ค.69 มูลค่าการส่งออกของไทยพุ่งสูงถึง 34,789.1 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 21.6% เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่ตลาดคาดที่ 17.8% ทำให้ภาพรวม 7 เดือนแรกของปีโตแล้ว 18.2% และสร้างความมั่นใจว่าการส่งออกทั้งปีจะเติบโตในระดับเลข 2 หลัก แม้จะขาดดุลการค้าในเดือนนี้แต่ก็ลดลงจากเดือนก่อน โดยกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์ ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (KCE, HANA) โต 67% รับกระแส AI และความต้องการชิ้นส่วนทั่วโลก กลุ่มน้ำมันสำเร็จรูป (PTTEP, TOP, SPRC) ขยายตัว 120% กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร ยางพารา (STA, NER) โต 33% อาหารสัตว์เลี้ยง (ITC, AAI) โต 17% และไก่แปรรูปยังขยายตัวดี อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงจากนโยบายเก็บภาษีอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เพิ่มเติมของสหรัฐฯ อาจกระทบต่อหุ้นไทยอย่าง HANA, CCET, KCE และ DELTA ในแง่ของความรู้สึกเชิงลบมากกว่าผลกระทบต่อกำไรโดยตรง เนื่องจากไทยอยู่ในสายการผลิตที่อาจได้รับแรงกระแทกทางอ้อมจากการชะลอตัวของอุปสงค์สินค้าโลก
6 หุ้นอิเล็กฯ กำไร Q2 โตแจ่ม รับยอดขายฟื้น-จับตา AI หนุนครึ่งปีหลัง
บริษัทจดทะเบียนกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 6 แห่งรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย HANA และ TEAM เติบโตมากกว่า 100% ขณะที่ KCE, CCET, DELTA และ METCO เพิ่มขึ้น 13-51% การเติบโตได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของคำสั่งซื้อต่างประเทศ ยอดขายอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มขึ้น และการปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์ไปสู่สินค้าอัตรากำไรสูง แนวโน้มการลงทุนด้าน AI และ Data Center ทั่วโลกยังเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการระบบจ่ายไฟ ระบบระบายความร้อน แผงวงจรพิมพ์ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบริษัทในห่วงโซ่อุปทานของผู้ให้บริการ Cloud และผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก HANA รายงานกำไรสุทธิ 326.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 838.35% จาก 34.78 ล้านบาท TEAM มีกำไร 79.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 173.11% จาก 29.29 ล้านบาท KCE มีกำไร 275.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51.49% จาก 182.14 ล้านบาท CCET มีกำไร 711.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.13% จาก 480.20 ล้านบาท DELTA มีกำไร 6,074.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.23% จาก 4,629.06 ล้านบาท และ METCO มีกำไร 234.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.38% จาก 206.90 ล้านบาท นักวิเคราะห์จากบล.กรุงศรี บล.เคจีไอ บล.กสิกรไทย และบล.เมย์แบงก์ ต่างประเมินแนวโน้มครึ่งหลังปี 2569 เป็นบวก โดยเฉพาะ DELTA, HANA และ CCET ที่เริ่มได้รับประโยชน์จากผลิตภัณฑ์และกำลังการผลิตใหม่
CCET.BK▼
บล.บัวหลวงชี้กำไรกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ 2Q26 ลด QoQ แต่แนวโน้ม 2H26 ฟื้น
บล.บัวหลวงระบุว่ากำไรหลักรวมของหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ 4 บริษัทในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 6.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน แต่ลดลง 32% จากไตรมาสก่อน โดยการลดลงส่วนใหญ่มาจาก DELTA หากตัด DELTA ออก กำไรหลักรวมของอีก 3 บริษัทอยู่ที่ 1.19 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 58% ทั้งจากปีก่อนและไตรมาสก่อน โดย CCET มีกำไรหลักเติบโตสูงสุดจากปีก่อนที่ 182% ขณะที่ HANA ฟื้นตัวแรงสุดจากไตรมาสก่อนที่ 169% ด้านอัตรากำไรขั้นต้น KCE เป็นหุ้นเดียวที่ขยายตัวทั้งจากปีก่อนและไตรมาสก่อน ส่วน DELTA แม้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 180 จุดพื้นฐานจากปีก่อน แต่ลดลงแรง 490 จุดพื้นฐานจากไตรมาสก่อน ประเด็นที่ต้องติดตามคือเงินทุนหมุนเวียน หลังทั้ง 4 บริษัทเร่งสะสมสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาสก่อนสำหรับ KCE, 24% สำหรับ HANA, 25% สำหรับ DELTA และ 40% สำหรับ CCET จากปัญหาชิ้นส่วนตึงตัวและราคาวัตถุดิบ Memory และ Copper ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม กระแสเงินสดของ DELTA, KCE และ HANA ฟื้นตัว โดย DELTA มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 1.08 หมื่นล้านบาท KCE 507 ล้านบาท และ HANA 439 ล้านบาท ขณะที่ CCET กลับมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบ 2.9 พันล้านบาท แม้กำไรเติบโตสูงสุดในกลุ่ม สำหรับไตรมาส 3 ปี 2569 แนวโน้มเด่นขึ้น โดย DELTA มองปัญหาของไตรมาส 2 เป็นเพียงการเลื่อนส่งมอบ ไม่ใช่อุปสงค์หาย หลังข้อจำกัดด้านอุปทานเริ่มคลี่คลาย คาดรายได้ไตรมาส 3 เติบโต 10-15% จากไตรมาสก่อน และยังคงเป้าอัตรากำไรขั้นต้นที่ 30% โดยกำไรหลักครึ่งปีหลังคาดราว 2.2-2.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 55% จากปีก่อน และ 45% จากครึ่งปีแรก ขณะที่ KCE ให้แนวโน้มเชิงบวกกว่า โดยคาดปริมาณไตรมาส 3 เพิ่ม 8-9% การขึ้นราคาตั้งแต่ 1 กรกฎาคม ทำให้รายได้ PCB เพิ่มรวม 17-19% และอัตรากำไรขั้นต้นคาดราว 25% ส่งผลให้กำไรหลักรายไตรมาสในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มใกล้ 500 ล้านบาท และมีโอกาสปรับเพิ่มสมมติฐานรายได้ปี 2570 จากเดิมบวก 15% เป็นราวบวก 20% ซึ่งอาจทำให้กำไรหลักปี 2570 สูงกว่า 2.0 พันล้านบาท บล.บัวหลวงคงมุมมองเป็นกลางต่อกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โดยแนวโน้มครึ่งปีหลังดีขึ้นจากการฟื้นตัวของ DELTA และโมเมนตัมของ KCE ที่เร่งขึ้น ปัจจุบัน DELTA คงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 440 บาท HANA แนะนำถือ ราคาเป้าหมาย 46 บาท ส่วน KCE คงคำแนะนำเทรดดิ้งบาย แต่ราคาเป้าหมายอยู่ระหว่างทบทวน
Artificial Intelligence
▲3
CGSI แนะนำซื้อ CCET เป้า 10.20 บาท
CGSI คงคำแนะนำซื้อหุ้นบริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 10.20 บาท จากแนวโน้มกำไรที่คาดว่าจะเติบโตสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังปี 2569 โดยเฉพาะจากปริมาณคำสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ Server และ Storage ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์ไปสู่ AI Server มูลค่าสูงมากขึ้น กำไรปกติไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 752 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน และ 41% จากไตรมาสก่อน สูงกว่า Bloomberg Consensus 23% รายได้จากการขายเพิ่มขึ้นเป็น 3.48 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน และ 17% จากไตรมาสก่อน ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.3% เพิ่มขึ้น 30bps จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 30bps จากปีก่อน CGSI ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติต่อหุ้นขึ้น 2-4% ในปี FY26-28 และคงคำแนะนำซื้อ โดยให้เหตุผลว่าความสามารถในการดำเนินงานของบริษัทเริ่มเห็นได้ชัดเจนขึ้นจากรายได้ที่เติบโตแข็งแกร่ง อัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และ Operating Leverage ที่ดีขึ้น
CCET กำไรปกติ 2Q26 ดีกว่าคาด 27% โบรกเคาะเป้า 10 บาท
บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET รายงานกำไรปกติไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 752 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.7% จากไตรมาสก่อน และ 4.1% จากปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาด 27% และสูงกว่าที่บล.หยวนต้าคาด 20% โดยได้แรงหนุนจากรายได้รวม 3.48 หมื่นล้านบาท ที่เติบโต 17.2% จากไตรมาสก่อน และอัตรากำไรขั้นต้น 5.31% ที่ดีขึ้นจากประสิทธิภาพการผลิตและค่าเงินบาทอ่อนค่า บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.07 บาทต่อหุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 31 สิงหาคม 2026 บล.หยวนต้าคงคำแนะนำ "ซื้อ" และราคาเหมาะสมที่ 10.00 บาทต่อหุ้น อิง PER 30 เท่า โดยมองว่ากำไรครึ่งปีหลังจะเติบโตจากรอบอุตสาหกรรมขาขึ้นและไม่มีค่าใช้จ่ายย้ายโรงงานกดดัน
Artificial Intelligence
▲3
CCET เผยยอดขายเดือนกรกฎาคม 2569 พุ่ง 50.1% จากปีก่อน
บริษัทแคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET รายงานยอดขายเดือนกรกฎาคม 2569 จำนวน 428,218 พันเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 50.1 จากเดือนกรกฎาคม 2568 โดยมีปัจจัยหนุนจากการที่โรงงานแห่งใหม่เริ่มการผลิตเต็มรูปแบบ ความต้องการผลิตภัณฑ์จัดเก็บข้อมูลที่เพิ่มขึ้น และราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น เช่น ชิปหน่วยความจำ เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2569 ยอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.54 จาก 394,526 พันเหรียญสหรัฐ ส่วนยอดขายสะสมเจ็ดเดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 2,419,572 พันเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
CCET.BK▲
CCET คาดกำไร Q2 ฟื้นต่อเนื่อง โบรกเกอร์ปรับเป้าเป็น 10 บาท
บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET คาดการณ์กำไรปกติในไตรมาส 2 ปี 2569 ฟื้นตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สอง โดยบล.หยวนต้าประเมินกำไรปกติที่ 627 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 13% จากปีก่อน รายได้รวมคาดอยู่ที่ 3.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อน และอัตรากำไรขั้นต้นคาดอยู่ที่ 5.20% เพิ่มขึ้น 15 จุดเบสิสจากไตรมาสก่อน จากการเพิ่มสัดส่วนสินค้าใหม่และประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 คาดกำไรเติบโตเด่นจากฐานต่ำและไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษจากการย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีนเหมือนช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ซึ่งมีค่าใช้จ่ายพิเศษราว 294 ล้านบาท บล.หยวนต้าปรับราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2570 เป็น 10.00 บาทต่อหุ้น อิงค่า PER ที่ 30.2 เท่า และปรับคำแนะนำขึ้นเป็น "ซื้อ" โดยมองว่าหุ้นยังอยู่ในช่วงต้นของวัฏจักรฟื้นตัวของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และเหมาะสำหรับการเก็งกำไรตามรอบการฟื้นตัวของผลประกอบการ โดยบริษัทมีกำหนดรายงานผลประกอบการในวันที่ 14 สิงหาคม 2569
Artificial Intelligence▼
บล.ไอร่า แนะนำหลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่ม Electronics ไทยระยะสั้น จาก 3 ปัจจัยกดดัน
บล.ไอร่า แนะนำให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงการเข้าเก็งกำไรหุ้นกลุ่ม Electronics ไทยในระยะสั้น หลังจากราคาหุ้นในกลุ่มปรับตัวลดลงราว 6-8% พร้อมกันในวันที่ 30 กรกฎาคม โดยระบุปัจจัยกดดันสามประการ ประการแรก ต้นทุนวัตถุดิบประเภท Semiconductor DRAM, NAND และทองแดงปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลลบต่อประสิทธิภาพการผลิตและอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทอย่าง DELTA, CCET และ KCE ประการที่สอง เกิดความกังวลต่อการแข่งขันจากจีนที่เพิ่มขึ้น หลังจากจีนเริ่มผลิตเครื่อง immersion DUV lithography ได้เองในเชิงพาณิชย์ โดยคาดว่าจะส่งมอบราว 5 เครื่องในปี 2026 และราว 20 เครื่องในปี 2027 ให้แก่ SMIC, Hua Hong และ CXMT ขณะที่ CXMT มีโครงการขยายกำลังการผลิตมากกว่าสองเท่าเป็นกว่า 600,000 แผ่นเวเฟอร์ต่อเดือน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ผลิต Electronics ไทยอย่าง KCE, HANA, DELTA และ CCET ผ่านการแข่งขันด้านราคาและการแย่งคำสั่งซื้อ ประการที่สาม หุ้น Electronics ไทยได้รับผลกระทบย้อนหลังจาการปรับตัวลงอย่างรุนแรงของหุ้น Semiconductor และ AI ในต่างประเทศระหว่างวันที่ 28-29 กรกฎาคม จากความกังวลด้านมูลค่าหุ้นที่สูง ความเสี่ยงด้านการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการ AI Infrastructure และการแข่งขันจากจีน โดยดัชนี KOSPI ปรับลง 7.60% และ TAIEX ปรับลง 4.65% ในวันที่ 28 กรกฎาคม ก่อนที่แรงขายจะลากต่อในวันที่ 29 กรกฎาคม หลังจากผลประกอบการของ SK Hynix ต่ำกว่าความคาดหวัง ประกอบกับการบังคับขายและลดสถานะลงทุนที่ใช้ Leverage ในตลาดหุ้นเกาหลี ขณะที่ราคาหุ้น Meta ปรับลงจากกระแสเงินสดอิสระที่ลดลงราว 90% พร้อมกับงบลงทุนที่เพิ่มขึ้นเป็น 130,000 ถึง 145,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยปัจจัยดังกล่าวคาดว่าจะกดดัน DELTA มากที่สุด เนื่องจากมีรายได้และความคาดหวังการเติบโตเชื่อมโยงโดยตรงกับระบบจ่ายไฟและระบบระบายความร้อนสำหรับ AI Data Center ตามด้วย CCET และ HANA จากความกังวลต่อความยั่งยืนของคำสั่งซื้อในห่วงโซ่ AI Server และ Semiconductor อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวบริษัทเหล่านี้ยังคงมีแรงผลักดันจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรม Semiconductor และการลงทุนใน AI และ Data Center ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบล.ไอร่ายังคงแนะนำซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวสำหรับ HANA จากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 และในปี 2027
CCET.BK▼impact 4
หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทยร่วงยกแผง DELTA ดิ่ง 7% ตามแรงขายหุ้น AI-เซมิคอนดักเตอร์โลก
ราคาหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไทยปรับตัวลงอย่างหนักในการซื้อขายภาคเช้าวันนี้ โดย DELTA ร่วง 7.02% มาที่ 265 บาท HANA ลดลง 8.05% มาที่ 34.25 บาท CCET ลดลง 8.19% มาที่ 7.85 บาท KCE ลดลง 6.63% มาที่ 38.75 บาท SMT ลดลง 6.61% มาที่ 4.52 บาท และ TEAM ลดลง 4.27% มาที่ 4.48 บาท ส่งผลให้ดัชนีหมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หรือ ETRON ลดลง 7.04% และดัชนีกลุ่มเทคโนโลยีหรือ TECH ปรับตัวลง 4.41% แรงขายดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์โลก หลังจาก SK Hynix รายงานกำไรไตรมาส 2/69 ต่ำกว่าคาดและราคาหุ้นร่วง 9.6% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ลดลง 1.7% และดัชนี SOX ร่วง 5.3% จากความกังวลต่อความยั่งยืนของการลงทุนด้าน AI และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น นอกจากนี้ DELTA ยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากการตอบรับผลประกอบการไตรมาส 2/69 ของบริษัทเอง
CCET.BK▲
ส่งออกไทย มิ.ย. 69 โต 20.8% สูงกว่าคาด หนุนหุ้น ITC-AAI-GFPT-STA-DELTA
ยอดส่งออกไทยเดือนมิถุนายน 2569 ขยายตัวร้อยละ 20.8 จากปีก่อน สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ประมาณร้อยละ 15 โดยมีมูลค่า 3.46 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอดนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 50.3 แตะ 4.11 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ขาดดุลการค้าประมาณ 6.53–6.57 พันล้านดอลลาร์ สินค้าส่งออกที่เติบโตเด่น ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยงซึ่งขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 22 หนุนหุ้น ITC และ AAI ไก่แปรรูปขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.2 หนุน GFPT เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 27 เพิ่มขึ้นร้อยละ 57.4 และโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 เพิ่มขึ้นร้อยละ 186 หนุนหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่าง DELTA HANA และ CCET ส่วนยางพารากลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบ 14 เดือน หนุน STA ด้านความเสี่ยงจากมาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ภายใต้ Section 301 อาจกระทบหุ้นส่งออกบางกลุ่มในช่วงครึ่งหลังของปี
CCET.BK▼impact 4
SET Index หลุด 1,600 จุด รับแรงขาย DELTA และหุ้นใหญ่
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงอย่างร้อนแรง โดยดัชนี SET Index หลุดระดับ 1,600 จุดในวันนี้ 30 กรกฎาคม 2569 โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากหุ้น DELTA ที่ราคาลดลงหนักและฉุดดัชนีไปแล้วกว่า 10 จุด รวมถึงแรงขายในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่าแรงขายหุ้นชิปและ AI hardware ทั่วโลก โดยเฉพาะในเกาหลีใต้ที่ดัชนี KOSPI ร่วงกว่า 12% ระหว่างวันและต้องใช้ Circuit Breaker เป็นวันที่สองติดต่อกัน ส่งผลให้ต้องระวังแรงกดดันต่อกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทยอย่าง DELTA, CCET, HANA และ KCE ฝ่ายวิจัยจึงตัดสินใจตัดขาดทุนหุ้น DELTA ในพอร์ต SET100 Smart Tactical ไปก่อน ขณะที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรงกว่า 7% จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เป็นบวกต่อหุ้นพลังงานต้นน้ำอย่าง PTTEP และ PTT แต่กดดันหุ้นที่อ่อนไหวต่อต้นทุน เช่น ท่องเที่ยว ขนส่ง และค้าปลีก กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้แนะนำหุ้นใหญ่อิงตาม Fund flow ต่างชาติและเก็งกำไรแบบ Sector Rotation
CCET.BK▼
เอเซีย พลัส ชี้มาตรการภาษีใหม่สหรัฐกดดันส่งออกไทยครึ่งปีหลัง
ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัส ระบุว่ามาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐภายใต้ SECTION 301 ซึ่งเป็นหนึ่งในความเสี่ยงต่อการส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลัง จะทำให้การส่งออกชะลอตัวลง เนื่องจากไทยถูกเรียกเก็บภาษี 12.5% สูงกว่าบางประเทศในอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์และมาเลเซีย อาจทำให้ศักยภาพในการแข่งขันลดลง อีกทั้งไทยได้ดุลกับสหรัฐมากขึ้นต่อเนื่อง และยังต้องจับตาภาษีจากการผลิตส่วนเกินที่สหรัฐยังไม่ประกาศ ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยในภาคการส่งออก กลุ่มสินค้าที่โดนภาษี 12.5% ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยง อาหารแปรรูป เครื่องดื่ม ครอบคลุมหุ้น AAI ITC PLUS TU และ COCOCO รวมถึงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ HANA DELTA KCE และ CCET ขณะที่สินค้าไทยกลุ่มหลักที่ได้รับการยกเว้นภาษี 12.5% คือกลุ่มน้ำมัน ก๊าซ ปุ๋ย ที่สหรัฐนำเข้ามาก ส่งผลผ่อนคลายต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและน้ำมัน เช่น PTT PTTEP TOP IRPC และ BCP และสินค้าที่อยู่ภายใต้ SECTION 232 อยู่แล้ว เช่น รถยนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม และทองแดง ซึ่งผ่อนคลายต่อหุ้นกลุ่มเหล็กแปรรูปและท่อเหล็ก เช่น PAP TMT SAM และหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ เช่น AH และ SAT กระทรวงพาณิชย์เผยว่าส่งออกไทยเดือนมิถุนายน 2569 โต 20.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 15.2% และนำเข้าโต 50.3% สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 35.8% ทำให้ขาดดุลการค้า 6,565 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าที่ขยายตัวเด่น ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยงโต 22.3% ขยายตัวต่อเนื่อง 10 เดือน ยางพาราโต 12.5% กลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบ 14 เดือน และไก่แปรรูปโต 6.1% ขยายตัวต่อเนื่อง 7 เดือน
CCET.BK▲
บล.ฟิลลิปชี้หุ้นไทยกระทบภาษีสหรัฐฯ จำกัด แนะจับตากลุ่มอาหารสัตว์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
บล.ฟิลลิปประเมินว่าผลกระทบจากกำแพงภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ต่อหุ้นไทยจะอยู่ในวงจำกัด โดยสินค้าที่ได้รับการยกเว้น ได้แก่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือและอุปกรณ์สื่อสาร หน่วยเก็บข้อมูลของเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ทำให้หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่าง KCE, HANA, DELTA และ CCET ได้รับผลกระทบน้อย ขณะที่กลุ่มอาหารสัตว์อย่าง ITC และ AAI อาจได้รับผลกระทบบ้าง โดยในกรณีเลวร้ายที่สุด กำไรของ ITC อาจลดลง 240 ล้านบาท หรือคิดเป็น 7.1% จากระดับปัจจุบัน แต่ราคาพื้นฐานใหม่ที่ 18.02 บาท ยังมีอัพไซด์ 5.88% จากราคาปัจจุบัน ทั้งนี้ ตัวเลขการค้าไทยเดือนมิถุนายน 2569 ยังขยายตัวดี โดยการส่งออกขยายตัว 8% เมื่อเทียบกับปีก่อน และการนำเข้าขยายตัว 3% เมื่อเทียบกับปีก่อน
CCET.BK▲
ส่งออกไทย มิ.ย. พุ่ง 20.8% โบรกชู 5 กลุ่มหุ้นรับอานิสงส์
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ รายงานการส่งออกไทยเดือนมิถุนายน 2569 มีมูลค่า 34,655.9 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 20.8% จากเดือนเดียวกันปีก่อน ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24 และสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 13.7-15.2% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 41,190.6 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 50.3% ส่งผลให้เดือนมิถุนายนขาดดุลการค้า 6,534.7 ล้านดอลลาร์ สำหรับครึ่งปีแรก การส่งออกมีมูลค่า 196,741.8 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17.6% และการนำเข้ามีมูลค่า 228,485.8 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 38.0% ทำให้ขาดดุลการค้ารวม 31,744 ล้านดอลลาร์ ฝ่ายวิเคราะห์ บล.หยวนต้า ระบุว่าการส่งออกที่สูงกว่าคาดและการขาดดุลเป็นปัจจัยให้ค่าเงินอ่อนค่า พร้อมชู 5 กลุ่มหุ้นรับอานิสงส์ ได้แก่ ยางพาราที่กลับมาโต 12.5% ในรอบ 14 เดือน หนุน STA NER และ TEGH ไก่แปรรูป หนุน GFPT TFG และ CPF อาหารสัตว์เลี้ยงที่โตต่อเนื่อง 22.3% เป็นเดือนที่ 10 หนุน ITC และ AAI อาหารทะเลกระป๋องที่กลับมาขยายตัว 17.5% หนุน TU และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่โตในอัตราเร่ง หนุน SMT CCET KCE และ HANA
Semiconductors▲
หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทยบวกยกแผงรับเงินบาทอ่อนและกระแสลงทุน AI
หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวขึ้นทั้งกลุ่มในช่วงเช้าวันนี้ โดยมีปัจจัยหนุนจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าและกระแสการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ AI ณ เวลา 10:41 น. หุ้น DELTA อยู่ที่ 306.00 บาท บวก 0.66% KCE อยู่ที่ 42.00 บาท บวก 0.60% HANA อยู่ที่ 39.25 บาท บวก 0.64% SMT อยู่ที่ 4.80 บาท บวก 1.69% และ CCET อยู่ที่ 9.10 บาท บวก 0.55% บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า ระบุว่าค่าเงินบาทที่อ่อนค่าต่อเนื่องส่งผลบวกต่อผู้ส่งออก และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มฟื้นตัว โดย HANA ได้แรงหนุนจากผลประกอบการของ Texas Instruments ที่ดีกว่าคาด ส่วน DELTA ได้ประโยชน์จากการที่ Google ปรับเพิ่มงบลงทุนด้าน AI ขณะที่ KCE ถูกปรับราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 48.50 บาท หลังคาดว่ากำไรผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และ SMT ยังเป็นหุ้นที่ได้รับความสนใจจากโอกาสพลิกฟื้นกำไร
CCET.BK▲
บล.เอเชียพลัส คาด SET ภาคบ่ายไซด์เวย์ จับตาภาษีสหรัฐฯ-มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย
บล.เอเชียพลัส คาด SET Index ภาคบ่ายเคลื่อนไหวไซด์เวย์ในกรอบ 1,644 ถึง 1,657 จุด โดยเตือนว่าหากไม่สามารถทะลุแนวต้าน 1,657 จุดได้ จะยังคงอยู่ในช่วงปลายของคลื่น b ซึ่งเสี่ยงต่อการปรับตัวลง พร้อมให้กลยุทธ์สำหรับสัญญา S50U26 ว่าให้รอชอร์ตเพิ่มที่ 1,100 ถึง 1,120 จุด และตัดขาดทุนหากทะลุ 1,126 จุด ด้านปัจจัยต่างประเทศ สหรัฐฯ ขู่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าแคนาดาบางประเภทในอัตราร้อยละ 50 ทำให้ประเด็นภาษีการค้ากลับมากดดันตลาดอีกครั้ง ส่วนการเจรจาการค้าของไทย หากสรุปภาษีที่ร้อยละ 15 ถึง 20 หรือต่ำกว่า จะเป็นบวกต่อหุ้น WHA, AMATA, DELTA, HANA, KCE, CCET และกลุ่มส่งออก แต่หากสูงกว่าร้อยละ 25 จะกดดันหุ้นส่งออกและกระแสเงินทุนต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ตลาดน่าจะรับรู้กรณีฐานที่ร้อยละ 15 ถึง 20 ไปพอสมควรแล้ว ทำให้ SET Index มีข้อจำกัดในการปรับลง ขณะที่วาระสำคัญในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ เตรียมขยายเวลายื่นอุทธรณ์หรือทบทวนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 ถึงวันที่ 20 กันยายนนี้ จากเดิมสิ้นสุดเดือนกรกฎาคม และเตรียมช่วยเหลือผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสเดือนละ 1,000 บาท ช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2569 ซึ่งเป็นบวกเล็กน้อยต่อหุ้นค้าปลีกฐานราก เช่น CPALL, CPAXT, BJC และ CRC