← Consumer Discretionary Distribution & Retail

Specialty Retail

ร้านค้าที่เน้นขายสินค้าเฉพาะทางอย่างเดียว เช่น เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า ของแต่งบ้าน หรืออะไหล่รถ แทนที่จะขายทุกอย่าง

News moving Specialty Retail
Specialty Retail

กสิกรไทยเชียร์ซื้อ PLANB และ COM7 หลังผู้ถือหุ้นไฟเขียว PLANB นั่งบอร์ด COM7 2 ที่นั่ง

บล.กสิกรไทยมองบวกหุ้น PLANB และ COM7 หลังที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของ COM7 มีมติอนุมัติแต่งตั้งกรรมการใหม่ 2 รายที่ PLANB เสนอชื่อ ได้แก่คุณปรินทร์ และดร. พินิจสรณ์ เข้านั่งบอร์ด COM7 ส่งผลให้ PLANB มีแนวโน้มสูงที่จะเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก COM7 ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน ซึ่งจะช่วยหนุนการเติบโตของกำไรในไตรมาส 4/69 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำซื้อทั้งสองหุ้น โดยให้ราคาเป้าหมาย PLANB ที่ 6.68 บาท จากปัจจัยหนุนทั้งธุรกิจสื่อ OOH ที่ทำผลงานได้ดี การเติบโตของธุรกิจ non-OOH ที่มีอัตรากำไรสูง และการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก COM7 เต็มปีในปี 2570 ขณะที่หุ้นยังซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตและเทียบบริษัทคู่แข่งทั่วโลก ส่วน COM7 ฝ่ายวิจัยระบุว่ากระแสตอบรับการพรีออเดอร์ iPhone 18 Series อยู่ในระดับค่อนข้างดี จึงคาดว่ายอดขายไตรมาส 3/69 จะเติบโตทั้งเมื่อเทียบปีต่อปีและไตรมาสต่อไตรมาส พร้อมคงคำแนะนำซื้อด้วยราคาเป้าหมาย 34.12 บาท และมองว่าราคาซื้อเฉลี่ยของ PLANB ที่ 27.44 บาท อาจเป็นระดับที่เหมาะสำหรับการกลับเข้าลงทุนอีกครั้ง
ทันหุ้น·2hอ่านต่อ →
Specialty Retail

โลว์ส ปรับลดคาดการณ์ปีงบประมาณ 2026 สู่กรอบล่างหลังผลไตรมาส 2 ดีเกินคาด

โลว์ส รายงานกำไรต่อหุ้นปรับปรุงสำหรับไตรมาสที่สองของปีงบประมาณ 2026 อยู่ที่ 4.40 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1.6% จากปีก่อนหน้า และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 4.22 ดอลลาร์ ขณะที่รายได้เพิ่มขึ้น 8.3% แตะ 2.5956 หมื่นล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.6135 หมื่นล้านดอลลาร์ ไตรมาสนี้มีผลประโยชน์ 11 เซนต์ต่อหุ้นจากการคืนภาษีนำเข้า และกำไรที่รายงานอยู่ที่ 4.27 ดอลลาร์ต่อหุ้น ไม่เปลี่ยนแปลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีค่าใช้จ่ายก่อนภาษี 96 ล้านดอลลาร์ที่เกี่ยวข้องกับการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตนจากการเข้าซื้อกิจการ Artisan Design Group และ Foundation Building Materials ยอดขายสาขาเทียบเคียงเพิ่มขึ้น 0.2% จากปีก่อนหน้า นับเป็นไตรมาสที่ห้าติดต่อกันที่ยอดขายเทียบเคียงเป็นบวก ได้แรงหนุนจากกลุ่มลูกค้ามืออาชีพและบริการบ้าน และยอดขายออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น 15.7% ขณะที่แรงกดดันมหภาคที่ต่อเนื่องในกลุ่มลูกค้าที่ทำเองยังฉุดรั้งอุปสงค์ โลว์ส ปรับลดคาดการณ์ปีงบประมาณ 2026 ลงสู่กรอบล่างของช่วงที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ โดยคาดว่ายอดขายรวมจะอยู่ที่ 9.2 หมื่นล้านดอลลาร์ เทียบกับกรอบเดิม 9.2 หมื่นล้านถึง 9.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ยอดขายเทียบเคียงทรงตัว เทียบกับที่เคยคาดว่าไม่เปลี่ยนแปลงถึงเพิ่มขึ้น 2% อัตรากำไรจากการดำเนินงาน 11.2% เทียบกับกรอบเดิม 11.2-11.4% และกำไรประมาณ 11.75 ดอลลาร์ต่อหุ้น เทียบกับกรอบเดิม 11.75 ถึง 12.25 ดอลลาร์ต่อหุ้น การปรับลดนี้สะท้อนผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกและแนวโน้มอุปสงค์ในปัจจุบัน โดยคาดการณ์นี้รวมการคืนภาษีนำเข้าที่รับรู้ในไตรมาสที่สอง แต่ไม่รวมการคืนภาษีนำเข้าเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้นในครึ่งปีหลัง
Zacks Investment Research·15hอ่านต่อ →
Specialty Retail

ยอดขายไตรมาส 2 ของ Five Below พุ่ง 22.9% ขณะที่มูลค่าพรีเมียมเผชิญบททดสอบด้านการดำเนินงาน

Five Below รายงานยอดขายสุทธิไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 22.9% เมื่อเทียบปีต่อปี เป็น 1.26 พันล้านดอลลาร์ โดยยอดขายสาขาเทียบเคียงเพิ่มขึ้น 14.1% และกำไรปรับปรุงเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าเป็น 1.68 ดอลลาร์ต่อหุ้น กำไรจากการดำเนินงานปรับปรุงเพิ่มขึ้น 105.3% เป็น 113.2 ล้านดอลลาร์ และอัตรากำไรจากการดำเนินงานปรับปรุงขยายขึ้นราว 360 เบซิสพอยต์เป็น 9% ได้แรงหนุนจากอัตรากำไรสินค้าที่สูงขึ้นและการประหยัดจากต้นทุนคงที่ หุ้นซื้อขายที่ระดับ 21.84 เท่าของกำไรล่วงหน้า 12 เดือน สูงกว่าระดับ 14.41 เท่าของอุตสาหกรรมย่อยใน Zacks และ 19.54 เท่าของ S&P 500 แต่ต่ำกว่าค่ามัธยฐานห้าปีที่ 27.55 เท่า ขณะที่กำไรปรับปรุงคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 51.7% ในปีงบประมาณ 2026 สินค้าคงคลังอยู่ที่ 941.2 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 17.7% เมื่อเทียบปีต่อปี และบริษัทเผชิญความเสี่ยงด้านภาษีศุลกากร ค่าขนส่ง การแข่งขัน และการฟ้องร้อง คู่แข่งอย่าง Dollar General และ Dollar Tree รายงานยอดขายสาขาเดิมเติบโต 3.5% และ 3.7% ตามลำดับในไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ Five Below ได้รับอันดับ Zacks ที่ 1 (ซื้ออย่างแข็งแกร่ง) คะแนน VGM ระดับ B และคะแนนการเติบโตระดับ B พร้อมกับคะแนนมูลค่าระดับ D และคะแนนโมเมนตัมระดับ C
Zacks Investment Research·15hอ่านต่อ →
Specialty Retail

ไฟว์บีโลว์ปรับเพิ่มคาดการณ์ปีงบประมาณ 2026 หลังผลประกอบการไตรมาส 2 ดีเกินคาด

ไฟว์บีโลว์ปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการปีงบประมาณ 2026 หลังจากผลประกอบการไตรมาส 2 ดีเกินคาด โดยปรับเพิ่มทั้งคาดการณ์ยอดขายและกำไร กำไรต่อหุ้นปรับปรุงอยู่ที่ 1.68 ดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 1.34 ดอลลาร์ ขณะที่ยอดขายสุทธิเพิ่มขึ้น 22.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน แตะ 1.26 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่คาดไว้ที่ 1.192 พันล้านดอลลาร์ ยอดขายสาขาเดิมเพิ่มขึ้น 14.1% นับเป็นการเติบโตสองหลักติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 5 บริษัทคาดว่ายอดขายสุทธิปีงบประมาณ 2026 จะอยู่ที่ 5.63-5.71 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 5.40-5.48 พันล้านดอลลาร์ โดยยอดขายสาขาเดิมเติบโต 10%-12% เทียบกับ 6%-8% ก่อนหน้านี้ และกำไรต่อหุ้นปรับปรุงอยู่ที่ 9.83-10.31 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 8.65-9.05 ดอลลาร์ คาดว่าอัตรากำไรจากการดำเนินงานปรับปรุงจะเพิ่มขึ้นประมาณ 250 เบซิสพอยต์เมื่อเทียบกับปีก่อน แตะประมาณ 12.5% ที่จุดกึ่งกลาง โดยได้แรงหนุนจากกำไรขั้นต้นจากสินค้า การประหยัดจากต้นทุนคงที่ และต้นทุนภาษีนำเข้าที่ลดลง แม้ว่าคาดการณ์ดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานอัตราภาษีนำเข้าที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน และยังเผชิญกับต้นทุนเชื้อเพลิงขนส่งขาออกที่สูงขึ้น รวมถึงฐานเปรียบเทียบของสินค้าสูญหายที่ท้าทายกว่าเดิม
Zacks Investment Research·15hอ่านต่อ →
Specialty Retail

หุ้น Five Below พุ่ง 26.9% หลังปรับเพิ่มแนวโน้มปีงบประมาณ 2026 หนุนประมาณการกำไร

หุ้น Five Below ปรับขึ้น 26.9% ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา โดยได้แรงหนุนจากโมเมนตัมการดำเนินงานที่ดีขึ้น ความคาดหวังต่อกำไรที่เพิ่มขึ้น และแนวโน้มปีงบประมาณ 2026 ที่ฝ่ายบริหารปรับเพิ่มขึ้น ประมาณการฉันทามติของ Zacks สำหรับกำไรปีงบประมาณ 2026 เพิ่มขึ้น 15.2% ในช่วงสี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ยอดขายสาขาเทียบเคียงเพิ่มขึ้น 14.1% ในไตรมาสที่สองของปีงบประมาณ ซึ่งเป็นการเติบโตระดับเลขสองหลักติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ห้า โดยได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้น 13.6% ของจำนวนธุรกรรม และการเพิ่มขึ้น 0.4% ของมูลค่าธุรกรรมเฉลี่ย ขณะที่ยอดขายสาขาเทียบเคียงสะสมสองปีแตะระดับ 26.5% อัตรากำไรขั้นต้นปรับฐานขยายตัวราว 220 จุดเบซิส เป็น 35.6% อัตรากำไรจากการดำเนินงานปรับฐานเพิ่มขึ้นราว 360 จุดเบซิส เป็น 9% และกำไรจากการดำเนินงานปรับฐานเพิ่มขึ้น 105.3% เป็น 113.2 ล้านดอลลาร์ ฝ่ายบริหารปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายสุทธิปีงบประมาณ 2026 เป็น 5.63-5.71 พันล้านดอลลาร์ และคาดการณ์การเติบโตของยอดขายสาขาเทียบเคียงเป็น 10%-12% พร้อมทั้งปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรต่อหุ้นปรับฐานเป็น 9.83-10.31 ดอลลาร์ จากเดิม 8.65-9.05 ดอลลาร์ โดยคาดว่าอัตรากำไรจากการดำเนินงานปรับฐานจะขยายตัวราว 250 จุดเบซิส เป็นประมาณ 12.5% ที่จุดกึ่งกลาง หุ้น FIVE ซื้อขายที่ระดับ 21.8 เท่าของกำไรล่วงหน้าสิบสองเดือน สูงกว่าระดับ 14.3 เท่าของกลุ่มอุตสาหกรรมย่อยใน Zacks และ 19.5 เท่าของดัชนี S&P 500 ขณะที่สินค้าคงคลังอยู่ที่ 941.2 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17.7% เมื่อเทียบปีต่อปี และหุ้นดังกล่าวได้รับการจัดอันดับ Zacks Rank #1 (Strong Buy)
Zacks Investment Research·16hอ่านต่อ →
Specialty Retail

RH เปิดแกลเลอรี RH Estates แห่งแรกที่ยืนโดดเดี่ยวบนถนนกรีนิชอเวนิว

RH ประกาศเปิด RH Estates เดอะ แกลเลอรี บนถนนกรีนิชอเวนิว ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวแนวคิด RH Estates ครั้งแรกในอเมริกาเหนือ และเป็นแกลเลอรีแบบยืนโดดเดี่ยวแห่งแรกของแบรนด์ในโลก แนวคิดนี้เคยถูกนำเสนอตัวอย่างที่ RH มิลานในช่วงงาน Salone del Mobile และเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกับการเปิด RH ลอนดอน RH ระบุว่า RH Estates จะขยายการมีอยู่ด้านค้าปลีกอย่างมีนัยสำคัญทั่วโลกในปีนี้ ตามด้วยแกลเลอรี RH Estates แบบยืนโดดเดี่ยวแห่งที่สองบนถนนเมลโรสอเวนิวในลอสแอนเจลิส ซึ่งจะเปิดในปี 2027 ปัจจุบัน RH ดำเนินธุรกิจในสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร และยุโรป โดยนำเสนอคอลเลกชันผ่านแกลเลอรีค้าปลีก หนังสือแคตตาล็อก และช่องทางออนไลน์ที่ RH.com พร้อมประสบการณ์ด้านการบริการที่ผสมผสานอยู่ในแกลเลอรีทั่วสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศ
Business Wire·17hอ่านต่อ →
Specialty Retail

COM7 เผยยอดจอง iPhone 18 Series ทะลุรุ่นก่อน เตรียมเปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค.นี้

COM7 เปิดเผยว่ายอดจอง iPhone 18 Series โดยรวมเติบโตสูงกว่ารุ่นก่อนหน้า โดยเฉพาะ iPhone 18 Pro Max สี Burgundy ที่มียอดจองสูงสุด ตามด้วยสี Glacier นางสาวแก้วเจียระไน เขมาสิทธิ์ ผู้อำนวยการอาสุโสกลุ่มผลิตภัณฑ์ Apple บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 กล่าวว่า iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max มาพร้อมชิป A20 Pro, Vapor Chamber เจเนอเรชั่นใหม่ และ Neural Engine 16-core แบบคู่ ขณะที่แคมเปญ Trade IN+ มีผู้ลงทะเบียนสนใจนำเครื่องเก่าแลกเครื่องใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 100% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ด้านนายถกล นิยมไทย นักลงทุนสัมพันธ์ COM7 กล่าวว่า บริษัทมีโปรแกรมผ่อนชำระ 0% ผ่านบัตรเครดิตสูงสุด 36 เดือน และสินเชื่อ UFUND ผ่อนชำระสูงสุด 48 เดือน พร้อมข้อเสนอและสิทธิพิเศษสูงสุด 10,000 บาท และจะส่งมอบ iPhone 18 Series ผ่านเครือข่ายกว่า 1,300 สาขาทั่วประเทศ iPhone 18 Pro ราคาเริ่มต้น 48,900 บาท และ iPhone 18 Pro Max ราคาเริ่มต้น 52,900 บาท โดย COM7 เตรียมเปิดให้สั่งจองล่วงหน้า iPhone Duo อย่างเป็นทางการในวันที่ 16 ตุลาคม 2569 เวลา 19.00 น. และเริ่มวางจำหน่ายวันที่ 23 ตุลาคม 2569 ราคาเริ่มต้น 79,900 บาท พร้อมกันนี้ Apple ยังเตรียมเปิดตัว Apple Watch Series 12 ราคาเริ่มต้น 14,900 บาท, Apple Watch Ultra 4 ราคาเริ่มต้น 29,900 บาท, Apple Watch SE 3 ราคาเริ่มต้น 8,500 บาท และ AirPods 5 ราคาเริ่มต้น 4,790 บาท
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย·1dอ่านต่อ →
Specialty Retail

ฟินันเซียฯ คงแนะนำซื้อ COM7 เป้า 35 บาท หลัง PLANB นั่งกรรมการ ยอดจอง iPhone 18 พุ่ง

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) คงคำแนะนำซื้อหุ้น บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 ที่ราคาเป้าหมาย 35 บาท หลังผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติแต่งตั้งกรรมการเพิ่ม 2 ราย ตามคาด ได้แก่ นายปรินทร์ โลจนะโกสินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ PLANB และนายพินิจสรณ์ ลือชัยขจรพันธ์ กรรมการ PLANB ส่งผลให้ COM7 มีจำนวนกรรมการเพิ่มเป็น 9 ราย จากเดิม 7 ราย โดยฝ่ายวิเคราะห์มองว่า COM7 มีโอกาสได้ประโยชน์จากการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ PLANB ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจสื่อโฆษณานอกบ้านรายใหญ่ของไทย และยังต้องติดตามการต่อยอดความร่วมมือด้านสื่อ เช่น การทำโฆษณาภายในร้าน Banana และบนรถ EV7 ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะสร้าง Upside ต่อกำไรปี 2570 ราว 1-2% ประเด็นที่น่าสนใจในระยะสั้นคือยอดจอง iPhone รุ่นใหม่ จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นกับ COM7 พบว่า ยอดจอง iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ในแง่จำนวนเครื่อง สูงกว่ายอดจอง iPhone 17 Series รวมทุกรุ่น ซึ่งมองเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อ sentiment ของหุ้น COM7 และสอดคล้องกับ บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX ที่พบว่ายอดจอง iPhone รุ่นดังกล่าวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งคาดว่ามาจากจำนวนเครื่องที่ได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ iPhone 17 Series อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามยอดขายจริงตั้งแต่วันวางจำหน่ายวันแรกในวันที่ 18 ก.ย. 2569 จนถึงไตรมาส 4/2569 รวมถึงความเพียงพอของสินค้า iPhone รุ่นใหม่ในระยะถัดไป ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าแนวโน้มดังกล่าวเป็นปัจจัยหนุนต่อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Apple และมีทิศทางดีกว่าที่ฝ่ายวิเคราะห์และตลาดคาดไว้เดิม พร้อมคงคำแนะนำซื้อ COM7 ราคาเป้าหมาย 35 บาท และ SYNEX ราคาเป้าหมาย 12.50 บาท
Specialty Retail

COM7 ตั้งกรรมการใหม่ 2 ท่านจาก PLANB รับอานิสงส์ยอดจอง iPhone 18 ล้น

บล.เอเชีย พลัส ประเมินหุ้น COM7 หลังที่ประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อวานนี้มีมติอนุมัติแต่งตั้งกรรมการเพิ่ม 2 ท่าน จากเดิม 7 ท่าน เป็น 9 ท่าน โดยทั้งสองเป็นผู้บริหารจากบริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ PLANB ได้แก่ นายปรินทร์ โลจนะโกสินทร์ ผู้ถือหุ้นใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายพินิจสรณ์ ลือชัยขจรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด หลังจากที่ก่อนหน้านี้ PLANB ได้เข้าลงทุนในหุ้นของ COM7 และปัจจุบันถือหุ้นอยู่ 11.01% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของบริษัท วันนี้ COM7 จะเริ่มจำหน่าย iPhone 18 เป็นวันแรก หลังกระแสตอบรับและยอดจองดี โดยราคาจำหน่ายเริ่มต้นรุ่น iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max สูงกว่าราคาเปิดตัว iPhone 17 Pro และ iPhone 17 Pro Max ราว 8%-11% ซึ่งบริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่เดือน ก.ย. ส่วนรุ่น iPhone Duo จอพับ ซึ่งเป็นรุ่นแพงสุด มีราคาเริ่มต้นที่ 79,900 บาท จะเริ่มจำหน่ายในเดือน ต.ค. นี้ ฝ่ายวิจัยมองการเพิ่มกรรมการ 2 ท่านจาก PLANB เป็นบวกต่อทั้ง COM7 และ PLANB โดยคาดหวัง synergy ในช่วง 4Q69 ผ่านการบริหารพื้นที่โฆษณาหน้าสาขาของ COM7 ที่มีอยู่เกือบ 1,400 แห่ง รวมทั้งสื่อโฆษณาในรถแท็กซี่ EV7 อีกราว 5,000 คันในปีนี้ แต่ยังไม่รวม upside นี้ไว้ในประมาณการ สำหรับแนวโน้มกำไรงวด 3Q69 ฝ่ายวิจัยคาดว่าจะเป็นลบเล็กน้อย QoQ เพราะอยู่ในช่วง low season และ iPhone 18 ยังไม่เปิดตัวครบทุกรุ่น โดยรุ่น Standard น่าจะเปิดตัวปลาย 1Q70 แต่คาดว่ากำไรจะเติบโต YoY ในระดับแข็งแกร่ง จากธุรกิจ UFUND สินเชื่อ และ iCare ประกันภัยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้อานิสงส์ตามยอดขาย iPhone ฝ่ายวิจัยคงคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 แบบอนุรักษ์นิยมที่ 4.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% YoY พร้อมคงคำแนะนำ Trading ที่ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 33.00 บาท อิง PER ที่ 14.9 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยระยะยาว และยังคาดหวังกำไรเติบโตสูง YoY ใน 3Q69 และเร่งตัวขึ้นใน 4Q69 ซึ่งเป็นช่วง high season
Specialty Retail

กรุงศรีชี้ COM7 กำไร 3Q26F มี Upside แตะ 1.3–1.4 พันลบ. จากยอดขาย iPhone เกินคาด

บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า COM7 เป็น Conviction Call ในกลุ่มค้าปลีกสินค้าไอที โดยมองบวกมากขึ้นต่อโมเมนตัมกำไรปกติใน 2H26F ต่อเนื่องถึงปี 2027F หลังยอดขาย 3QTD เติบโตมากกว่า 20% y-y สูงกว่าสมมติฐานของบริษัทที่ 16% y-y ประกอบกับยอดจอง iPhone 18 Pro/Pro Max ยังแข็งแกร่ง แม้ราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 8–11% y-y ทำให้กำไรปกติ 3Q26F มีโอกาสเกิด Upside จากประมาณการปัจจุบันที่ 1.1 พันลบ. สู่ 1.3–1.4 พันลบ. ด้านธุรกิจสินเชื่อ Ufund Capital มีแผนเพิ่มทุนแบบ PP ให้กับกลุ่มพันธมิตรบางส่วน โดยเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 600 ลบ. เป็น 2,040 ลบ. แล้ว คาดช่วยผ่อนคลายข้อจำกัดด้าน D/E ที่ปัจจุบันอยู่ใกล้เงื่อนไขเงินกู้ที่ 2.5 เท่า และเพิ่มความสามารถรองรับการขยายพอร์ตสินเชื่อ UFUND ระยะถัดไป ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2026–27F จากปัจจุบันที่คาดโต 13% และ 9% y-y โดยทุกยอดขายที่สูงกว่าสมมติฐาน 1% จะเพิ่มกำไรปกติราว 2% และราคาเป้าหมายประมาณ 0.75 บาท/หุ้น พร้อมคงคำแนะนำ ซื้อ และคงราคาเป้าหมายปี 2027F ที่ 35.0 บาท.
Specialty Retail

กำไรสุทธิไตรมาส 2 ของ GameStop เพิ่มขึ้นเป็น 298.7 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ของสะสมคิดเป็น 45.1% ของยอดขาย

GameStop Corp. รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2 อยู่ที่ 298.7 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 168.6 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน แม้ว่ารายได้จะลดลงเหลือ 790.2 ล้านดอลลาร์ จาก 972.2 ล้านดอลลาร์ ตามรายงานของ Wall Street Journal เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2026 ผู้ค้าปลีกวิดีโอเกมรายนี้ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายทั้งปีเป็นมากกว่า 650 ล้านดอลลาร์ จากเป้าหมายเดิมที่มากกว่า 600 ล้านดอลลาร์ รายได้จากของสะสมพุ่งขึ้น 57% เมื่อเทียบปีต่อปี เป็นประมาณ 356.3 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบันคิดเป็น 45.1% ของยอดขายรวม และช่วยดันอัตรากำไรขั้นต้นขึ้นเป็น 43.7% จาก 29.1% ในปีก่อน กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายปรับขึ้นเป็นประมาณ 174 ล้านดอลลาร์ จาก 75.7 ล้านดอลลาร์ และกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 160.2 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงที่สุดสำหรับไตรมาส 2 ในประวัติศาสตร์ของบริษัท กำไรสุทธิของไตรมาสนี้ได้แรงหนุนจากกำไรสุทธิประมาณ 238 ล้านดอลลาร์ที่เกี่ยวข้องกับส่วนได้เสียใน eBay ของ GameStop ขณะที่ขาดทุนประมาณ 75 ล้านดอลลาร์จากสินทรัพย์ดิจิทัลและลูกหนี้ที่เกี่ยวข้องสะท้อนการแกว่งตัวของพอร์ตการลงทุน รายได้จากวิดีโอเกมลดลงเหลือประมาณ 263.2 ล้านดอลลาร์ จาก 494.6 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน และบริษัทได้ไถ่ถอนหุ้นกู้แปลงสภาพประมาณ 1.4 พันล้านดอลลาร์ ลดหนี้ระยะยาวเหลือประมาณ 2.8 พันล้านดอลลาร์
Insider Monkey·1dอ่านต่อ →
Specialty Retail

Academy Sports ผลประกอบการไตรมาส 2 ดีเกินคาด นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มเป้าราคาแต่คงอันดับความน่าเชื่อถือ

Academy Sports and Outdoors รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 สำหรับงวดสิ้นสุดวันที่ 1 สิงหาคม 2026 โดยยอดขายสุทธิเพิ่มขึ้น 3.0% แตะ 1.65 พันล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นปรับปรุงเพิ่มขึ้น 19.1% แตะ 2.31 ดอลลาร์ จาก 1.94 ดอลลาร์ อัตรากำไรขั้นต้นขยายตัว 440 เบซิสพอยต์ แตะ 40.4% แม้ยอดขายสาขาเทียบเคียงลดลง 0.4% ขณะที่ฝ่ายบริหารปรับเพิ่มคำแนะนำกำไรต่อหุ้นปรับปรุงทั้งปีเป็น 6.50 ถึง 6.90 ดอลลาร์ และคำแนะนำอัตรากำไรขั้นต้นเป็น 35.5% ถึง 36.0% นักวิเคราะห์สี่รายปรับเพิ่มเป้าราคาโดยไม่ปรับอันดับหุ้น ได้แก่ Telsey Advisory ปรับขึ้นเป็น 63 ดอลลาร์ จาก 60 ดอลลาร์ ที่อันดับ Outperform, Ike Boruchow จาก Wells Fargo ปรับขึ้นเป็น 55 ดอลลาร์ จาก 50 ดอลลาร์ ที่อันดับ Equal Weight, Adrienne Yih นักวิเคราะห์จาก Barclays ปรับขึ้นเป็น 53 ดอลลาร์ จาก 50 ดอลลาร์ ที่อันดับ Equal Weight และ UBS ปรับขึ้นเป็น 58 ดอลลาร์ จาก 55 ดอลลาร์ ที่อันดับ Neutral ขณะที่ BMO Capital เริ่มติดตามหุ้นที่อันดับ Market Perform ด้วยเป้าราคา 42 ดอลลาร์ ปัจจัยสนับสนุนไตรมาสนี้ ได้แก่ ยอดขายอีคอมเมิร์ซเติบโต 12.8% กลุ่มกีฬาและสันทนาการเพิ่มขึ้น 6% สมาชิกสะสมคะแนน myAcademy เกิน 15 ล้านราย และบริษัทปรับเพิ่มคำแนะนำกระแสเงินสดอิสระปรับปรุงเป็น 300 ล้านดอลลาร์ ถึง 350 ล้านดอลลาร์ หลังซื้อหุ้นคืนมูลค่า 182.1 ล้านดอลลาร์ในครึ่งปีแรก อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความระมัดระวัง เนื่องจากจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการจากครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 50,000 ดอลลาร์ลดลงในระดับสูงหลักเดียว ยอดขายรองเท้าลดลง 1% สินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น 4.4% เมื่อเทียบปีต่อปี และผลประโยชน์จากการคืนภาษีนำเข้าจำนวน 510 เบซิสพอยต์ภายในอัตรากำไรขั้นต้น 40.4% จะไม่เกิดขึ้นซ้ำ ขณะที่การถือครองของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ลดลงเหลือ 29 กองทุน จาก 31 กองทุน ระหว่างไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองของปี 2026 โดย Royce & Associates ถือครองตำแหน่งใหญ่ที่สุดที่ 1.08 ล้านหุ้น มูลค่า 51 ล้านดอลลาร์ และหุ้นซื้อขายที่ 8.16 เท่าของกำไรล่วงหน้า ณ วันที่ 15 กันยายน 2026 โดยสัดส่วนการขายชอร์ตอยู่ที่ 23.30% ของหุ้นที่หมุนเวียน
Insider Monkey·1dอ่านต่อ →
Specialty Retail

รอสส์ สโตร์ส แต่งตั้งแบรนสเตนและจอห์นสันเข้าสู่คณะกรรมการ ขณะที่แกร์เรตต์เกษียณ

บริษัท รอสส์ สโตร์ส อิงค์ ประกาศการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริษัท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยเชลลีย์ เอช. แบรนสเตน และคริสเตียน บี. จอห์นสัน ได้รับเลือกให้เข้าร่วมคณะกรรมการ ขณะที่ชารอน ดี. แกร์เรตต์ กรรมการผู้ดำรงตำแหน่งมายาวนานมีแผนจะเกษียณอายุ นางแบรนสเตนนำประสบการณ์กว่า 25 ปีในฐานะผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและสินค้าอุปโภคบริโภค โดยปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายองค์กร สายงานที่ปรึกษาอุตสาหกรรมแนวหน้า ของไมโครซอฟต์ ฟรอนเทียร์ คอมปานี และเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงที่เซลส์ฟอร์ซดอตคอม อิงค์ และเดอะ แกป อิงค์ ส่วนนายจอห์นสันมีประสบการณ์กว่าสองทศวรรษในการลงทุนในธุรกิจที่มุ่งสู่ผู้บริโภค และเป็นหุ้นส่วนที่ไฟรแมน สปอกลี ตั้งแต่ปี 2559 หลังจากเข้าร่วมบริษัทในปี 2549 นายเค. กุนนาร์ บียอร์กลุนด์ ประธานกรรมการ กล่าวต้อนรับกรรมการใหม่ทั้งสองคน โดยยกความเชี่ยวชาญของนางแบรนสเตนในธุรกิจเทคโนโลยี ค้าปลีก และธุรกิจที่มุ่งเน้นผู้บริโภค และผลงานที่ผ่านมาของนายจอห์นสันด้านกลยุทธ์ทางธุรกิจและการเติบโตของธุรกิจผู้บริโภค นายบียอร์กลุนด์ยังกล่าวขอบคุณนางแกร์เรตต์ ซึ่งเข้าร่วมคณะกรรมการในปี 2543 สำหรับคำแนะนำตลอดสองทศวรรษครึ่งที่ผ่านมาในการนำพาบริษัทผ่านช่วงเวลาของการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
Specialty Retail

สเตลแลนติสพิจารณาขายหุ้น 60.5% ในอารามิส กรุ๊ป

สเตลแลนติส เอ็น.วี. กำลังพิจารณาขายหุ้นควบคุมในอารามิส กรุ๊ป ตลาดรถยนต์มือสอง ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์เตรียมเข้าสู่วงจรการลงทุนครั้งใหญ่ สเตลแลนติสถือหุ้น 60.5% ในอารามิส และควบคุมสิทธิออกเสียง 67.4% โดยมีรายงานว่าได้ว่าจ้างร็อธส์ไชลด์ แอนด์ โค และซิตี้ ให้ดำเนินการเกี่ยวกับการขายที่อาจเกิดขึ้น ปัจจุบันอารามิสมีมูลค่าเพียง 263 ล้าน ลดลงจากเกือบ 1.9 พันล้าน ในการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรกเมื่อปี 2021 และยอดขายรถของอารามิสลดลงมากกว่า 6% เหลือ 1.6 พันล้าน ในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2026 โดยยอดขายรถที่ปรับปรุงใหม่ลดลงประมาณ 5% การถอนตัวที่อาจเกิดขึ้นนี้มีขึ้นขณะที่ฝ่ายบริหารมุ่งเน้นธุรกิจยานยนต์หลักของสเตลแลนติสมากขึ้น โดยผู้ผลิตรถยนต์วางแผนลงทุนเกือบ 60 พันล้าน จนถึงปี 2030 ท่ามกลางการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มาจากผู้ผลิตจีน หุ้นสเตลแลนติสปรับขึ้นประมาณ 3.4% เมื่อวันพฤหัสบดี
Specialty Retail

กรรมการ Five Below ไมเคิล เอฟ. เดวีน ที่ 3 ขายหุ้น 4,250 หุ้น มูลค่า 1.1 ล้านดอลลาร์

ไมเคิล เอฟ. เดวีน ที่ 3 กรรมการของ Five Below, Inc. ขายหุ้นสามัญจำนวน 4,250 หุ้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2026 ธุรกรรมมีมูลค่า 1.1 ล้านดอลลาร์ ตามการยื่นแบบฟอร์ม 4 ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ เมื่อไม่นานมานี้ หุ้นดังกล่าวถูกขายในหลายธุรกรรมที่ราคาตั้งแต่ 251.18 ถึง 251.46 ดอลลาร์ ส่งผลให้ราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักอยู่ที่ 250.61 ดอลลาร์ต่อหุ้น หลังการขาย เดวีนถือหุ้นโดยตรง 12,953 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนการถือครอง 0.0234% ในบริษัท โดยมูลค่าหุ้นส่วนที่เหลืออยู่ประมาณ 3.2 ล้านดอลลาร์ อ้างอิงจากราคาปิด 247.12 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2026 Five Below ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในฟิลาเดลเฟีย รายงานรายได้ย้อนหลังสิบสองเดือนที่ 5.3 พันล้านดอลลาร์ และกำไรสุทธิ 619.2 ล้านดอลลาร์ มีมูลค่าตลาด 14.0 พันล้านดอลลาร์ และมีพนักงาน 16,200 คน
The Motley Fool·1dอ่านต่อ →
Specialty Retail

Abercrombie & Fitch ได้รับอันดับ Zacks Rank #1 ขณะที่ประมาณการปรับตัวสูงขึ้น

Abercrombie & Fitch ได้รับการจัดอันดับ Zacks Rank #1 (Strong Buy) จากแรงหนุนของการปรับเพิ่มประมาณการกำไรฉันทามติในช่วงที่ผ่านมา ผู้ค้าปลีกเสื้อผ้าวัยรุ่นรายนี้คาดว่าจะรายงานกำไร 3.01 ดอลลาร์ต่อหุ้นสำหรับไตรมาสปัจจุบัน เพิ่มขึ้น 27.5% จากปีก่อน โดยประมาณการฉันทามติของ Zacks ปรับขึ้น 7.6% ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา สำหรับปีงบประมาณปัจจุบัน ประมาณการกำไรฉันทามติที่ 11.42 ดอลลาร์บ่งชี้การเปลี่ยนแปลง 15.8% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 7.7% ในเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ประมาณการปีงบประมาณถัดไปที่ 12.41 ดอลลาร์ชี้การเปลี่ยนแปลง 8.6% และปรับขึ้น 8.1% ในช่วงเดียวกัน รายได้คาดการณ์ที่ 1.37 พันล้านดอลลาร์สำหรับไตรมาสปัจจุบัน เพิ่มขึ้น 5.9% จากปีก่อน โดยประมาณการยอดขายฉันทามติสำหรับปีงบประมาณอยู่ที่ 5.52 พันล้านดอลลาร์ และ 5.79 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งแต่ละตัวบ่งชี้การเปลี่ยนแปลง 4.8% ในไตรมาสล่าสุดที่รายงาน Abercrombie รายงานรายได้ 1.27 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 4.8% จากปีก่อน และกำไรต่อหุ้น 2.42 ดอลลาร์ เทียบกับ 2.32 ดอลลาร์ในปีก่อนหน้า เอาชนะประมาณการรายได้ฉันทามติของ Zacks ที่ 1.24 พันล้านดอลลาร์ได้ 1.94% และเอาชนะประมาณการกำไรต่อหุ้นได้ 24.1%
Zacks Investment Research·1dอ่านต่อ →
Specialty Retail

กองทุน Alluvium Global Fund ชี้ Group 1 Automotive พลาดในสหราชอาณาจักรและมีหนี้สูง

Conventum – Alluvium Global Fund เปิดเผยว่าได้เริ่มขายหุ้น Group 1 Automotive, Inc. ทั้งหมดออกจากพอร์ต หลังจากที่กองทุนเห็นว่าการเข้าซื้อกิจการในสหราชอาณาจักรเป็นการประเมินที่ผิดพลาด และระดับหนี้สินที่สูงเกินไป โดยระบุในจดหมายถึงนักลงทุนฉบับไตรมาสที่สองของปี 2026 กองทุนระบุว่าได้ขายหุ้นไปเพียงส่วนน้อยก่อนที่ราคาหุ้นจะร่วงลงสู่ระดับที่ยอมรับไม่ได้ และปัจจุบันการถือครองดังกล่าวคิดเป็น 2.3% ของกองทุน Group 1 Automotive รายงานผลประกอบการโดยไม่มีเรื่องน่าประหลาดใจมากนัก แม้ว่ารายได้จากบริการและอะไหล่ในสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่เลวร้าย และบริษัทได้ประกาศลดตำแหน่งงานอย่างมีนัยสำคัญเกือบ 700 ตำแหน่งทั่วสหรัฐฯ หุ้นร่วงลง 11.8% ในไตรมาสนี้ ปิดที่ 262.22 ดอลลาร์ต่อหุ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 ลดลง 0.61% ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา และลดลง 43.11% ในช่วง 52 สัปดาห์ที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าตลาด 3.12 พันล้านดอลลาร์ และมีช่วงซื้อขายในรอบ 52 สัปดาห์ที่ 249.54 ถึง 467.95 ดอลลาร์ ส่วนกองทุนเองลดลง 1.4% เมื่อคิดเป็นยูโร 2.2% เมื่อคิดเป็นดอลลาร์สหรัฐ และ 3.9% เมื่อคิดเป็นดอลลาร์ออสเตรเลียในไตรมาสนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่กองทุนอธิบายว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของตลาดน้ำมัน ไปสู่การrallyของหุ้นที่แข็งแกร่งซึ่งนำโดยบริษัทเซมิคอนดักเตอร์
Insider Monkey·1dอ่านต่อ →
Specialty Retail

ข่าวดีข่าวร้ายที่ประกาศเมื่อวันที่ 17 กันยายน รวมถึงการปรับเพิ่มกำไรปกติของ Apple International ขึ้น 18%

หลังปิดตลาดวันที่ 17 กันยายน ได้มีข้อมูลเปิดเผยที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจลงทุนทั้งข่าวดีและข่าวร้ายออกมาครบถ้วน ด้านข่าวดี Apple International ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติงวดปัจจุบันขึ้น 18% พร้อมเพิ่มเงินปันผลอีก 5 เยน ขณะที่ Choshimaru พลิกกลับมาปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติงวดปัจจุบันเป็นเติบโต 21% คาดว่าจะทำกำไรสูงสุดในรอบ 3 งวดและเพิ่มเงินปันผล 1 เยน ส่วน Kasumigaseki Capital ปรับเพิ่มกำไรปกติงวดก่อนขึ้น 7% พร้อมปรับเพิ่มประมาณการกำไรสูงสุด และ Hobonichi ปรับเพิ่มกำไรปกติงวดก่อนขึ้น 67% ด้านการควบรวมกิจการ Sanmaruku Holdings เข้าซื้อกิจการร้านอุด้งเฉพาะทาง Tsurutontan จาก K Express ในราคา 12,800 ล้านเยน และ Be-Staff Holdings เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ HR Associe ในราคา 1,210 ล้านเยนเพื่อเป็นบริษัทในเครือ ส่วน Nippon Resistor Manufacturing นั้น Ferrotec เข้าทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ที่ราคาหุ้นละ 1,901 เยน สูงกว่าราคาปิดวันที่ 17 อยู่ 49.1% โดยมุ่งหวังให้เป็นบริษัทในเครือทั้งหมด และ Nippon Seiki จะซื้อหุ้นคืนในวงเงินไม่เกิน 9,979 ล้านเยน คิดเป็น 3.61 ล้านหุ้น หรือ 6.27% ของหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้ว ขณะที่ด้านข่าวร้าย Chubu Steel Plate พลิกกลับมาปรับลดประมาณการกำไรปกติงวดปัจจุบันเป็นลดลง 46% Pharma Rise Holdings มีกำไรปกติงวดเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมลดลง 31% Industrial Fund Investment Corporation คาดกำไรปกติงวดปัจจุบันลดลง 2% Advance Residence Investment Corporation คาดลดลง 6% และ Ichigo Hotel REIT Investment Corporation คาดลดลง 18%
株探ニュース·1dอ่านต่อ →
Specialty Retail

แอเบอร์ครอมบี แอนด์ ฟิทช์ ยื่นจดทะเบียนเชลฟ์สำหรับ ESOP มูลค่า 98.65 ล้านดอลลาร์

แอเบอร์ครอมบี แอนด์ ฟิทช์ ได้ยื่นจดทะเบียนเชลฟ์สำหรับหุ้นสามัญคลาสเอมูลค่าประมาณ 98.65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมหุ้นจำนวน 687,271 หุ้น สำหรับการเสนอขายที่เกี่ยวข้องกับแผนการถือหุ้นโดยพนักงาน การยื่นจดทะเบียนที่เชื่อมโยงกับแผนการถือหุ้นโดยพนักงานนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้ค้าปลีกรายนี้ใช้การมีส่วนร่วมในรูปแบบหุ้นเพื่อเชื่อมโยงพนักงานกับผลการดำเนินธุรกิจในระยะยาวอย่างไร การจดทะเบียนเชลฟ์สำหรับ ESOP ครั้งนี้ดูไม่มากนักเมื่อเทียบกับกิจกรรมซื้อหุ้นคืนล่าสุดของแอเบอร์ครอมบี แอนด์ ฟิทช์ ซึ่งใช้เงินไปกว่า 733.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อปลดหุ้นประมาณ 18.24% นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 แนวโน้มการลงทุนของบริษัทคาดการณ์รายได้ 5.9 พันล้านดอลลาร์ และกำไร 504.8 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2572 ซึ่งต้องอาศัยการเติบโตของรายได้ 3.7% ต่อปี และกำไรที่เพิ่มขึ้นประมาณ 11.2 ล้านดอลลาร์จากระดับ 493.6 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน นักวิเคราะห์บางรายที่อยู่ในอันดับล่างสุดประเมินรายได้ไว้ที่ประมาณ 6.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำไรราว 577.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2572 ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าการพึ่งพาร้านค้าอย่างหนักและพฤติกรรมผู้ซื้อที่เปลี่ยนแปลงไปอาจมีความสำคัญมากกว่าที่ตลาดโดยรวมคาดไว้นั้นหรือไม่
Simply Wall St·1dอ่านต่อ →
Specialty Retail

HMPRO ทุ่ม 310 ล้านบาท รีโนเวทเมกาโฮม มีนบุรี เป็นไฮบริดสโตร์ เปิด 18 กันยายน 2569

บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO ลงทุนกว่า 310 ล้านบาท รีโนเวทศูนย์รวมวัสดุก่อสร้างและงานช่างเมกาโฮม สาขามีนบุรีครั้งใหญ่ พร้อมเสริมโฮมโปรในทำเลเดียวกันเป็นไฮบริดสโตร์ นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ เปิดเผยว่า การยกระดับครั้งนี้ครอบคลุมสินค้าตั้งแต่งานโครงสร้าง งานระบบ ไปจนถึงเครื่องมือช่าง เพื่อรองรับความต้องการของตลาดช่างและผู้รับเหมาที่เพิ่มขึ้นจากงานสร้างใหม่ ต่อเติม และรีโนเวทในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะโซนคลองสามวา มีนบุรี และหนองจอก บนแนวถนนหทัยราษฎร์และถนนนิมิตใหม่ ปัจจุบันในรัศมี 10 กิโลเมตรของสาขามีครัวเรือนอาศัยอยู่เกือบ 1.3 แสนครัวเรือน และพื้นที่ยังมีอัตราการเติบโตสูงถึง 2.99% ต่อปี สาขาแห่งนี้จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 กันยายน 2569 ตั้งเป้ารายได้กว่า 80 ล้านบาทต่อเดือน พร้อมแคมเปญฉลองเปิดสาขาระหว่างวันที่ 18–27 กันยายน 2569
Specialty Retail

PTG จับมือ กฟน. แลกแต้มจากบิลค่าไฟ

พีทีจี หรือ PTG ประกาศความร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน. ในโครงการที่ให้ลูกค้านำบิลค่าไฟมาแลกแต้มได้ โดยความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นดีลใหม่ที่เชื่อมธุรกิจพลังงานเข้ากับบริการสาธารณูปโภคของ กฟน. รายละเอียดโครงการเปิดเผยผ่านรายการ เจ๊รัชดา มาเมาท์ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569
Specialty Retail

PTG คาดกำไรไตรมาส 3/2569 ดีกว่าไตรมาสแรก แม้ราคาน้ำมันสูง

บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG คาดว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 จะดีกว่าไตรมาส 1/2569 แม้เป็นช่วง Low Season ของธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน และปริมาณการใช้น้ำมันโดยรวมของประเทศถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง นายรังสรรค์ พวงปราง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ระบุว่าบริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพของกำไรสุทธิ โดยปัจจัยกดดันยังมาจากภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งกระทบภาคการเกษตร ภาคขนส่ง และพาณิชย์ ด้านค่าการตลาดน้ำมัน PTG มองว่าปัจจุบันอยู่ในระดับที่ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการได้ หลังภาครัฐมีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับโครงสร้างต้นทุน หลังจากช่วงต้นปีที่ผ่านมาราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้สถานีบริการรายย่อยกว่า 18,000 แห่งได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และนำไปสู่ภาวะ Supply Chain Shock ล่าสุดบริษัท แมกซ์ มี คอร์ป จำกัด ในเครือ PTG ได้ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระยะเวลา 3 ปี เพื่อเชื่อมสิทธิประโยชน์ระหว่างสมาชิกของทั้งสององค์กร โดยผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถแลก MEA Point เป็น Max Point เพื่อรับส่วนลดค่าน้ำมัน สินค้า บริการ หรือของรางวัลภายในเครือข่าย PTG รวมถึงใช้เป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าได้ พร้อมจัดแคมเปญให้สมาชิกที่ชำระค่าไฟฟ้า MEA ผ่านแอปพลิเคชัน Max Me ได้รับ Max Point พิเศษ 50 แต้มต่อบิล จำกัด 3 สิทธิ์ต่อสมาชิกต่อเดือน ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน-31 ตุลาคม 2569 ปัจจุบัน PTG มีฐานสมาชิก Max Card รวมประมาณ 25 ล้านราย และตั้งเป้าเพิ่มสมาชิกใหม่ประมาณ 1.5-2 ล้านรายต่อปี ขณะที่ MEA มีฐานสมาชิกประมาณ 4.3 ล้านรายในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล นอกจากนี้ PTG ยังมีความร่วมมือกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ EXAT และมีแผนขยายความร่วมมือไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA ในอนาคต
Specialty Retail

PTG จับมือ กฟน. เชื่อมระบบคะแนน MEA Point กับ Max Point แลกส่วนลดค่าไฟและค่าน้ำมัน

บริษัท แมกซ์ มี คอร์ป จำกัด ในกลุ่มบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระยะเวลา 3 ปี กับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือ MEA ในโครงการแลกเปลี่ยนคะแนนสะสม MEA Point กับ Max Point เพื่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถแลก MEA Point เป็น Max Point และนำไปแลกรับส่วนลดค่าน้ำมัน สินค้า บริการ หรือของรางวัลในเครือข่าย PTG รวมทั้งใช้เป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าได้ นายรังสรรค์ พวงปราง กรรมการบริษัท แมกซ์ มี คอร์ป กล่าวว่าปัจจุบันบริษัทมีฐานสมาชิกรวมกว่า 25 ล้านราย และ MEA มีฐานลูกค้าราว 4.3 ล้านราย โดยคาดว่าจะมีพันธมิตรใหม่ในกลุ่มระบบสาธารณูปโภคเข้ามาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ทางโครงการยังจัดแคมเปญส่งเสริมการชำระค่าไฟฟ้า โดยผู้ที่ชำระค่าไฟฟ้าของ MEA ผ่านแอปพลิเคชัน Max Me จะได้รับคะแนนสะสมพิเศษ 50 แต้มต่อบิลค่าไฟฟ้า จำกัด 3 สิทธิ์ต่อสมาชิกต่อเดือน ระหว่างวันที่ 17 ก.ย.69 ถึงวันที่ 31 ต.ค.69 นางสาวภัทรา สุวรรณเดช รองผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง กล่าวว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยขยายทางเลือกในการใช้คะแนนผ่านเครือข่ายพันธมิตร และเป็นโอกาสต่อยอดความร่วมมือด้านผลิตภัณฑ์ บริการ และนวัตกรรมในอนาคต ด้านแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/69 แม้เป็นช่วงโลซีซั่นของธุรกิจจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและการบริโภคที่ลดลง แต่ยอดขายยังดีกว่าช่วงไตรมาส 1/69 และค่าการตลาดยังอยู่ในระดับที่บริษัทรับได้
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย·2dอ่านต่อ →
Specialty Retail

HMPRO ทุ่ม 310 ล้าน รีโนเวทเมกาโฮม มีนบุรี เปิด 18 กันยายน 2569

โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ หรือ HMPRO ลงทุนกว่า 310 ล้านบาท รีโนเวทสาขาเมกาโฮม มีนบุรี ให้เป็นศูนย์รวมวัสดุก่อสร้างและงานช่างแบบครบวงจร โดยมีนายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ เป็นผู้เปิดเผย และจะเปิดให้บริการวันที่ 18 กันยายน 2569 ตั้งเป้ารายได้กว่า 80 ล้านบาทต่อเดือน บริษัทได้เสริมธุรกิจโฮมโปรเข้ามาในทำเลเดียวกันเพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มเจ้าของบ้านที่ต้องการปรับปรุงและตกแต่งที่อยู่อาศัย ครอบคลุมสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า สุขภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน รวมถึงบริการติดตั้งและบริการหลังการขาย การลงทุนครั้งนี้สะท้อนศักยภาพของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะพื้นที่คลองสามวา มีนบุรี และหนองจอก ตามแนวถนนหทัยราษฎร์และถนนนิมิตใหม่ ปัจจุบันในรัศมี 10 กิโลเมตรจากสาขามีครัวเรือนเกือบ 1.3 แสนครัวเรือน และมีอัตราการเติบโตประมาณ 2.99% ต่อปี นายวีรพันธ์กล่าวว่าโมเดล Hybrid Store จะช่วยเชื่อมความต้องการของลูกค้าตั้งแต่งานก่อสร้าง งานโครงสร้าง งานช่าง ต่อเติม และรีโนเวท ผ่านเมกาโฮม ขณะที่โฮมโปรจะเข้ามาเติมเต็มสินค้าและบริการด้านการตกแต่งและปรับปรุงบ้าน พร้อมตั้งเป้าให้เมกาโฮม มีนบุรี เป็นศูนย์กลางเรื่องบ้านและงานช่างของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกในระยะยาว
Specialty Retail

อเบอร์ครอมบี แอนด์ ฟิทช์ ยื่นจดทะเบียน ESOP มูลค่า 98.65 ล้านดอลลาร์ สำหรับหุ้นคลาส A จำนวน 687,271 หุ้น

อเบอร์ครอมบี แอนด์ ฟิทช์ ได้จัดทำการจดทะเบียนแบบเชลฟ์ฉบับใหม่มูลค่า 98.65 ล้านดอลลาร์ ครอบคลุมหุ้นคลาส A จำนวน 687,271 หุ้นที่เกี่ยวข้องกับแผนการถือหุ้นของพนักงาน หุ้นของบริษัทค้าปลีกรายนี้ซื้อขายที่ราคา 139.89 ดอลลาร์ โดยผลตอบแทนราคาหุ้นในรอบ 1 เดือนอยู่ที่ 33.03% และผลตอบแทนราคาหุ้นในรอบ 90 วันอยู่ที่ 60.35% ขณะที่ผลตอบแทนรวมของผู้ถือหุ้นในรอบ 1 ปีอยู่ที่ 63.82% และผลตอบแทนรวมของผู้ถือหุ้นในรอบ 5 ปีอยู่ที่ 260.36% บทวิเคราะห์ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดประเมินมูลค่ายุติธรรมไว้ที่ 122 ดอลลาร์ ซึ่งบ่งชี้ว่าหุ้นมีมูลค่าสูงเกินจริง 14.7% และนักลงทุน 89 รายมองว่าหุ้นมีมูลค่าสูงเกินจริง 15% เมื่อพิจารณาจากอัตราส่วนทางการเงิน หุ้นซื้อขายที่อัตราส่วนราคาต่อกำไร 11.1 เท่า เทียบกับอัตราส่วนยุติธรรมที่ 13 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มค้าปลีกเฉพาะทางในสหรัฐที่ 15.7 เท่า และต่ำกว่ากลุ่มบริษัทเทียบเคียงที่ 12.1 เท่า แรงกดดันจากภาษีศุลกากรซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบสุทธิ 90 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 และยอดขายเปรียบเทียบของแบรนด์อเบอร์ครอมบีที่อ่อนตัวลง ถูกระบุว่าเป็นความเสี่ยงต่อมุมมองเชิงบวก
Simply Wall St·2dอ่านต่อ →
Specialty Retail

COM7 ปรับเป้ารายได้ปี 69 โต 10-15% กำไรพุ่งกว่า 20%

บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 ว่ามีกำไรสุทธิในส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ 1,303.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.9% ขณะที่กำไรช่วงครึ่งปี 69 อยู่ที่ 2,529.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.49% โดยมีรายได้จากการขายและการให้บริการในไตรมาส 2/69 เท่ากับ 24,111 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,398 ล้านบาท หรือ 16.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน จากความต้องการสมาร์ทโฟนที่เติบโตทั้งระบบ iOS และ Android นายถกล นิยมไทย หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 เปิดเผยในงาน Earnings Call ว่าบริษัทปรับเพิ่มเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในปีนี้เป็น 10-15% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 10% ส่วนกำไรสุทธิหลังหักภาษีคาดเป้าหมายมากกว่า 20% จากเป้าหมายเดิมที่คาดโต 10-15% เทียบกับปีที่แล้ว โดยได้แรงหนุนจากราคาหน่วยความจำที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 200-300% แบบไตรมาสต่อไตรมาส ด้านภาพรวมสาขาในปีนี้ทั้งแบรนด์ BaNANA และ Studio7 คาดเปิดได้รวม 1,400 แห่ง จากสิ้นไตรมาส 2/69 ทำได้แล้ว 1,323 สาขา ขณะที่ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าคาดปีนี้ขายได้ 4,400 คัน จากครึ่งปีแรกที่ขายรถรุ่น AION i60 ทำได้แล้ว 2,029 คัน และยอดปล่อยเช่ารถแท็กซี่ EV คาดทั้งปีทำได้ 5,000 คัน จากครึ่งปีแรกปล่อยเช่าแล้ว 3,829 คัน
ทันหุ้น·2dอ่านต่อ →
Specialty Retail

ไนกี้รายได้ไตรมาส 2 ลดลง 1.1% เหลือ 1.097 หมื่นล้านดอลลาร์ เกินคาดการณ์

ไนกี้รายงานรายได้ไตรมาสที่ 2 ที่ 1.097 หมื่นล้านดอลลาร์ ลดลง 1.1% เมื่อเทียบปีต่อปี แต่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ 1.1% ขณะที่หุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยสำหรับผู้บริโภคด้านรองเท้า 7 ตัวที่รายงานติดตามอยู่ต่างมีรายได้รวมสูงกว่าคาดการณ์เฉลี่ย 1.3% สตีเวน แมดเดน ทำผลงานไตรมาสดีที่สุดในกลุ่ม ด้วยรายได้ 665.9 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 19.1% เมื่อเทียบปีต่อปี และสูงกว่าคาด 4.8% ส่วนคาเลเรส ทำผลงานต่ำกว่าคาดมากที่สุด โดยรายงานรายได้ 695.5 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5.6% แต่ต่ำกว่าคาด 1% พร้อมกับแนวโน้มกำไรต่อหุ้นไตรมาสถัดไปและทั้งปีที่ต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ เดคเกอร์ส รายงานรายได้ 1.02 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5.7% และเป็นไปตามคาด และคร็อกส์ รายงานรายได้ 1.18 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 2.6% และสูงกว่าคาด 2.7% แม้ว่าแนวโน้มกำไรต่อหุ้นไตรมาสถัดไปจะต่ำกว่าคาดก็ตาม แม้รายได้จะสูงกว่าคาดในวงกว้าง แต่ราคาหุ้นกลุ่มรองเท้ากลับลดลงเฉลี่ย 6.3% นับตั้งแต่ประกาศผล โดยไนกี้ลดลง 11.8% เหลือ 36.21 ดอลลาร์ เดคเกอร์สลดลง 19.3% เหลือ 77.69 ดอลลาร์ คร็อกส์ลดลง 16.5% เหลือ 111.46 ดอลลาร์ และสตีเวน แมดเดนลดลง 6.8% เหลือ 40.46 ดอลลาร์ ขณะที่คาเลเรสเพิ่มขึ้น 2.5% เหลือ 12.33 ดอลลาร์
Yahoo Finance·2dอ่านต่อ →
Specialty Retail

American Eagle Outfitters ยกให้ Amazon Shipping เป็นผู้ขนส่งอันดับต้น

American Eagle Outfitters กลายเป็นผู้ใช้บริการรายแรก ๆ ของ Amazon Shipping และปัจจุบันนับว่าบริการจัดส่งพัสดุของบุคคลที่สามรายนี้เป็นหนึ่งในผู้ขนส่งที่ทำผลงานได้ดีที่สุดของบริษัท ผู้บริหารของบริษัทกล่าวเมื่อวันอังคารที่งาน Parcel Forum 26 ในเมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา American Eagle ซึ่งดำเนินร้านค้า 1,170 แห่งทั่วอเมริกาเหนือ มีศูนย์กระจายสินค้า 4 แห่ง และจัดส่งคำสั่งซื้ออีคอมเมิร์ซจากร้านราว 700 แห่ง ได้ทดลองใช้ Amazon Shipping ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2025 และนำผู้ขนส่งรายนี้เข้าสู่เครือข่ายการขนส่งของบริษัทอย่างรวดเร็วทันช่วงเทศกาลพีค Brandon Friez รองประธานอาวุโสฝ่ายโลจิสติกส์ทั่วโลกและข่าวกรองห่วงโซ่อุปทาน กล่าวว่า Amazon Shipping แก้ปัญหาที่สร้างความปวดหัวที่สุดให้กับผู้ค้าปลีกรายนี้ด้วยการจัดส่งเจ็ดวันต่อสัปดาห์และความสามารถคาดการณ์ราคาได้ และความกังวลเรื่องความล่าช้าในช่วง Prime Day ก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง ช่วยลดเวลาจัดส่งโดยรวมลง 16% Friez กล่าวเสริมว่าอัตราส่วนการติดต่อต่อคำสั่งซื้อของ Amazon ดีที่สุดในบรรดาผู้ขนส่งราวหนึ่งโหลที่ American Eagle ใช้ และผู้ค้าปลีกรายนี้ก็ส่งมอบช่วงพีคที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาให้กับผู้บริโภค Amazon Shipping เริ่มเปิดตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปเมื่อสามปีก่อน และดำเนินงานในยุโรปมาแล้วห้าปี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรุกเข้าสู่โลจิสติกส์บุคคลที่สามของ Amazon ที่กว้างขึ้น จนนำไปสู่การเปิดตัว Amazon Supply Chain Services ในฐานะแบรนด์หลักสำหรับการทำตลาดเมื่อต้นปีนี้ Theresa Uthurralt ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจของ Amazon Shipping กล่าวว่าข้อมูลภายในของ Amazon แสดงให้เห็นว่า 85% ของลูกค้าจะไม่กลับไปซื้อกับผู้ขายรายเดิมหลังจากประสบการณ์การจัดส่งที่แย่
Specialty Retail

ทิลลีส์กลับมามีกำไรหลังปิด 40 สาขาในสองปี

ทิลลีส์ ผู้ค้าปลีกในศูนย์การค้าที่มีอายุ 44 ปี รายงานยอดขายสุทธิไตรมาสที่สองของปีงบประมาณ 2026 อยู่ที่ 163.5 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 8.1% จากปีก่อนหน้า และคาดการณ์ว่าจะมีกำไรทั้งปีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 หลังจากปิด 40 สาขาในระยะเวลาราวสองปี ยอดขายสุทธิที่เทียบเคียงได้เพิ่มขึ้น 12.1% ในไตรมาสนี้ โดยยอดขายสุทธิจากสาขาหน้าร้านอยู่ที่ 129.0 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5.1% และยอดขายสุทธิจากอีคอมเมิร์ซอยู่ที่ 34.5 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 20.9% กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 58.1 ล้านดอลลาร์ หรือ 35.5% ของยอดขายสุทธิ เทียบกับ 49.1 ล้านดอลลาร์ หรือ 32.5% ในปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 8.4 ล้านดอลลาร์ หรือ 0.27 ดอลลาร์ต่อหุ้นปรับลด เทียบกับ 3.2 ล้านดอลลาร์ หรือ 0.10 ดอลลาร์ต่อหุ้นปรับลดในปี 2025 เครือข่ายซึ่งมีฐานอยู่ในเมืองเออร์ไวน์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ปิดไตรมาสด้วยจำนวนสาขาทั้งหมด 220 แห่ง ลดลง 12 สาขา หรือ 5.2% จาก 232 แห่งในปีก่อน และคาดว่าจะจบปีงบประมาณด้วย 218 สาขา ก่อนที่จะตั้งเป้าเปิดใหม่ 5 ถึง 8 สาขาในปีงบประมาณ 2027 เนท สมิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่าบริษัทรู้สึกยินดีกับความคืบหน้าแต่ยัง "ไม่เสร็จสิ้น" และฝ่ายบริหารมีแผนจะเปิดตัวเครื่องมือจัดสรรสินค้าคงคลังอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ และเริ่มนำเทคโนโลยี RFID มาใช้ในสาขาตั้งแต่ต้นปี 2027
Specialty Retail

TJX ปิดสาขา TJ Maxx อย่างน้อย 4 แห่งในปี 2026 พร้อมขยายจำนวนสาขาโดยรวม

บริษัท TJX Companies ได้ปิดสาขา TJ Maxx อย่างน้อย 4 แห่งในปี 2026 ตามรายงานของนิตยสาร Inc. แม้ว่าผู้ค้าปลีกราคาประหยัดรายนี้จะยังคงขยายฐานสาขาโดยรวมต่อไป การปิดสาขาครั้งนี้รวมถึงสาขาในเมืองกิลเบิร์ต รัฐแอริโซนา เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ เมืองซิลเวอร์สปริง รัฐแมริแลนด์ และเมืองคัมเบอร์แลนด์ รัฐแมริแลนด์ จอห์น คลิงเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ TJX กล่าวในงานแถลงผลประกอบการครั้งล่าสุดของบริษัทว่า การเติบโตที่แข็งแกร่งของยอดขายสาขาเทียบเคียงทำให้ผู้ค้าปลีกรายนี้สามารถตั้งสาขาให้ใกล้กันมากกว่าที่เคยคิดไว้ และสาขาขนาดเล็กยังช่วยให้ขยายสาขาในเขตเมืองที่มีประชากรหนาแน่นได้ ในไตรมาสที่สองของปีงบประมาณ 2027 TJX รายงานว่ายอดขายสุทธิเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ยอดขายสาขาเทียบเคียงรวมเพิ่มขึ้น 4% และกำไรต่อหุ้นปรับลดเพิ่มขึ้น 24% มาอยู่ที่ 1.36 ดอลลาร์ ในไตรมาสงบประมาณที่สิ้นสุดวันที่ 1 สิงหาคม 2026 TJX เพิ่มจำนวนสาขาทั้งหมดขึ้น 23 แห่ง เป็น 5,285 สาขา และเพิ่มพื้นที่รวมขึ้น 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และบริษัทวางแผนที่จะเร่งการเปิดสาขาให้เติบโต 4% เริ่มตั้งแต่ปีหน้า โดยมีเป้าหมายระยะยาวที่ 7,500 สาขาทั่วโลก
Specialty Retail

TJX ปรับเพิ่มคาดการณ์ปีงบประมาณ 2027 หลังกำไรไตรมาส 2 ดีกว่าคาด

บริษัท TJX Companies ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรและผลประกอบการปีงบประมาณ 2027 หลังจากผลประกอบการไตรมาส 2 ดีกว่าแผนที่วางไว้ กำไรปรับปรุงไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบปีต่อปี อยู่ที่ 1.22 ดอลลาร์ต่อหุ้น สูงกว่าที่ Zacks Consensus Estimate คาดไว้ที่ 1.18 ดอลลาร์ ขณะที่ยอดขายสุทธิเพิ่มขึ้น 5% แตะ 1.518 หมื่นล้านดอลลาร์ และยอดขายสาขาเทียบเคียงรวมเพิ่มขึ้น 4% อัตรากำไรขั้นต้นปรับปรุงเพิ่มขึ้น 70 เบซิสพอยต์ อยู่ที่ 31.4% และอัตรากำไรก่อนภาษีปรับปรุงขยายขึ้น 50 เบซิสพอยต์ อยู่ที่ 11.9% TJX ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตรากำไรก่อนภาษีปรับปรุงปีงบประมาณ 2027 เป็น 12% ถึง 12.1% จากเดิม 11.9% ถึง 12% และปรับคาดการณ์กำไรปรับปรุงเป็น 5.15 ถึง 5.20 ดอลลาร์ต่อหุ้น จากเดิม 5.08 ถึง 5.15 ดอลลาร์ พร้อมยังคงคาดว่ายอดขายสาขาเทียบเคียงรวมจะเติบโต 3% ถึง 4% และยอดขายอยู่ที่ 6.34 หมื่นล้านดอลลาร์ ถึง 6.38 หมื่นล้านดอลลาร์ มาร์แมกซ์เป็นแผนกที่อ่อนแอที่สุดในไตรมาสนี้ โดยยอดขายสาขาเทียบเคียงเพิ่มขึ้น 1% ชดเชยด้วยโฮมกู๊ดส์ที่เพิ่มขึ้น 7% TJX แคนาดาเพิ่มขึ้น 6% และ TJX อินเตอร์เนชันแนลเพิ่มขึ้น 7% และบริษัทปิดไตรมาสด้วยจำนวนสาขา 5,285 แห่ง พร้อมปรับเพิ่มเป้าหมายจำนวนสาขาทั่วโลกในระยะยาวขึ้นอีก 500 แห่ง เป็น 7,500 แห่ง
Zacks Investment Research·2dอ่านต่อ →
Specialty Retail

TJX ปรับเพิ่มคาดการณ์ปีงบประมาณ 2027 และเป้าหมายจำนวนสาขา ขณะที่มูลค่ายังคงแพง

บริษัท TJX Companies ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรต่อหุ้นปรับปรุงสำหรับปีงบประมาณ 2027 เป็น 5.15 ถึง 5.20 ดอลลาร์ต่อหุ้น จากเดิม 5.08 ถึง 5.15 ดอลลาร์ พร้อมคาดการณ์ยอดขายสาขาเทียบเคียงเติบโต 3% ถึง 4% และยอดขายรวม 6.34 หมื่นล้านถึง 6.38 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5% ถึง 6% ผู้ค้าปลีกราคาถูกยังปรับเพิ่มเป้าหมายจำนวนสาขาทั่วโลกในระยะยาวอีก 500 แห่ง เป็น 7,500 แห่ง และวางแผนเร่งการเติบโตของจำนวนสาขาต่อปีเป็น 4% เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2028 กระแสเงินสดจากการดำเนินงานแตะ 3.3 พันล้านดอลลาร์ในครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2027 เพิ่มจาก 2.2 พันล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า และ TJX คืนเงินให้ผู้ถือหุ้น 2.4 พันล้านดอลลาร์ในครึ่งแรก รวมถึงการซื้อหุ้นคืน 1.4 พันล้านดอลลาร์และเงินปันผล 1 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ฝ่ายบริหารยังคงคาดว่าการซื้อหุ้นคืนในปีงบประมาณ 2027 จะอยู่ที่ประมาณ 2.75 พันล้านถึง 3 พันล้านดอลลาร์ กรณีการเติบโตนี้เผชิญความเสี่ยงด้านการดำเนินงานและต้นทุน ยอดขายสาขาเทียบเคียงของ Marmaxx เพิ่มขึ้นเพียง 1% ในไตรมาสที่สอง และต้นทุนการขายทั่วไปและการบริหารปรับปรุงอยู่ที่ 19.7% ของยอดขาย แย่ลง 20 เบซิสพอยต์เมื่อเทียบปีต่อปี จากต้นทุนค่าจ้างและเงินเดือนพนักงานในสาขาที่สูงขึ้น โดยอัตรากำไรขั้นต้นปรับปรุงของไตรมาสที่สามคาดว่าจะอยู่ที่ 32.1% ถึง 32.2% ลดลง 40 ถึง 50 เบซิสพอยต์จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น อัตราส่วนราคาต่อยอดขายล่วงหน้า 12 เดือนของ TJX ที่ 2.06 อยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มอุตสาหกรรมย่อยของ Zacks ที่ 1.58 และค่ามัธยฐานห้าปีของหุ้นที่ 1.95 และอัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้าปีแรกอยู่ที่ 33.41 ทำให้กรณีการลงทุนผูกอยู่กับการทำตามเป้าหมายกำไร การปรับปรุงของ Marmaxx และความคืบหน้าสู่เป้าหมายจำนวนสาขาที่มากขึ้น
Zacks Investment Research·2dอ่านต่อ →
Specialty Retail

หุ้น TJX ร่วง 17.4% ในหนึ่งเดือน แม้กำไรเกินคาดและปรับเพิ่มแนวโน้มผลประกอบการ

หุ้น TJX ร่วงลง 17.4% ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา แม้ว่ากำไรต่อหุ้นปรับปรุงสำหรับไตรมาสที่สองของปีงบประมาณ 2027 อยู่ที่ 1.22 ดอลลาร์ต่อหุ้น สูงกว่าที่ Zacks Consensus คาดไว้ที่ 1.18 ดอลลาร์ต่อหุ้น และฝ่ายบริหารได้ปรับเพิ่มแนวโน้มกำไรต่อหุ้นปรับปรุงทั้งปีเป็น 5.15 ถึง 5.20 ดอลลาร์ต่อหุ้นก็ตาม การเทขายครั้งนี้มุ่งความสนใจไปที่ Marmaxx ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของ TJX โดยยอดขายสาขาเทียบเคียงเพิ่มขึ้นเพียง 1% ในไตรมาสที่สอง ต่ำกว่าที่ฝ่ายบริหารคาดไว้ โดยได้แรงหนุนจากมูลค่าตะกร้าเฉลี่ยที่สูงขึ้น ซึ่งถูกหักลบบางส่วนจากจำนวนลูกค้าที่ซื้อสินค้าลดลงเล็กน้อย ฝ่ายบริหารระบุว่าผลที่ต่ำกว่าเป้านี้เกิดจากปัจจัยภายในบริษัทเองและเกี่ยวข้องกับส่วนผสมของสินค้า และกล่าวว่าแนวโน้มเริ่มดีขึ้นในช่วงต้นไตรมาสที่สาม จุดอ่อนของ Marmaxx ถูกชดเชยด้วยธุรกิจส่วนที่เหลือของบริษัท โดยยอดขายสาขาเทียบเคียงรวมเพิ่มขึ้น 4% และยอดขายสุทธิเพิ่มขึ้น 5% แตะ 1.518 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอดขายสาขาเทียบเคียงของ HomeGoods เพิ่มขึ้น 7% ของ TJX Canada เพิ่มขึ้น 6% และของ TJX International เพิ่มขึ้น 7% ต้นทุนการขายทั่วไปและการบริหารปรับปรุงอยู่ที่ 19.7% ของยอดขาย แย่ลง 20 เบซิสพอยต์เมื่อเทียบกับปีก่อน จากต้นทุนค่าจ้างพนักงานในร้านที่สูงขึ้น และอัตรากำไรขั้นต้นปรับปรุงของไตรมาสที่สามคาดว่าจะอยู่ที่ 32.1% ถึง 32.2% ลดลง 40 ถึง 50 เบซิสพอยต์ สาเหตุหลักจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ขณะที่การเคลื่อนไหวของค่าเงินลดการเติบโตของยอดขายสุทธิที่รายงานในไตรมาสที่สองลง 1 เปอร์เซ็นต์ อัตราส่วนราคาต่อยอดขายล่วงหน้า 12 เดือนของ TJX ที่ 2.06 ยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มอุตสาหกรรมย่อยของ Zacks ที่ 1.58 และสูงกว่าค่ามัธยฐานห้าปีของบริษัทเองที่ 1.95 ทำให้นักลงทุนจับตาว่า Marmaxx จะปรับตัวดีขึ้นตามที่คาดไว้หรือไม่ ขณะที่บริษัทต้องบริหารแรงกดดันด้านค่าจ้างและต้นทุนเชื้อเพลิง
Zacks Investment Research·2dอ่านต่อ →
Specialty Retail

ยอดขายสาขาเดิมอีคอมเมิร์ซของ Boot Barn พุ่ง 13.4% จากแรงหนุนช่องทางดิจิทัลในไตรมาส 1

Boot Barn Holdings รายงานว่ายอดขายสาขาเดิมผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้น 13.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2027 สูงกว่าการเติบโต 3.8% ของยอดขายสาขาเดิมหน้าร้าน และดันยอดขายสาขาเดิมรวมเพิ่มขึ้น 4.7% ยอดขายสุทธิเพิ่มขึ้น 17.7% แตะ 593.5 ล้านดอลลาร์ จากแรงหนุนของยอดขายสาขาเดิมที่สูงขึ้นและการเปิดสาขาใหม่ โดยในไตรมาสนี้บริษัทเปิดสาขาใหม่ 27 แห่ง สิ้นสุดช่วงเวลาดังกล่าวด้วยจำนวนสาขาทั้งหมด 566 แห่งใน 49 รัฐ ฝ่ายบริหารคาดการณ์สำหรับปีงบประมาณ 2027 ว่ายอดขายสาขาเดิมผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซจะเติบโต 11-13% เทียบกับยอดขายสาขาเดิมหน้าร้านที่คาดว่าจะเติบโต 1-3% โดยยอดขายสาขาเดิมรวมคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2-4% และยอดขายรวมคาดการณ์อยู่ระหว่าง 2.58 พันล้านดอลลาร์ถึง 2.63 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นการเติบโต 14-16% ยอดขายสาขาเดิมอีคอมเมิร์ซเบื้องต้นในเดือนกรกฎาคมชะลอลงมาอยู่ที่ 10.7% ขณะที่ยอดขายสาขาเดิมรวมทรงตัวโดยประมาณ ท่ามกลางการเปรียบเทียบที่ยากลำบากและปริมาณลูกค้าเข้าร้านที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่างๆ ที่อ่อนแอลง แม้ว่าช่องทางออนไลน์ยังคงรักษาการเติบโตในระดับเลขสองหลักก็ตาม ประมาณการฉันทามติของ Zacks บ่งชี้ว่ากำไรปีงบประมาณ 2027 จะเติบโต 22.6% และปีงบประมาณ 2028 จะเติบโต 10.5% โดยประมาณการทั้งสองได้รับการปรับขึ้นในช่วง 60 วันที่ผ่านมา
Zacks Investment Research·2dอ่านต่อ →
Specialty Retail

Carvana ขยายบริการส่งรถภายในวันเดียวสู่พื้นที่มินนีแอโพลิส

Carvana ประกาศขยายบริการส่งรถภายในวันเดียวให้แก่ลูกค้าในเขตมหานครมินนีแอโพลิส โดยลูกค้าในพื้นที่บางรายสามารถรับรถได้ในวันเดียวกับที่สั่งซื้อบน Carvana.com ลูกค้าในพื้นที่ที่ต้องการขายรถให้ Carvana ยังสามารถนัดหมายเข้ารับและส่งมอบรถได้เร็วที่สุดในวันเดียวกับที่เสร็จสิ้นกระบวนการประเมินราคาออนไลน์ของบริษัท บริการนี้พึ่งพาเครือข่ายโลจิสติกส์ของ Carvana เองและศูนย์ตรวจสอบและปรับสภาพรถประจำภูมิภาค และ Jacqueline Hearns ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายปฏิบัติการตลาดและการขยายธุรกิจของ Carvana กล่าวว่าบริษัทกำลังทำให้ลูกค้าในเขต Twin Cities ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมซื้อหรือขายรถได้ง่ายขึ้นตามตารางเวลาของตนเอง บริการนี้เปิดตัวครั้งแรกในรัฐแอริโซนา และปัจจุบันมีให้บริการในบางตลาดทั่วกว่า 20 รัฐ โดยบริษัทวางแผนจะขยายบริการนี้ในระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่องพร้อมกับการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และศูนย์ปรับสภาพรถทั่วประเทศ Carvana ซึ่งเปิดตัวในปี 2013 ระบุว่ามีลูกค้ามากกว่า 4 ล้านรายใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยานยนต์ของบริษัทในการเลือกซื้อ ขาย จัดไฟแนนซ์ และเทิร์นรถทั้งหมดผ่านช่องทางออนไลน์
Business Wire·2dอ่านต่อ →
Specialty Retail

แซ็กส์เพิ่ม AGCO, บอสตัน ไซเอนทิฟิก และแบธ แอนด์ บอดี้ เวิร์กส เข้าสู่รายชื่อขายแรง

แซ็กส์ อินเวสต์เมนต์ รีเสิร์ช เพิ่มหุ้นสามตัวเข้าสู่รายชื่อแซ็กส์ แรงก์ #5 หรือรายชื่อขายแรง เมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา บริษัท AGCO ผู้ผลิตอุปกรณ์การเกษตร มีการปรับประมาณการกำไรปีปัจจุบันของแซ็กส์ คอนเซนซัส ลง 8.1% ในช่วง 60 วันที่ผ่านมา บริษัท บอสตัน ไซเอนทิฟิก ผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์ มีการปรับประมาณการกำไรปีปัจจุบันลง 1.8% ในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่บริษัท แบธ แอนด์ บอดี้ เวิร์กส ผู้ค้าปลีกเฉพาะทางด้านผลิตภัณฑ์หอมในบ้าน ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย สบู่ และเจลล้างมือ มีการปรับประมาณการกำไรปีปัจจุบันลง 11.6% ในช่วง 60 วันที่ผ่านมา
Zacks Investment Research·2dอ่านต่อ →
Specialty Retail

GameStop รายงานกำไรจากการดำเนินงานไตรมาส 2 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ธุรกิจของสะสมคิดเป็น 45.1% ของยอดขายสุทธิ

GameStop รายงานยอดขายไตรมาส 2 ปี 2026 ที่ 790.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำไรสุทธิ 298.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับกำไรจากการดำเนินงานไตรมาส 2 ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์และกำไรจากการดำเนินงานปรับปรุงที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ธุรกิจของสะสมของบริษัทพุ่งขึ้น 57% และเติบโตจนคิดเป็น 45.1% ของยอดขายสุทธิ ขณะที่กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายปรับปรุงเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า แม้ว่ารายได้โดยรวมจะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ไรอัน โคเฮน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเพิ่งซื้อหุ้น 1,000,000 หุ้นในตลาดเปิดด้วยเงินส่วนตัว และบริษัทได้หยุดโครงการซื้อหุ้นคืนภายใต้โครงการใหม่ มุมมองมูลค่ายุติธรรมห้ามุมมองจากชุมชน Simply Wall St ต่อหุ้นนี้อยู่ในช่วงประมาณ 30 ดอลลาร์สหรัฐ ถึงกว่า 400 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น สะท้อนความเห็นที่แตกต่างกันอย่างกว้างขวางว่าการเติบโตของธุรกิจของสะสมและกำไรจากการลงทุนจะยั่งยืนเพียงใด
Simply Wall St·3dอ่านต่อ →
Specialty Retail

Chewy ยื่นจดทะเบียนแบบเชลฟ์แบบสากลเพื่อคงทางเลือกด้านเงินทุน

Chewy ได้ยื่นแบบแสดงรายการจดทะเบียนแบบเชลฟ์แบบสากลซึ่งครอบคลุมหลักทรัพย์หลายประเภท รวมถึงหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิ ใบแสดงสิทธิในเงินฝาก ใบสำคัญแสดงสิทธิ สัญญาซื้อขาย และหน่วยลงทุนที่ผู้ค้าปลีกรายนี้อาจเสนอขายได้ในอนาคต การยื่นจดทะเบียนครั้งนี้ทำให้บริษัทมีความยืดหยุ่นในการระดมทุนได้อย่างรวดเร็วสำหรับการเข้าซื้อกิจการหรือการลงทุนในองค์กรอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้น และเกิดขึ้นควบคู่กับสินเชื่อระยะยาวมูลค่า 600.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดจนการซื้อหุ้นคืนจำนวนมากที่ทำเสร็จในไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แบบแสดงรายการนี้ยังครอบคลุมหุ้นสามัญซึ่งอาจทำให้ผู้ถือหุ้นเดิมถูกลดสัดส่วนการถือครอง และสวนทางกับการซื้อหุ้นคืนเมื่อเร็ว ๆ นี้ หาก Chewy เลือกใช้ช่องทางดังกล่าว Chewy ดำเนินแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสำหรับสินค้าสัตว์เลี้ยงที่เน้นตลาดสหรัฐฯ และเรื่องราวการลงทุนของบริษัทพึ่งพาการเปลี่ยนฐานลูกค้าสัตว์เลี้ยงที่ใช้บริการแบบสมัครสมาชิกเป็นหลัก และการผลักดันบริการสัตวแพทย์ ให้กลายเป็นกำไรที่สูงขึ้นและสม่ำเสมอมากขึ้น โดยคาดว่าคลินิก Chewy Vet Care แห่งใหม่จะช่วยเจาะตลาดบริการสัตวแพทย์มูลค่า 25 พันล้านดอลลาร์ได้มากขึ้น นักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นแล้วว่าบริษัทพึ่งพาบริการ Autoship อย่างมาก และการเติบโตของลูกค้าอยู่ในระดับปานกลาง ดังนั้นการเคลื่อนไหวด้านการเงินครั้งเดียวกันนี้อาจถูกมองได้ว่าเป็นความรอบคอบในการเสริมกำลังหรือเป็นการขยายเกินตัว ขึ้นอยู่กับว่าเรื่องราวของ Chewy แบบใดที่นักลงทุนเห็นว่าเป็นจริงมากที่สุด
Simply Wall St·3dอ่านต่อ →
Specialty Retail

กรุงศรีคงคำแนะนำซื้อ DOHOME เป้า 4.40 บาท ยอดขายสาขาเดิมโต 4-6%

บล.กรุงศรี ระบุว่า บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME ยังมียอดขายสาขาเดิมหรือ SSS ในไตรมาส 3 เติบโต 4-6% เมื่อเทียบปีต่อปี โดยช่วง 10 วันแรกของเดือนกันยายน แม้ไม่มีแรงหนุนจากฐานยอดขายเหล็กต่ำเหมือนในเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม แต่ SSS ยังเติบโตระดับกลางจากคำสั่งซื้อกลุ่มผู้รับเหมาที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะงานโครงการต่อเนื่องของหน่วยงานรัฐ ส่งผลให้ SSS กลุ่ม Back Office โต 6-9% ขณะที่ยอดขายหน้าร้านโต 1-3% สำหรับช่วงที่เหลือของไตรมาส มองว่าการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณช่วงท้ายปีจะหนุนให้ SSS ไตรมาส 3 ปี 2569 ยังโต 4-6% เมื่อเทียบปีต่อปี เทียบกับไตรมาส 2 ปี 2569 ที่โต 1.8% ด้านอัตรากำไรขั้นต้นหรือ GPM คาดกลับมาอยู่ที่ 17-18% ใกล้เคียงไตรมาส 3 ปี 2568 แต่ลดลงจาก 19.8% ในไตรมาส 2 ปี 2569 หลังหมดแรงหนุนจากสต็อกสินค้าต้นทุนต่ำและจังหวะราคาขายเหล็กที่เร่งขึ้น โดย GPM เหล็กลดลงเหลือ 7-9% จาก 12-14% ในไตรมาส 2 ปี 2569 และต่ำกว่าระดับปกติที่ 10-12% เล็กน้อย แต่สัดส่วน House Brand เพิ่มเป็น 18-19% จาก 17-18% ในไตรมาส 3 ปี 2568 ช่วยชดเชยมาร์จิ้นเหล็กที่อ่อนลง บริษัทยังไม่มีแผนเปิดสาขาขนาดใหญ่เพิ่มในครึ่งปีหลังปี 2569 จากปัจจุบัน 27 สาขา โดยหันมาเน้นขยาย Dohome ToGo ซึ่งเป็นสาขาขนาดเล็กและคิดเป็นเพียง 2-3% ของรายได้ จาก 29 สาขา ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มขึ้น 6 สาขาเทียบครึ่งปีก่อน โดยตั้งเป้าขยายเป็น 50 สาขาภายในปี 2570 กรุงศรียังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ที่ 831 ล้านบาท เติบโต 38% เมื่อเทียบปีต่อปี และคาดกำไรปกติไตรมาส 3 ปี 2569 ที่ 130-140 ล้านบาท เติบโต 32% เมื่อเทียบปีต่อปี พร้อมคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 4.40 บาท มอง DOHOME เข้าสู่รอบฟื้นตัวชัดขึ้นหลัง SSS กลับมาเป็นบวกและสัดส่วน Private brand เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่า PER ล่วงหน้า 1 ปีอยู่ใกล้กรอบล่างของช่วงซื้อขายในอดีต ทำให้ Risk-reward ยังน่าสนใจ
Specialty Retail

MGC จับมือ ROYS HOTEL เปิดบริการรับส่งแขกด้วยรถ EV XPENG หนุนธุรกิจรถเช่า SIXT

MGC เดินหน้าต่อยอด Mobility Ecosystem ผ่านธุรกิจรถเช่า SIXT โดยจับมือ ROYS HOTEL ให้บริการรับส่งผู้เข้าพักด้วยรถยนต์ไฟฟ้า XPENG เพื่อรองรับตลาดท่องเที่ยวและเทรนด์ยานยนต์พลังงานสะอาด นางสาวศุกลกานต์ ธรรมชวนวิริยะ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่สายงานสื่อสารองค์กรและลูกค้าสัมพันธ์ กลุ่มบริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC ระบุว่าธุรกิจรถเช่าช่วยสร้างรายได้ประจำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในเชิงการตลาดได้นำ SIXT เข้ามาต่อยอดร่วมกับธุรกิจโรงแรม โดย SIXT รถเช่า ประเทศไทย เป็นแบรนด์บริการรถเช่าระยะสั้นและลิมูซีนเซอร์วิสระดับโลกภายใต้การดำเนินงานของ MGC ด้าน ROYS HOTEL ธุรกิจในตระกูลธรรมชวนวิริยะ ได้กำหนดวงเงิน 300 ล้านบาท รีโนเวตอาคารและพื้นที่ครั้งใหญ่จากชื่อเดิม ROYAL SUITE ที่เปิดให้บริการเมื่อปี 2540 เพื่อยกระดับสู่มาตรฐาน 4 ดาว ภายใต้ธีม Design Your Stay โดยมีห้องพักรวมทั้งสิ้น 153 ห้อง ขนาดตั้งแต่ประมาณ 25 ตารางเมตรขึ้นไป และตั้งเป้าเปิดห้องพักชั้น 8–11 ให้ทันช่วง High Season พร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ 100% ภายในปี 2570
ทันหุ้น·3dอ่านต่อ →