จับสัญญาณกำไรไตรมาส 3 คัดหุ้นเติบโตแข็งแกร่ง

Earnings
โดย thunhoon.com·TH·อ่านต้นฉบับ
สรุป · ทำไมข่าวนี้ถึงสำคัญ

กำไรสุทธิไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียนไทยคาดขยายตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยแรงหนุนหลักมาจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ส่วนต่างปิโตรเคมี รายได้จากบริการมือถือและอินเทอร์เน็ต ดีมานด์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่และกำไรจากธุรกิจโรงไฟฟ้าต่างประเทศของ GULF ขณะที่ต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นกดดันกลุ่มสายการบิน และส่วนต่างดอกเบี้ยที่หดตัวกดดันกลุ่มธนาคาร กลุ่มที่กำไรหลักคาดเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อนนำโดยกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งได้แรงหนุนจากราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมที่เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับปีก่อน และค่าการกลั่น Singapore GRM ที่เพิ่มขึ้น 434% เมื่อเทียบกับปีก่อน กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ได้แรงหนุนจากดีมานด์ AI และ data center ที่แข็งแกร่ง โดยยอดขาย Power Electronics ของ DELTA Taiwan ในเดือนกรกฎาคมเติบโต 59% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 17% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน KCE คาดว่ารายได้จาก PCB อาจเพิ่มขึ้น 17-19% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากการปรับขึ้นราคาสินค้าที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ซึ่งจะหนุนให้ราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นราว 9-10% HANA เห็นอัตราการใช้กำลังการผลิต IC ฟื้นตัว และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI คาดเริ่มเข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ไตรมาส 3 กลุ่มสื่อสารได้แรงหนุนจากรายได้จากบริการมือถือและอินเทอร์เน็ต กลุ่มโรงพยาบาลคาดว่ารายได้กลับมาเติบโตทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและเดือนก่อนในเดือนกรกฎาคม หนุนจากผู้ป่วยไทยและตะวันออกกลาง โดยประเมินว่าเที่ยวบินจากอ่าวเปอร์เซียฟื้นถึงระดับก่อนสงครามตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม กลุ่มค้าปลีกเห็นตัวเลขยอดขายสาขาเดิมปรับตัวขึ้น 1% เมื่อเทียบกับปีก่อนในเดือนกรกฎาคม นำโดยกลุ่มค้าปลีกสินค้า IT โดย COM7 คาดยอดขายรวมเติบโต 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ ADVICE เติบโต 17% เมื่อเทียบกับปีก่อน CPALL คาดยอดขายสาขาเดิมขยายตัว 0.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนเฉลี่ยเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ขณะที่ Makro ทรงตัว และ Lotus หดตัว 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน กลุ่มท่องเที่ยวเห็นรายได้ต่อห้องพักในเดือนกรกฎาคมของ AWC เพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับปีก่อน CENTEL เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ERW เพิ่มขึ้นประมาณ 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ MINT เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปีก่อน กลุ่มที่กำไรหลักคาดลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนนำโดยกลุ่มขนส่ง ซึ่งถูกกดดันจากต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่เพิ่มขึ้น กลุ่มธนาคารซึ่งถูกกดดันจากส่วนต่างดอกเบี้ยที่หดตัวต่อเนื่อง และกลุ่มเนื้อสัตว์ซึ่งถูกกดดันจากราคาเนื้อสัตว์ที่ลดลง โดยราคาหมูเฉลี่ยเดือนกรกฎาคมปรับลดลง 14% เมื่อเทียบกับปีก่อน และราคาไก่ลดลง 1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่กลุ่มส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงคาดยอดขายยังเติบโต 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนในเดือนกรกฎาคม นักวิเคราะห์แนะนำให้เน้น selective ในหุ้นที่แนวโน้มกำไรไตรมาส 3 ยังคาดเติบโตแข็งแกร่ง ไม่เห็นการปรับกำไรลงแรงในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา และมีปัจจัยบวกหนุนการฟื้นตัวชัดเจน ได้แก่ KCE ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ CBG ในกลุ่มเครื่องดื่ม ซึ่งคาดยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศเติบโต 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน และในพม่าเติบโต 70% เมื่อเทียบกับปีก่อนในไตรมาส 3 ปี 2569 ITC ในกลุ่มส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง BH และ BDMS ในกลุ่มโรงพยาบาล AOT และ CENTEL ในกลุ่มท่องเที่ยวและสนามบิน และ GPSC ในกลุ่มโรงไฟฟ้า ซึ่งรับรู้กำไรจากโรงไฟฟ้า GHECO-One และ Glow IPP เต็มไตรมาส

ผลกระทบต่อหุ้น 17

Consumer Discretionary · 5 หุ้น
Com7 PCL
COM7
▲ บวกอุปสงค์ความเกี่ยวข้อง

COM7 expects total sales to grow 15% from a year earlier, led by IT product retailers.

Energy Transition & Power Demand · 2 หุ้น
Semiconductors · 2 หุ้น
KCE Electronics Public Company Limited
KCE
▲ บวกการตั้งราคาความเกี่ยวข้อง

PCB revenue may rise 17-19% QoQ due to product price increases effective July 1, lifting ASPs by 9-10%.

Consumer Staples · 2 หุ้น
Electrification & Mobility · 1 หุ้น
Aging Population · 1 หุ้น
Health Care · 1 หุ้น
Bumrungrad Hospital PCL
BH
▲ บวกอุปสงค์ความเกี่ยวข้อง

Hospital group revenue expected to return to growth supported by Thai and Middle Eastern patients.

Industrials · 1 หุ้น
Real Estate · 1 หุ้น
Digital Finance & Tokenization · 1 หุ้น

ผลกระทบต่อธีม 4

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

impact 5

ไฮเปอร์สเกลเลอร์สหรัฐฯ เตรียมใช้จ่ายสูงถึง 7.25 แสนล้านดอลลาร์กับโครงสร้างพื้นฐาน AI ในปี 2026

ไฮเปอร์สเกลเลอร์รายใหญ่ห้ารายของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าเงินลงทุนรวม (capex) ในปี 2026 จะอยู่ที่ 6.6 แสนล้านถึง 7.25 แสนล้านดอลลาร์ หรือเกือบสองเท่าของการใช้จ่ายในปี 2025 เนื่องจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังเปลี่ยนจากซอฟต์แวร์มาสู่โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ไมโครซอฟต์คาดการณ์เงินลงทุนปรับปรุง (adjusted capital expenditure) ประมาณ 1.75 แสนล้านดอลลาร์ทั้งในปีงบประมาณ 2026 และ 2027 โดยสองในสามของการใช้จ่ายรายไตรมาสจะไปที่สินทรัพย์อายุสั้นอย่างซีพียูและจีพียู ส่วนที่เหลือไปที่โครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูลอายุยาว และบริษัทได้เพิ่มกำลังการผลิต 1 กิกะวัตต์ในไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ 2026 ซึ่งทำให้ขนาดโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกเป็นสองเท่าภายในสองปี ด้านอเมซอน เว็บ เซอร์วิส (AWS) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินลงทุนปี 2026 ขึ้นเป็นประมาณ 2.2 แสนล้านดอลลาร์ โดยแอนดี แจสซี ซีอีโอ กล่าวว่ากำลังการผลิต AI คาดว่าจะยังคงตึงตัวไปจนถึงปี 2027 และอุปสงค์ที่มีสัญญารองรับจะขยายไปถึงปี 2028 ขณะที่เมตาเผชิญกำไรลดลง 14% ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 แม้รายได้เพิ่มขึ้น 28% เนื่องจากการขยายโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงศูนย์ข้อมูลขนาด 1 กิกะวัตต์ในรัฐโอไฮโอและสิ่งอำนวยความสะดวกในรัฐลุยเซียนาที่อาจขยายได้ถึง 5 กิกะวัตต์ กดดันอัตรากำไร ขณะที่อัลฟาเบตปรับเพิ่มคาดการณ์เงินลงทุนปี 2026 ขึ้นเป็นสูงสุด 2.05 แสนล้านดอลลาร์ และงานในมือ (backlog) ของกูเกิล คลาวด์เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบปีต่อปีเป็น 2.4 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนกิจการร่วมค้าสตาร์เกตซึ่งประกอบด้วยออราเคิล โอเพนเอไอ และอื่น ๆ ตั้งเป้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสูงสุด 5 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2029 และเงินลงทุนของออราเคิลในปีงบประมาณ 2026 อยู่ที่ 5.57 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากปีก่อนหน้า
Yahoo Finance·1hอ่านต่อ →

Tigress Financial ปรับเป้าราคา Intel ขึ้นเป็น 145 ดอลลาร์ จากความร่วมมือ Terafab

Tigress Financial ยืนยันคำแนะนำซื้อหุ้น Intel และปรับเป้าราคาขึ้นเป็น 145 ดอลลาร์ จากเดิม 118 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 15 กันยายน โดยอ้างถึงความร่วมมือ Terafab กับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอีลอน มัสก์ ซึ่งรวมถึง SpaceX, Tesla และ xAI ว่าเป็นแรงหนุนเชิงกลยุทธ์ต่อความทะเยอทะยานด้านโรงงานผลิตชิป AI ของบริษัท โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการผลิตเซมิคอนดักเตอร์อันทะเยอทะยานที่มุ่งผลิตชิปขั้นสูงสำหรับปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ ยานยนต์ไร้คนขับ และการใช้งานที่ต้องใช้พลังประมวลผลสูงอื่นๆ Intel ระบุในรายงานผลประกอบการไตรมาสที่สองว่าบริษัทยังอยู่ในตำแหน่งที่ดีในการแสวงหาการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการบรรจุขั้นสูงและเครือข่ายโรงงานผลิตเวเฟอร์ โดยชี้ให้เห็นถึงโมเมนตัมในด้าน Physical AI และหุ่นยนต์ โดยมีลูกค้ามากกว่า 130 รายที่กำลังทดสอบโปรเซสเซอร์ Core Ultra Series 3 และ Core Series 3 สำหรับการใช้งาน AI ที่ทำงานที่ขอบเครือข่ายและหุ่นยนต์ เงื่อนไขทางการค้าของความร่วมมือ ปริมาณการผลิต และการมีส่วนสนับสนุนรายได้ที่อาจเกิดขึ้นยังไม่ได้รับการเปิดเผยอย่างเต็มที่ และความเสี่ยงหลักคือความร่วมมือนี้อาจเสริมความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ของ Intel ในด้านการผลิตชิปโดยไม่สร้างผลตอบแทนทางการเงินที่มีนัยสำคัญเป็นเวลาหลายปี ตามฐานข้อมูลของ Insider Monkey มีกองทุนเฮดจ์ฟันด์ 138 แห่งที่ถือหุ้นใน Intel ณ สิ้นไตรมาสที่สอง เพิ่มขึ้นจาก 112 แห่งในไตรมาสแรก โดย SoftBank Group Corp. และ Coatue Management เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นสถาบันที่สำคัญ ด้วยมูลค่าประมาณ 1.214 หมื่นล้านดอลลาร์ และ 1.68 พันล้านดอลลาร์ ตามลำดับ ขณะที่หุ้น Intel ประมาณ 152.25 ล้านหุ้นถูกขายชอร์ต ณ วันที่ 31 สิงหาคม คิดเป็นประมาณ 3.02% ของหุ้นที่หมุนเวียนในตลาด
Insider Monkey·3hอ่านต่อ →
impact 4

ยูบีเอสปรับเพิ่มคาดการณ์การใช้จ่ายด้านเอไอเป็นเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้

ยูบีเอสคาดว่าการใช้จ่ายลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์จะแตะเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026 ก่อนจะเพิ่มขึ้นสู่ราว 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2027 โดยต้นทุนหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้นคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของการเพิ่มขึ้นนี้ ประมาณการล่าสุดของธนาคารระบุว่าการใช้จ่ายลงทุนด้านเอไอทั้งหมดจะอยู่ที่ 998 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้ เกือบสองเท่าของ 506 พันล้านดอลลาร์ที่บันทึกไว้ในปี 2025 และคาดการณ์การใช้จ่ายที่ 1.447 ล้านล้านดอลลาร์ในปีหน้า หน่วยความจำกำลังกลายเป็นแหล่งที่มาหลักของการเติบโตดังกล่าว โดยยูบีเอสประเมินว่าการใช้จ่ายด้านหน่วยความจำจะเพิ่มจาก 71 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 เป็น 367 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้ และ 923 พันล้านดอลลาร์ในปี 2027 ขณะที่ต้นทุนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเอไอประเมินไว้ที่ 631 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 ก่อนจะลดลงเหลือ 525 พันล้านดอลลาร์ในปีหน้า นั่นหมายความว่าต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้นจะคิดเป็นราว 60% ของการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายลงทุนด้านเอไอในปีนี้ และมากกว่าการเพิ่มขึ้นสุทธิทั้งหมดในปี 2027 และเมื่อรวมสองปีนี้ ยูบีเอสคำนวณว่าประมาณ 90% ของการเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ของการใช้จ่ายลงทุนด้านเอไอระหว่างปี 2025 ถึง 2027 จะมาจากการใช้จ่ายด้านหน่วยความจำที่สูงขึ้น หน่วยความจำคิดเป็นสัดส่วนราว 14% ของการใช้จ่ายลงทุนด้านเอไอทั้งหมดในปี 2025 ซึ่งธนาคารประเมินว่าสัดส่วนนี้จะเพิ่มเป็น 37% ในปีนี้ และแตะ 64% ในปี 2027 และยูบีเอสระบุว่าการเพิ่มขึ้นที่ขับเคลื่อนด้วยราคาจะเพิ่มเม็ดเงินให้กับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริงของสหรัฐฯ ค่อนข้างน้อย แต่กลับเป็นการโอนรายได้และกำไรไปยังผู้ผลิตหน่วยความจำในเอเชียแทน
Investing.com·6hอ่านต่อ →