← Back

Siam City Cement Public Company Limited

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (Siam City Cement Public Company Limited) ผลิต นำเข้า ส่งออก และจำหน่ายปูนซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย เวียดนาม ศรีลังกา สิงคโปร์ ออสเตรเลีย กัมพูชา บังกลาเทศ อินโดนีเซีย อินเดีย ดูไบ และตลาดต่างประเทศอื่น ๆ โดยดำเนินธุรกิจผ่าน 5 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ซีเมนต์ คอนกรีตและมวลรวม การจัดการของเสียและบริการอุตสาหกรรม วัสดุก่อสร้างน้ำหนักเบา และพลังงาน ผลิตภัณฑ์ของบริษัทประกอบด้วยปูนฉาบ/ปูนผสมสำเร็จรูป คอนกรีต มวลรวม ผลิตภัณฑ์ซูเปอร์บล็อกและคอนวูด ผลิตภัณฑ์กาวปูกระเบื้อง ไฟเบอร์ซีเมนต์สำหรับทดแทนไม้ และบล็อกและแผ่นคอนกรีตมวลเบาแบบอบไอน้ำ นอกจากนี้ยังให้บริการกำจัดของเสียอุตสาหกรรม เชื้อเพลิงทดแทน การค้าวัตถุดิบ การทำความสะอาดอุตสาหกรรม บริการด้านเทคนิค และการจัดการและพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ผลิตไฟฟ้าจากความร้อนทิ้งและพลังงานแสงอาทิตย์ ให้บริการด้านการลงทุนและการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า และผลิตและจำหน่ายถ่านหินและเอทานอล บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 1969 และมีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย และเป็นบริษัทย่อยของ Sunrise Equity Company Limited

Country
Price · split & dividend adjusted
News & notes moving SCCC.BK
SCCC.BK5

โบรกชู CK-STECON เด่น รับงบปี 70 ปลดล็อกประมูลเมกะโปรเจกต์

บทวิเคราะห์กลุ่มรับเหมาก่อสร้างของ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่าการผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเร่งลงทุนภาครัฐรอบใหม่ โดยมีงบลงทุนสูงถึงประมาณ 7.89 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 20.8% ของงบประมาณทั้งหมด ขณะที่กระทรวงคมนาคมเตรียมผลักดันโครงการลงทุนรวม 262 โครงการ ครอบคลุมถนน รถไฟ รถไฟฟ้า ท่าเรือ และสนามบิน ส่วนงบท้องถิ่นเกือบ 3.95 แสนล้านบาท จะช่วยเพิ่มงานก่อสร้างและซ่อมบำรุงในภูมิภาค โดยมองว่ากลุ่มรับเหมาก่อสร้างได้รับประโยชน์โดยตรงมากที่สุด และประเมินว่า บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK และ บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON มีความเชื่อมโยงกับการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณมากที่สุด พร้อมแนะนำ "ซื้อ" CK ให้มูลค่าเหมาะสม 24 บาท และ "ซื้อ" STECON ให้มูลค่าเหมาะสม 23 บาท ด้านกลุ่มวัสดุก่อสร้างมองว่า SCC, SCCC และ TASCO เป็นผู้ได้รับประโยชน์ โดย TASCO จะได้แรงหนุนจากงบซ่อมบำรุงถนนและโครงข่ายทางหลวง ขณะที่ บล.พาย มีมุมมองสอดคล้องกันว่าเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกของงานประมูลภาครัฐรอบใหม่ โดยตั้งแต่ต้นปี 2569 CK มีการลงนามงานใหม่ในลักษณะงานเพิ่มเติมจากโครงการเดิมเพียงประมาณ 870 ล้านบาท ทำให้ Backlog ลดลงจากกว่า 168,000 ล้านบาท ในช่วงต้นปี มาอยู่ที่ประมาณ 146,000 ล้านบาท ณ สิ้นครึ่งแรกปี 2569 แต่ทิศทางงานใหม่เริ่มชัดเจนขึ้นหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2569 อนุมัติเดินหน้าโครงการรถไฟทางคู่ 3 เส้นทาง มูลค่ารวมกว่า 1.06 แสนล้านบาท ประกอบด้วย ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี มูลค่า 36,892 ล้านบาท ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ มูลค่า 61,534 ล้านบาท และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ มูลค่า 8,371 ล้านบาท โดยคาดว่าจะเปิดประกวดราคาได้ในช่วงต้นปี 2570 ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 ซึ่งมีทั้งหมด 6 โครงการ และ บล.พาย มองว่าการเปิดประมูลโครงการรถไฟทางคู่มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท เป็นโอกาสให้ CK เข้าร่วมประมูลทั้งหมด โดยคาดว่า 3 โครงการดังกล่าวจะแบ่งออกเป็นประมาณ 5 สัญญา ซึ่งหากได้รับงานใหม่ จะเป็น Upside ต่อประมาณการรายได้ปี 2570 ที่ บล.พาย ประเมินไว้ที่ 42,134 ล้านบาท เนื่องจากยังไม่ได้รวมงานใหม่ที่จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ CK ยังมีโอกาสได้รับงานขนาดใหญ่อีก 2 โครงการที่เกี่ยวข้องกับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ได้แก่ งานวางระบบรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ มูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาท และโครงการทางด่วน Double Deck มูลค่าประมาณ 35,000 ล้านบาท โดย บล.พาย ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" CK ให้มูลค่าเหมาะสม 23.10 บาท อิง 1.3 เท่าของมูลค่าทางบัญชีปี 2569
SCCC.BK

อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้ 3 ฉากทัศน์ประชุม Fed พร้อมแนะหุ้นรับมือ

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐหรือ Fed ที่จะมีขึ้นพรุ่งนี้ไว้ 3 กรณี หลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐเดือน ส.ค. ออกมาใกล้เคียงคาด โดยดัชนีราคาผู้บริโภคหรือ CPI อยู่ที่ 3.4%YoY เท่ากับเดือนก่อน ขณะที่ Core CPI หรือเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอจาก 2.5% เหลือ 2.4%YoY แต่ตัวเลขในมุม MoM สูงกว่าคาดเล็กน้อย และระดับเงินเฟ้อโดยรวมยังสูงกว่าเป้าหมายของ Fed จึงทำให้ตลาดยังกังวลต่อทิศทางดอกเบี้ย กรณีแรกคือคงดอกเบี้ย ซึ่งเป็นกรณีฐาน แต่ตลาดให้น้ำหนักเพียงราว 10% ขณะที่เกือบ 90% ให้น้ำหนักกับการขึ้นดอกเบี้ย กรณีที่สองคือขึ้นดอกเบี้ยครั้งเดียวแบบ Dovish Hike โดยไม่ส่งสัญญาณขึ้นต่อ ซึ่งอาจกดดันให้ SET ย่อตัวในระยะสั้นก่อนสร้างฐาน และกรณีที่สามคือขึ้นดอกเบี้ยพร้อมส่งสัญญาณขึ้นต่อแบบ Hawkish Hike ซึ่งต้องจับตา Dot Plot ว่าสะท้อนเส้นทางดอกเบี้ยปีหน้าสูงขึ้นหรือไม่ สำหรับพอร์ตหุ้นไทย InnovestX แนะนำ 2 ธีมตั้งรับสำหรับผู้รับความเสี่ยงต่ำ ได้แก่ Domestic Play เน้นหุ้น Big Cap ที่อิงรายได้ในประเทศ เช่น CPALL CPN CRC BDMS BCH PR9 CHG และ High Dividend Play หุ้นที่คาดให้ Dividend Yield สม่ำเสมอเกิน 5% ต่อปี ได้แก่ BBL KTB HMPRO AP SCCC PTT FTREIT LHSC ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงแนะนำกลยุทธ์ Tactical ตามผลประชุม โดยหาก Fed คงดอกเบี้ยมอง Risk-on ที่ MTC SAWAD TIDLOR AP SIRI DELTA HANA KCE หากเป็น Dovish Hike แนะนำ Buy on Dip และหากเป็น Hawkish Hike แนะนำถือเงินสดเพิ่มและรอจังหวะตลาดปรับฐานราว 3–6 เดือน ก่อนพิจารณากลุ่มที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยสูงและเงินบาทอ่อน ได้แก่ BBL KBANK KTB TLI BLA TU ITC
SCCC.BK

อินโนเวสท์ เอกซ์ เปิด 4 ธีมหุ้นเด่น รับมือ SET หลุด 1,600 จุด

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ประเมินตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มผันผวน และเปิด 4 ธีมหุ้นเด่นรับมือ หลังดัชนี SET หลุดระดับ 1,600 จุด โดยประเมินแนวรับที่ 1,580 และ 1,575 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,605 และ 1,610 จุด พร้อมแนะนำกลยุทธ์ Selective Buy เน้นทยอยซื้อเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลง ธีมแรกคือหุ้น Defensive และหุ้นปันผลสูงที่คาดว่าจะให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสม่ำเสมอมากกว่า 5% ต่อปี ได้แก่ BBL, KTB, HMPRO, AP, SCCC และ PTT ธีมที่สองคือหุ้นรับปัจจัยเศรษฐกิจโลกและ Bond Yield สูง โดยกลุ่มพลังงานเลือก PTTEP, BCP, TOP และ SPRC กลุ่มเดินเรือได้แก่ PSL และ TTA ขณะที่ Bond Yield ระดับสูงเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มธนาคาร ได้แก่ KTB, BBL และ KBANK รวมถึงหุ้นประกันชีวิต BLA และ TLI หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีปรับขึ้นแตะ 5% เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี ธีมที่สามคือหุ้นรับประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ ได้แก่ GULF, GUNKUL, AMATA และ WHA จากความคืบหน้าร่างแผน PDP2026 และนโยบายสนับสนุนโซลาร์รูฟท็อป ขณะที่ STECON, CK และ SCCC อยู่ในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมอง CPALL, CPAXT และ BJC ได้ประโยชน์จากการต่ออายุมาตรการไทยช่วยไทยพลัส และ CPALL, CRC, ERW, CENTEL และ AOT มีปัจจัยหนุนจากมาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส ขณะที่ DELTA, HANA และ KCE อยู่ในธีมส่งเสริมการลงทุน Data Center และปัญญาประดิษฐ์ และธีมสุดท้ายคือหุ้น Laggard ได้แก่ AP, PR9, SAWAD, HMPRO, BDMS, TU, BCH, MTC และ TIDLOR ซึ่งคาดว่ากำไรครึ่งหลังปี 2569 จะเติบโตทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและครึ่งแรกของปี
SCCC.BK2

GBS คาด SET แกว่ง 1,570-1,630 จุด รับแรงกดดันน้ำมันพุ่ง-เงินเฟ้อสหรัฐฯ แนะเก็งหุ้น FTSE Rebalance

บล. โกลเบล็ก หรือ GBS ประเมินว่า SET Index สัปดาห์นี้มีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวน โดยให้กรอบเคลื่อนไหวที่ 1,570-1,630 จุด ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบ WTI ที่พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และดัชนีราคาผู้ผลิตหรือ PPI ของสหรัฐฯ เดือน ส.ค. ที่ปรับขึ้น 5.4%YoY สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 5.3% ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักเป็น 70% จากเดิม 64% ในการคาดว่า FED จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 15-16 ก.ย. นี้ ขณะที่ ECB มีมติขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ ด้านปัจจัยบวกในประเทศ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ไทยปี 2569 เป็น 2.5% จากอานิสงส์การลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกที่คาดโต 17.8% ขณะที่กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาขยายเวลาโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกไปอีก 1-2 เดือน และบอร์ด EV อนุมัติมาตรการภาษีสรรพสามิตเพื่อดันภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 3 อัตรา ด้านนายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล. โกลเบล็ก แนะนำเก็งกำไรหุ้นที่ได้อานิสงส์จากการปรับรอบดัชนี FTSE Rebalance ซึ่งมีผล ณ ราคาปิดวันที่ 18 ก.ย. 69 โดยกลุ่ม Large Cap เข้า-ออก CPN ส่วน Mid Cap เข้า CPN และออก BTS LH SCCC TU ขณะที่ Small Cap เข้า BTS FTREIT LH SCCC THAI TU และออก BLAND SPCG TPIPP
ทันหุ้น·5dอ่านต่อ →
SCCC.BK

ครม. อนุมัติรถไฟทางคู่ใต้ 3 เส้นทาง วงเงิน 1.07 แสนล้านบาท

คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้ จำนวน 3 เส้นทาง วงเงินรวม 106,798.32 ล้านบาท คาดเปิดประมูลช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 โดยโบรกเกอร์มองว่า ช.การช่าง หรือ CK จะเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากเชี่ยวชาญงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐ คาดได้งานอย่างน้อย 27,000 ล้านบาท ขณะที่ STECON คาดได้งานประมาณ 21,000 ล้านบาท โครงการทั้งสามประกอบด้วย ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท โดยรัฐบาลรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด การอนุมัติครั้งนี้จะช่วยเสริม Backlog และเพิ่มอัพไซด์ราคาหุ้น CK จากราคาเป้าหมายปัจจุบันที่ 23 บาท ขณะที่กลุ่มรับเหมาก่อสร้างอื่นๆ เช่น ITD, UNIQ, NWR ก็มีโอกาสเข้าร่วมประมูล และกลุ่มวัสดุก่อสร้างอย่าง SCC, SCCC, TASCO จะได้รับอานิสงส์จากความต้องการปูนซีเมนต์และเหล็กที่เพิ่มขึ้น
SCCC.BK

ครม.สัญจรใต้ อนุมัติรถไฟทางคู่แสนล้าน หนุนหุ้นรับเหมาก่อสร้าง

การประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคมถึง 1 กันยายน 2569 มีกำหนดพิจารณาโครงการขนาดใหญ่หลายรายการ ซึ่งอาจสร้างเม็ดเงินลงทุนในภาคใต้ต่อเนื่องหลายปี โดยเฉพาะรถไฟทางคู่ภาคใต้เฟส 2 วงเงินรวมประมาณ 104,466 ล้านบาท ครอบคลุม 3 เส้นทาง ระยะทางรวม 534 กิโลเมตร ได้แก่ ชุมพร–สุราษฎร์ธานี วงเงิน 30,423 ล้านบาท สุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่–สงขลา วงเงิน 66,271 ล้านบาท และชุมทางหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ วงเงิน 7,773 ล้านบาท ซึ่งหากได้รับอนุมัติจะช่วยเชื่อมระบบรางจากภาคกลางตอนล่างถึงชายแดนมาเลเซีย ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว โดยหุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากโครงการนี้ ได้แก่ กลุ่มรับเหมาก่อสร้างอย่าง CK, STECON, ITD, UNIQ และ NWR รวมถึงกลุ่มวัสดุก่อสร้างอย่าง SCC, SCCC และ TASCO ขณะเดียวกัน ยังมีข้อเสนอจาก 5 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 199 โครงการ วงเงินเบื้องต้นกว่า 57,000 ล้านบาท ซึ่งอาจหนุนหุ้นกลุ่มบริหารจัดการน้ำและสาธารณูปโภค เช่น FLE, UBA และ WIIK รวมถึงกลุ่มท่องเที่ยวและค้าปลีกอย่าง AOT, AAV, CENTEL, ERW, SHR, CPALL และ CRC แต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นระยะกลางถึงยาว และขึ้นอยู่กับการอนุมัติและการประมูลจริง นอกจากนี้ ยังมีโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาและสะพานเชื่อมเกาะลันตา วงเงินรวมประมาณ 6,700 ล้านบาท คาดแล้วเสร็จปี 2572 แต่ผู้รับเหมาหลักเป็นบริษัทต่างชาติ คือ CHEC Construction (M) Sdn Bhd ดังนั้นหุ้นไทยอาจได้เพียงงานรับเหมาช่วงหรือการจัดซื้อวัสดุภายในประเทศเท่านั้น นักลงทุนควรติดตามมติอนุมัติ แหล่งเงิน การแบ่งสัญญา และการได้งานจริงของแต่ละบริษัท เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดผลกระทบต่อกำไร
SCCC.BK

ตลาดหุ้นไทยปิดลบ 12.48 จุด BTS เตรียมขายหุ้นกู้ 3 ชุด

ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ 1,588.22 จุด ลดลง 12.48 จุด หรือ 0.78% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 66,470.96 ล้านบาท ขณะที่ BTS เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ใหม่ 3 ชุด อายุ 2 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.20% ต่อปี อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.55% ต่อปี และอายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.75% ต่อปี โดยทริสเรทติ้งจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ BBB+ แนวโน้มลบ คาดเปิดจองซื้อวันที่ 25 และ 28-29 กันยายนนี้ ขณะที่บอร์ด SUSCO อนุมัติจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.10 บาทต่อหุ้น ขึ้น XD วันที่ 10 กันยายน และจ่ายวันที่ 25 กันยายน ส่วน GGC จับมือซีพี แอ็กซ์ตร้า จัดเก็บน้ำมันพืชใช้แล้ว 50,000 ลิตรต่อปี เพื่อผลิตเชื้อเพลิง SAF และ SCCC เดินหน้าแผนฟื้นฟูเหมืองหินในชลบุรี 646 ไร่ เพิ่มพื้นที่สีเขียว 82.6% ขณะที่บอร์ด BCPG อนุมัติจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.15 บาทต่อหุ้น รวม 450 ล้านบาท ขึ้น XD วันที่ 9 กันยายน และจ่ายวันที่ 22 กันยายน และ RT โชว์แบ็กล็อก 4,755 ล้านบาท เตรียมเซ็นงาน กฟน. อีก 1,100 ล้านบาทในเดือนกันยายน ดันแบ็กล็อกทั้งปีเป็น 6,000 ล้านบาท หนุนรายได้ปีนี้ 3,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10%
SCCC.BK

SCCC กำไรไตรมาส 2/26 แข็งแกร่ง จ่ายปันผลระหว่างกาล 4 บาท โบรกเกอร์คงเป้า 185 บาท

บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ SCCC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/26 ที่ 1.3 พันล้านบาท ลดลงร้อยละ 9 จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จากปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากธุรกิจปูนซีเมนต์ในไทยและเวียดนาม รวมถึงธุรกิจพลังงานทั้งถ่านหินและเชื้อเพลิงทางเลือก พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลงวดครึ่งแรกของปี 26 ที่ 4.00 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผลร้อยละ 2.6 โดยขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 18 สิงหาคม และจ่ายเงินปันผลวันที่ 3 กันยายน ฝ่ายวิเคราะห์ บล.หยวนต้า ระบุว่ากำไรครึ่งปีแรกคิดเป็นร้อยละ 66 ของประมาณการทั้งปีที่ 4 พันล้านบาท ทำให้มีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการ และคงคำแนะนำซื้อที่ราคาเหมาะสม 185.00 บาท โดยมองว่าหุ้นจะตอบรับเชิงบวกในระยะสั้นจากงบที่แข็งแกร่งและเงินปันผล
SCCC.BK

SCCC กำไรไตรมาส 2 โต 31% แตะ 1.25 พันล้านบาท จ่ายปันผล 4 บาท

บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ SCCC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ที่ 1,252.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.64% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจปูนซีเมนต์ที่แข็งแกร่งและรายได้จากการขายสุทธิที่เพิ่มขึ้น 3.6% ขณะที่ EBITDA รวมเพิ่มขึ้น 14.3% และอัตรากำไร EBITDA ปรับดีขึ้นเป็น 26.7% ด้านธุรกิจคอนกรีตผสมเสร็จมีรายได้เพิ่มขึ้น 33.7% แต่ EBITDA ลดลง 2.0% จากต้นทุนที่สูงขึ้นชั่วคราว ส่วนธุรกิจคอนวูดฟื้นตัวโดดเด่นด้วย EBITDA ที่เพิ่มขึ้น 133.3% หลังปรับโครงสร้างลดต้นทุนคงที่ และธุรกิจ LANNA มี EBITDA เพิ่มขึ้น 36.1% จากราคาถ่านหินที่สูงขึ้น คณะกรรมการบริษัทอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 4.00 บาทต่อหุ้น กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 18 สิงหาคม 2569 และจ่ายเงินปันผลวันที่ 3 กันยายน 2569