← Transportation

Transportation Infrastructure

บริษัทที่เป็นเจ้าของและบริหารจุดศูนย์กลางการขนส่ง เช่น สนามบิน ทางด่วนเก็บค่าผ่านทาง ทางรถไฟ และท่าเรือ โดยเก็บค่าบริการจากผู้ใช้

News moving Transportation Infrastructure
Transportation Infrastructure

ทิสโก้ปรับเป้า AOT เป็น 75 บาท คาดกำไรปี 2570 โต 58%

บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ ปรับคำแนะนำหุ้นบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT จาก "ถือ" เป็น "ซื้อ" พร้อมปรับมูลค่าที่เหมาะสมขึ้นจาก 64 บาท เป็น 75 บาทต่อหุ้น หลังปรับเพิ่มประมาณการกำไรในช่วงปี 2569-2571 ขึ้น 5-6% และคาดว่ากำไรปี 2570 จะเติบโต 58% จากแรงหนุนของการปรับเพิ่มค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ การเติบโตของผู้โดยสารทั้งเส้นทางระหว่างประเทศและภายในประเทศ และรายได้ประกันขั้นต่ำจากธุรกิจ Duty Free ที่เพิ่มขึ้น โดยฝ่ายบริหารคาดว่าจำนวนผู้โดยสารในปี 2570 มีโอกาสขยายตัวประมาณ 8.8% จากการที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ยืนยันแผนขยายเส้นทางบิน และปัญหาความล่าช้าในการส่งมอบเครื่องบินเริ่มคลี่คลาย ขณะที่ AOTGA ซึ่งได้รับอนุมัติให้เป็นผู้ให้บริการภาคพื้นดินและบริการขนส่งสินค้ารายที่ 3 ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ คาดว่าสัมปทานใหม่จะสร้างรายได้ให้แก่ AOT ประมาณ 500 ล้านบาทต่อปี ผ่านส่วนแบ่งรายได้และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม ส่วนการกลับมาเปิดให้บริการ Duty Free ขาเข้าคาดว่าจะเพิ่มกำไรให้ AOT ประมาณ 600 ล้านบาทต่อปี หากได้รับการอนุมัติ
Transportation Infrastructure

ทิสโก้ปรับคำแนะนำ AOT เป็นซื้อ เป้า 75 บาท รับอานิสงส์ผู้โดยสารพุ่ง

บล.ทิสโก้ ปรับคำแนะนำหุ้น AOT จากเดิม "ถือ" เป็น "ซื้อ" พร้อมปรับมูลค่าที่เหมาะสมขึ้นเป็น 75.00 บาท โดยมองว่าแนวโน้มในปี 2027 มีความแข็งแกร่งมากขึ้น จากปัจจัยหนุนทั้งการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารที่ได้อานิสงส์จากอุปสงค์การท่องเที่ยวและการใช้ Slot ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โอกาสสร้างแหล่งกำไรใหม่จากธุรกิจบริการภาคพื้นดินและสัมปทานขนส่งสินค้าของ AOTGA และแนวโน้มธุรกิจ Duty Free ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ฝ่ายบริหารคาดว่าการยกเลิกเที่ยวบินในช่วง Slot ฤดูหนาวระหว่างเดือนตุลาคม 2026 ถึงมีนาคม 2027 จะลดลง แม้ปัจจุบันยอดจอง Slot เพิ่มขึ้นเพียง 1% โดยสายการบินเผชิญความล่าช้าในการส่งมอบเครื่องบินที่ลดลง และ THAI ยืนยันแผนขยายเส้นทางบิน ซึ่งจะหนุนการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารให้เร่งตัวขึ้น 8.8% การอนุมัติให้ AOTGA เป็นผู้ให้บริการภาคพื้นดินและขนส่งสินค้ารายที่ 3 ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ คาดว่าจะสร้างรายได้ให้ AOT ราว 500 ล้านบาทต่อปี ผ่านการแบ่งรายได้และรายได้จากส่วนได้เสียในบริษัทร่วม ขณะที่ความเป็นไปได้ในการกลับมาเปิด Duty Free ขาเข้าคาดว่าจะเพิ่มกำไรให้ AOT ประมาณ 600 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ ทิสโก้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2026-2028 ขึ้น 5-6% และคาดว่ากำไรในปี 2027 จะเติบโต 58% จากแรงหนุนของการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ การเติบโตของจำนวนผู้โดยสารทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศ และการรับประกันรายได้ขั้นต่ำจากธุรกิจ Duty Free ที่สูงขึ้น
Transportation Infrastructure

BEM บวก 3.82% ผู้ถือหุ้นกู้ผ่านขยายเพดานหนี้รองรับงานใหม่

หุ้น BEM เพิ่มขึ้น 3.82% มาที่ 6.80 บาท เมื่อเวลา 11.04 น. หลังผู้ถือหุ้นกู้ของบมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพอนุมัติขยายเพดานหนี้สินที่มีดอกเบี้ยต่อทุนจาก 2.5 เท่าเป็น 3.0 เท่า พร้อมเพิ่มดอกเบี้ยหุ้นกู้เดิม 0.1% โดยหุ้นกู้ทั้ง 22 รุ่น มีมูลค่ารวมราว 3 หมื่นล้านบาท และการเพิ่มดอกเบี้ยดังกล่าวคิดเป็นต้นทุนเพิ่มเพียงราว 30 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 1% ของประมาณการกำไรปี 2569-2571 บล.กสิกรไทยระบุว่าการขยายเพดานหนี้ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นรองรับโครงการลงทุนใหม่ เช่น Double Deck และ M9 คงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 10.31 บาท และเป็น Top Pick กลุ่ม Ground Transportation จากแนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังเติบโตเด่น รวมถึง Upside จากโครงการ MRT สายสีม่วงใต้ Double Deck และนโยบายรถไฟฟ้า 17-45 บาท ขณะที่บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุแนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 3/69 จะขยายตัว YoY และ QoQ จากดอกเบี้ยและค่าซ่อมบำรุงที่ลดลง โดยมี catalyst จากนโยบายตั๋วร่วมที่คืบหน้า ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนผู้โดยสารรถไฟฟ้าในปี 2570 โตมากกว่า 10% และประหยัดต้นทุนราว 100 ล้านบาทต่อปีจากการนำงานซ่อมบำรุงสายสีม่วงกลับมาทำเอง แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 9.00 บาท
Transportation Infrastructure

ทิสโก้ปรับคำแนะนำ AOT เป็นซื้อ เป้า 75 บาท รับอานิสงส์ Duty Free ขาเข้า

บล.ทิสโก้ ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้นบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เป็น "ซื้อ" จากเดิม "ถือ" พร้อมปรับเพิ่มราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 75.00 บาท จากเดิม 64.00 บาท และปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569-2571 ขึ้น 5-6% โดยได้แรงหนุนจากแนวโน้มการฟื้นตัวของจำนวนผู้โดยสารที่แข็งแกร่งขึ้นและการคาดการณ์รายได้จากสัมปทานที่สูงขึ้น ฝ่ายวิจัยทิสโก้มองแนวโน้มกำไรในปี 2570 แข็งแกร่งขึ้นจากอุปสงค์ด้านการท่องเที่ยว การใช้ Slot ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โอกาสสร้างแหล่งกำไรใหม่จากธุรกิจบริการภาคพื้นดินและสัมปทานด้านการขนส่งสินค้าของ AOTGA รวมถึงธุรกิจ Duty Free ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น จุด upside ที่มีนัยสำคัญคือความเป็นไปได้ในการกลับมาเปิดให้บริการ Duty Free ขาเข้า ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มกำไรให้ AOT ประมาณ 600 ล้านบาทต่อปี โดยผลสำรวจผู้โดยสารสะท้อนการสนับสนุนอย่างมากต่อการนำบริการดังกล่าวกลับมา และหากได้รับการอนุมัติ AOT จะได้ประโยชน์ผ่านรูปแบบการแบ่งรายได้จากสัมปทาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนรายได้จากธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบิน ราคาหุ้น AOT วันนี้เคลื่อนไหวอยู่ที่ 61.50 บาท บวก 1.00 บาท หรือ 1.65% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 368.38 ล้านบาท
ทันหุ้น·2dอ่านต่อ →
Transportation Infrastructure

JPARK เปิดโครงการ GJ PARK มูลค่า 590 ล้านบาท ตั้งเป้ารายได้ไม่ต่ำกว่า 60 ล้านต่อปี

บริษัท เจนก้องไกล จำกัด (มหาชน) หรือ JPARK เปิดโครงการ GJ PARK อาคารจอดรถครบวงจรแห่งใหม่ภายในศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 590 ล้านบาท โดยเป็นไลฟ์สไตล์ มอลล์ แห่งที่ 2 ที่มีขนาดใหญ่ ภายใต้การพัฒนาบนพื้นที่เช่าระยะยาว 30 ปี โครงการประกอบด้วยพื้นที่จอดรถรองรับได้ 1,000 คัน ไม่รวมจอดซ้อนคัน และพื้นที่เช่าเชิงพาณิชย์ 4,000 ตารางเมตร ซึ่งมีอัตราการเช่าแล้วประมาณ 90% นายสันติพล เจนวัฒนไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่าโครงการนี้จะเริ่มสร้างรายได้ตั้งแต่ไตรมาส 3/2569 เป็นต้นไป โดยวางเป้ารายได้ไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาทต่อปี และคาดว่าจะชำระคืนเงินกู้สถาบันการเงินราว 300 ล้านบาทได้ภายใน 5 ปีนับจากนี้ บริษัทประเมินรายได้ปี 2569 จะเติบโต 25-30% จากปีก่อนที่ราว 575.95 ล้านบาท หลังครึ่งปีแรกมีรายได้แล้ว 349.04 ล้านบาท ปัจจุบัน JPARK บริหารพื้นที่จอดรถรวมมากกว่า 60 แห่ง โดยกว่า 90% อยู่ในกรุงเทพฯ และที่เหลืออยู่ในต่างจังหวัด เช่น สนามบินนครศรีธรรมราช สนามบินขอนแก่น และสนามบินอุบลราชธานี ทั้งนี้ JPARK ยังมีแผนจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIT เพิ่มเติม โดยเบื้องต้นมีแนวคิดนำโครงการรูปแบบไลฟ์สไตล์ มอลล์ราว 3-4 แห่งเข้าเป็นสินทรัพย์ของกองดังกล่าว และวางเป้าภายใน 5 ปีนับจากปี 2568 หรือช่วงปี 2572 น่าจะเห็นความชัดเจนในรายละเอียดส่วนนี้ โดยโครงการ GJ PARK ประเมินอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนหรือ IRR อยู่ในระดับ 12-15% ขณะที่เงื่อนไขขั้นต่ำของบริษัทกำหนดไว้ที่มากกว่า 10%
ทันหุ้น·2dอ่านต่อ →
Transportation Infrastructure

JPARK เปิดตัว GJ PARK อาคารจอดรถ 1,000 คันในศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ลงทุนกว่า 590 ล้านบาท

บริษัท เจนก้องไกล จำกัด (มหาชน) หรือ JPARK เปิดตัวโครงการ GJ PARK อาคารจอดรถครบวงจรแห่งใหม่ภายในศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 590 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการใช้พื้นที่จอดรถของผู้มาใช้บริการศูนย์การแพทย์ บุคลากร ตลอดจนประชาชนที่เข้ามาใช้บริการและทำกิจกรรมภายในพื้นที่ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการดังกล่าวรองรับรถได้ 1,000 คัน และมีพื้นที่สำหรับร้านค้าและบริการต่าง ๆ ภายในโครงการ นายสันติพล เจนวัฒนไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JPARK กล่าวว่า GJ PARK ไม่ได้เป็นเพียงอาคารจอดรถแห่งใหม่ แต่เป็นภาพสะท้อนของการนำความเชี่ยวชาญด้าน Parking Management มาพัฒนาเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการ สร้างประโยชน์ให้แก่พื้นที่โดยรอบ และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่บริษัท ภายในโครงการมีการติดตั้งเทคโนโลยี ได้แก่ ระบบอ่านป้ายทะเบียนรถยนต์อัตโนมัติ หรือ License Plate Recognition, ระบบแนะนำพื้นที่จอดรถ หรือ Parking Guidance และระบบชำระค่าบริการแบบไร้เงินสด หรือ Cashless Payment เพื่อลดระยะเวลาในการหาที่จอดรถและเพิ่มประสิทธิภาพการหมุนเวียนของรถยนต์ภายในอาคาร โครงการนี้สอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจของ JPARK ที่มุ่งขยายจากการให้บริการบริหารจัดการพื้นที่จอดรถไปสู่การพัฒนาและบริหารโครงการที่มีรูปแบบและขนาดหลากหลายมากขึ้น พร้อมช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายแหล่งรายได้และฐานธุรกิจของบริษัทในระยะยาว
Transportation Infrastructure

JPARK เปิดตัวอาคารจอดรถ GJ PARK มูลค่า 590 ล้านบาท

บริษัท เจนก้องไกล หรือ JPARK เปิดตัวโครงการ GJ PARK อาคารจอดรถครบวงจรแห่งใหม่ภายในศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 590 ล้านบาท นายสันติพล เจนวัฒนไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JPARK กล่าวว่า โครงการนี้รองรับความต้องการใช้พื้นที่จอดรถของผู้มาใช้บริการศูนย์การแพทย์ บุคลากร และประชาชนที่เข้ามาใช้บริการและทำกิจกรรมภายในพื้นที่ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายในอาคารติดตั้งระบบบริหารจัดการจอดรถ ได้แก่ ระบบอ่านป้ายทะเบียนรถยนต์อัตโนมัติ หรือ License Plate Recognition ระบบแนะนำพื้นที่จอดรถ หรือ Parking Guidance และระบบชำระค่าบริการแบบไร้เงินสด หรือ Cashless Payment เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาในการหาที่จอดรถ นอกจากพื้นที่จอดรถแล้ว โครงการยังมีพื้นที่สำหรับร้านค้าและบริการต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้ามาใช้บริการ และเพิ่มศักยภาพของอาคารให้สร้างมูลค่าได้มากกว่าการเป็นเพียงพื้นที่รองรับยานพาหนะ
Transportation Infrastructure

JPARK เปิด GJ PARK อาคารจอดรถครบวงจรในศูนย์แพทย์มหิดล ลงทุน 590 ล้านบาท

บมจ.เจนก้องไกล หรือ JPARK เปิดตัวโครงการ GJ PARK อาคารจอดรถครบวงจรภายในศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล ด้วยมูลค่าการลงทุนรวม 590 ล้านบาท โดยเป็นเงินกู้จากธนาคารกสิกรไทย 300 ล้านบาท และบริษัทได้ทำสัญญาเช่าที่ดินระยะยาว 30 ปี นายสันติพล เจนวัฒนไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JPARK กล่าวว่าโครงการนี้คาดว่าจะให้ผลตอบแทนจากการลงทุนหรือ IRR อยู่ที่ 12-15% และคืนทุนได้ภายใน 5 ปี แม้สัญญาเงินกู้กำหนดคืนเงินกู้ภายใน 7 ปี โดยคาดว่าจะสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาทต่อปี และเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 3/69 เป็นต้นไป โครงการประกอบด้วยพื้นที่จอดรถรองรับได้อย่างน้อย 1,000 คัน และพื้นที่เช่าเชิงพาณิชย์อีก 4,000 ตารางเมตร ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการเช่าแล้วกว่า 80% บริษัทมีแผนพัฒนาโครงการลักษณะดังกล่าวอีก 3-4 แห่ง โดยมุ่งเน้นพื้นที่ที่มีปริมาณการสัญจรสูง และตั้งเป้านำกลุ่มสินทรัพย์โครงการเหล่านี้ระดมทุนเข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือ REIT ใน 5 ปีข้างหน้าหรือปี 72 สำหรับแนวโน้มธุรกิจช่วงที่เหลือของปี บริษัทจะเปิดให้บริการโครงการรับบริหารพื้นที่จอดขนาดกลาง 400-500 ช่องจอด ระยะเวลาสัญญา 3 ปี ในพื้นที่กรุงเทพฯ ในเดือนธันวาคมนี้ และมั่นใจว่ารายได้ปีนี้จะเติบโต 20-30% พร้อมแตะระดับ 1,000 ล้านบาทในปี 71 ตามเป้าหมาย ขณะที่บริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาโอกาสขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านในหมวดธุรกิจบริการและเทคโนโลยีร่วมกับภาครัฐ
Transportation Infrastructure

JPARK เปิดตัว GJ PARK อาคารจอดรถ 590 ลบ. ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 20-30%

บริษัท เจนก้องไกล จำกัด (มหาชน) หรือ JPARK เปิดให้บริการอาคารจอดรถครบวงจร GJ PARK ภายในศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล ด้วยมูลค่าการลงทุนก่อสร้าง 590 ล้านบาท ภายใต้การเช่าพื้นที่ระยะยาว 30 ปี โดยนายสันติพล เจนวัฒนไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุว่าอาคารมีพื้นที่ทั้งหมด 40,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยที่จอดรถอย่างน้อย 1,000 คัน และพื้นที่พาณิชย์ประมาณ 4,000 ตารางเมตร ซึ่งมีอัตราการเช่าแล้วกว่า 80% และคาดว่าอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนหรือ IRR จะอยู่ที่ระดับ 12-15% สูงกว่าเป้าหมายขั้นต่ำที่ตั้งไว้ที่ 10% โดยคาดการณ์รายได้ขั้นต่ำไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาทต่อปี เริ่มรับรู้รายได้ในงบการเงินไตรมาส 3/69 และคาดว่าจะคืนทุนภายใน 5 ปี ทั้งนี้ เงินลงทุนส่วนหนึ่งเป็นการกู้ยืมจากธนาคารกสิกรไทยจำนวน 300 ล้านบาท ซึ่งตามสัญญากำหนดคืนเงินกู้ภายใน 7 ปี สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง บริษัทคาดว่าผลประกอบการจะเติบโตกว่าครึ่งปีแรก จากโครงการใหม่ทั้งโครงการนครศรีธรรมราชซึ่งเปิดให้บริการเฟสแรก 400 ช่องจอด จากพื้นที่รวม 1,000 ช่องจอด เมื่อวันที่ 12 ส.ค.ที่ผ่านมา และโครงการขนาดกลางประมาณ 400-500 ช่องจอดในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่คาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการและรับรู้รายได้ในเดือน ธ.ค.69 โดยยังคงเป้าหมายการเติบโตรายได้รวมในปี 69 ไว้ที่ประมาณ 20-30% จากปีก่อน และจะเติบโตต่อเนื่องแตะระดับ 1000 ล้านบาทในปี 71 พร้อมเตรียมงบลงทุนรวมสำหรับปีนี้ไว้ที่ประมาณ 300 ล้านบาท ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนพัฒนโครงการลักษณะ Lifestyle Mall เพิ่มเติมอีกประมาณ 3-4 แห่งภายใน 5 ปีข้างหน้า ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล รวมถึงโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่และสนามบินในจังหวัดอุบลราชธานี ขอนแก่น และนครศรีธรรมราช และมีแผนนำกลุ่มสินทรัพย์โครงการเหล่านี้ระดมทุนเข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือ REIT ภายในช่วง 5 ปีข้างหน้า เพื่อใช้เป็นแหล่งเงินทุนในการขยายโครงการต่อไปในอนาคต
อีไฟแนนซ์ไทย·3dอ่านต่อ →
Transportation Infrastructure

JPARK ลงทุน 590 ล้านบาท เปิดตัว GJ PARK อาคารจอดรถในศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก

บริษัท เจนก้องไกล จำกัด (มหาชน) หรือ JPARK เปิดตัวโครงการ GJ PARK อาคารจอดรถครบวงจรแห่งใหม่ภายในศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 590 ล้านบาท โดยมีนายสันติพล เจนวัฒนไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เป็นผู้ประกาศเปิดตัว โครงการนี้พัฒนาภายใต้แนวคิดยกระดับพื้นที่จอดรถให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่อำนวยความสะดวกในการเดินทางและเข้าถึงบริการทางการแพทย์ รองรับความต้องการใช้พื้นที่จอดรถของผู้มาใช้บริการ บุคลากร และประชาชนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น พร้อมนำเทคโนโลยี Parking Management มาใช้ ทั้งระบบอ่านป้ายทะเบียนอัตโนมัติ หรือ LPR ระบบแนะนำพื้นที่จอดรถ และระบบชำระเงินแบบไร้เงินสด นอกจากนี้ GJ PARK ยังมีพื้นที่สำหรับร้านค้าและบริการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ผู้ใช้บริการ และเพิ่มศักยภาพในการสร้างมูลค่าของโครงการนอกเหนือจากการเป็นพื้นที่รองรับรถยนต์ นายสันติพลกล่าวว่าโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของ JPARK ที่มุ่งขยายธุรกิจจากการบริหารจัดการพื้นที่จอดรถไปสู่การพัฒนาและบริหารโครงการที่มีรูปแบบและขนาดหลากหลาย โดยใช้จุดแข็งด้านองค์ความรู้ ประสบการณ์ บุคลากร และเทคโนโลยี ทั้งนี้ GJ PARK จะช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายแหล่งรายได้และฐานธุรกิจของ JPARK ในระยะยาว ต่อยอดจากธุรกิจหลัก และรองรับความต้องการด้านพื้นที่จอดรถและโครงสร้างพื้นฐานที่มีแนวโน้มเติบโตตามการขยายตัวของเมือง สถานพยาบาล และพื้นที่ให้บริการสาธารณะ ขณะเดียวกัน JPARK ยังคงเดินหน้าศึกษาโอกาสพัฒนาโครงการใหม่และขยายช่องทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
Transportation Infrastructure

BEM รับอานิสงส์ขึ้นค่าทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอก เพิ่มรายได้ 330-350 ล้านบาทต่อปี

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่าราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงคมนาคมปรับอัตราค่าผ่านทางพิเศษประจิมรัถยา หรือทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2569 ตามเงื่อนไขการปรับค่าผ่านทางทุก 5 ปีในสัญญาสัมปทาน ซึ่งโครงการมีอายุสัมปทานถึงวันที่ 15 ธ.ค. 2585 สำหรับอัตราใหม่ รถไม่เกิน 4 ล้อ ปรับจาก 65 บาทเป็น 80 บาทต่อเที่ยว รถเกิน 4 ล้อแต่ไม่เกิน 10 ล้อ ปรับจาก 105 บาทเป็น 130 บาท และรถเกิน 10 ล้อ ปรับจาก 150 บาทเป็น 185 บาท นับเป็นการปรับขึ้นครั้งที่สองภายใต้กรอบสัมปทานใหม่ที่กำหนดให้ปรับเพิ่มครั้งละ 15 บาททุก 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2564 การปรับค่าผ่านทางครั้งนี้เป็นปัจจัยบวกต่อ BEM เนื่องจากทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอกเป็นเส้นทางที่ BEM รับรู้รายได้ค่าผ่านทางเต็ม 100% แตกต่างจากทางด่วนในเมืองที่ได้รับส่วนแบ่งรายได้เพียง 40% แม้เส้นทางดังกล่าวมีสัดส่วนปริมาณจราจรเพียงประมาณ 5-6% ของผู้ใช้ทางด่วนทั้งหมด แต่สร้างรายได้คิดเป็นราว 14-15% ของรายได้ธุรกิจทางด่วน ประเมินว่าจะเพิ่มรายได้ให้บริษัทได้ราว 330-350 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยมองว่า BEM กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตระลอกใหม่ จากการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีorange ในปี 2571 ซึ่งจะช่วยเพิ่มผู้โดยสารเข้าสู่โครงข่ายสายสีน้ำเงินโดยตรง ขณะที่โอกาสจากโครงการทางด่วน Double Deck และสัญญาเดินรถรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ยังเป็นปัจจัยเพิ่มมูลค่าที่สำคัญในระยะถัดไป จึงคงคำแนะนำซื้อ ราคาเหมาะสมวิธี DCF ที่ 8.20 บาท
Transportation Infrastructure

JPARK เปิดตัว GJ PARK อาคารจอดรถครบวงจร ลงทุนกว่า 590 ล้านบาท

บริษัท เจนก้องไกล จำกัด (มหาชน) หรือ JPARK เปิดตัวโครงการ GJ PARK อาคารจอดรถครบวงจรแห่งใหม่ภายในศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 590 ล้านบาท นายสันติพล เจนวัฒนไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุว่าโครงการนี้รองรับความต้องการใช้พื้นที่จอดรถของผู้มาใช้บริการศูนย์การแพทย์ บุคลากร และประชาชนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ภายในโครงการติดตั้งระบบอ่านป้ายทะเบียนรถยนต์อัตโนมัติ หรือ License Plate Recognition ระบบแนะนำพื้นที่จอดรถ หรือ Parking Guidance และระบบชำระค่าบริการแบบไร้เงินสด หรือ Cashless Payment เพื่อลดระยะเวลาในการหาที่จอดรถและเพิ่มประสิทธิภาพการหมุนเวียนของรถยนต์ อาคารแห่งนี้ยังมีพื้นที่สำหรับร้านค้าและบริการต่าง ๆ เพื่อสร้างมูลค่าได้มากกว่าการเป็นเพียงพื้นที่รองรับยานพาหนะ และสอดคล้องกับทิศทางของ JPARK ที่มุ่งขยายจากการบริหารจัดการพื้นที่จอดรถไปสู่การพัฒนาและบริหารโครงการขนาดใหญ่ครบวงจร เพื่อเพิ่มแหล่งรายได้และฐานธุรกิจในระยะยาว
Transportation Infrastructure

กทพ. เตรียมขึ้นค่าผ่านทางศรีรัช-วงแหวนฯ 15 ธ.ค. 69 เร่งถก BEM หามาตรการลดผลกระทบ

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ. กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จะปรับอัตราค่าผ่านทางพิเศษประจิมรัถยา หรือทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2569 เป็นต้นไป โดยการปรับครั้งนี้เป็นการปรับเฉพาะทางพิเศษประจิมรัถยาสายนี้เท่านั้น การปรับอัตราดังกล่าวเป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญาสัมปทานการลงทุน ซึ่งระบุให้ปรับอัตราค่าผ่านทางทุก ๆ 5 ปี โดยมี บมจ. ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือ BEM เป็นผู้รับสัมปทานและเป็นผู้ลงทุนโครงการทั้งหมด 100% สำหรับอัตราใหม่ รถยนต์ 4 ล้อ อยู่ที่ 80 บาทต่อคัน จากเดิม 65 บาท รถยนต์ 6-10 ล้อ อยู่ที่ 130 บาทต่อคัน จากเดิม 105 บาท และรถยนต์เกิน 10 ล้อ อยู่ที่ 185 บาทต่อคัน จากเดิม 150 บาท ขณะนี้ กทพ. อยู่ระหว่างหารือในรายละเอียดร่วมกับ BEM และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปแนวทางช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนและลดผลกระทบจากภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยจะประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการล่วงหน้าก่อนการปรับขึ้นค่าผ่านทาง
Transportation Infrastructure

กทพ. หารือ BEM ลดภาระประชาชนก่อนขึ้นค่าทางด่วนประจิมรัถยา 15 ธ.ค. 69

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ. กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่ากำลังหารือร่วมกับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางช่วยเหลือและลดผลกระทบด้านค่าใช้จ่ายของประชาชน ก่อนปรับอัตราค่าผ่านทางพิเศษประจิมรัถยา หรือทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 69 เป็นต้นไป การปรับอัตราครั้งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญาสัมปทานซึ่งกำหนดให้ปรับอัตราค่าผ่านทางทุก 5 ปี ในอัตรา 15-35 บาท โดย BEM เป็นผู้รับสัมปทานและลงทุนในโครงการทั้งหมด 100% สำหรับอัตราใหม่ รถยนต์ไม่เกิน 4 ล้อ จะปรับจาก 65 บาท เป็น 80 บาทต่อคัน เพิ่มขึ้น 15 บาท ขณะที่รถยนต์มากกว่า 4 ล้อ แต่ไม่เกิน 10 ล้อ จะปรับจาก 105 บาท เป็น 130 บาทต่อคัน เพิ่มขึ้น 25 บาท และรถยนต์มากกว่า 10 ล้อ จะปรับจาก 150 บาท เป็น 185 บาทต่อคัน เพิ่มขึ้น 35 บาท โดยการปรับอัตราครั้งนี้ครอบคลุมเฉพาะทางพิเศษประจิมรัถยา หรือทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครเท่านั้น กทพ. จะเร่งสรุปแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ใช้ทาง พร้อมประกาศรายละเอียดให้ประชาชนทราบอย่างเป็นทางการล่วงหน้า ก่อนอัตราค่าผ่านทางใหม่จะมีผลบังคับใช้
Transportation Infrastructure

กรุงศรีคงคำแนะนำซื้อ BEM เป้า 8.80 บาท คาดกำไรปี 69 โต 3.4%

บล.กรุงศรี ออกบทวิเคราะห์ระบุว่าปริมาณผู้ใช้ทางด่วนและรถไฟฟ้าของบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือ BEM ในเดือน ส.ค.69 ฟื้นตัวต่อเนื่อง สอดคล้องกับประมาณการกำไรปี 2569 ที่คาดเติบโต 3.4% จากปีก่อน โดยปริมาณผู้ใช้ทางด่วนเฉลี่ยเดือน ส.ค.69 อยู่ที่ 1.11 ล้านเที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.4% จากเดือนก่อน และ 0.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 นับตั้งแต่เดือน พ.ค.69 ขณะที่ผู้โดยสารรถไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 444,000 เที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้น 4.2% จากเดือนก่อน และ 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นระดับสูงสุดอันดับ 2 ของปี รองจากเดือน ก.พ.69 ที่ 474,700 เที่ยวต่อวัน และเติบโตจากปีก่อนติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 สำหรับช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณผู้ใช้ทางด่วนเฉลี่ยอยู่ที่ 1.1 ล้านเที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนผู้โดยสารรถไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 424,000 เที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้น 2% บล.กรุงศรีคงประมาณการกำไรสุทธิของ BEM ปี 2569 ที่ 3.91 พันล้านบาท ก่อนขยายตัวเป็น 3.97 พันล้านบาทในปี 2570 และ 4.07 พันล้านบาทในปี 2571 พร้อมคงคำแนะนำซื้อและราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 8.80 บาทต่อหุ้น เทียบกับราคาปิด 6.65 บาท คิดเป็นอัพไซด์ประมาณ 32% โดยมองการปรับฐานของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นโอกาสเข้าลงทุน และประเมินว่าโครงการทางด่วน Double Deck หาก BEM ได้รับจะเพิ่มมูลค่าให้แก่หุ้นประมาณ 1 บาทต่อหุ้น
Transportation Infrastructure

เคจีไอฯ แนะนำซื้อ BEM เป้า 8.40 บาท หลังปรับค่าทางด่วน SOE

บล.เคจีไอฯ ระบุว่าการปรับขึ้นค่าผ่านทางพิเศษประจิมรัถยา หรือทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบกรุงเทพมหานคร (SOE) ซึ่งปรับขึ้นทุก 5 ปี ตามเงื่อนไขสัญญาสัมปทานการลงทุน มีผลตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2569 โดยรถ 4 ล้อ ค่าผ่านทางพิเศษ 80 บาทต่อคัน เดิม 65 บาท และรถ 6 – 10 ล้อ ค่าผ่านทางพิเศษ 130 บาทต่อคัน จากเดิม 105 บาท มองเป็นบวกเล็กน้อย จากปริมาณรถในเส้นทาง SOE อยู่ในราว 62,500 คันต่อเดือน หรือ 5.5% ของปริมาณรถที่ใช้ทางด่วนต่อเดือนที่ 1.1 ล้านคัน คาดผลกระทบจะอยู่ราว 3% ของรายได้จากทางด่วน ทั้งนี้ ค่าทางด่วนจะมีการปรับครั้งใหญ่ตามสัญญาในปี 2572 โดยจะปรับจาก 50 บาท เป็น 60 บาท สำหรับสายเข้าเมือง (FES, SES) และจาก 55 บาท เป็น 65 บาท สำหรับสาย Sector C คาดว่าปี 2571 – 2574 จะเป็นยุคทองของ BEM จากการเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบของรถไฟฟ้าสายสีส้ม สายสีม่วง และการปรับขึ้นราคาทางด่วนในเมือง คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 8.40 บาท
Transportation Infrastructure

กรุงศรีคงคำแนะนำซื้อ BEM เป้า 8.8 บาท คาดกำไรปี 2026 โต 3.4%

บล. กรุงศรี ระบุว่า BEM รายงานปริมาณผู้ใช้บริการรายเดือนเดือนสิงหาคม 2026 โดยปริมาณจราจรเฉลี่ยของทางด่วนอยู่ที่ 1.11 ล้านเที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.4% m-m และ 0.7% y-y ขณะที่ปริมาณผู้โดยสารเฉลี่ยของรถไฟฟ้าอยู่ที่ 4.44 แสนเที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้น 4.2% m-m และ 1.0% y-y ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นอันดับสองของปี รองจากเดือนกุมภาพันธ์ที่ 4.747 แสนเที่ยวต่อวัน ฝ่ายวิจัยคงประมาณการอัตราการเติบโตของกำไรไว้ที่ 3.4% y-y ในปี 2026F โดยสมมติให้การเติบโตของทางด่วนเท่ากับ 0% และปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าเติบโต 3% พร้อมระบุว่าทุก ๆ 1% ของปริมาณจราจรทางด่วนที่เพิ่มขึ้นจะช่วยเพิ่มกำไรตามประมาณการในปี 2026F อีก 1.2% ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมายเดิมที่ 8.8 บาท มองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นโอกาสเข้าซื้อ และระบุว่าอัตราค่าโดยสารที่ต่ำลงในช่วง 17 ถึง 45 บาทจะช่วยปลดล็อกความกังวลเรื่องการซื้อคืนสัมปทานทั้งสายสีน้ำเงินและสายสีส้มในอนาคต อีกทั้งโครงการทางด่วน 2 ชั้นยังอยู่ระหว่างรออนุมัติ ซึ่งหากได้รับอนุมัติจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้ BEM อีก 1 บาท
Transportation Infrastructure

กานเยว่ไฮเวย์ รายได้ค่าผ่านทางเดือนสิงหาคม 362 ล้านหยวน

กานเยว่ไฮเวย์ประกาศเมื่อวันที่ 14 กันยายนว่า รายได้จากบริการเก็บค่าผ่านทางของบริษัทในเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 362 ล้านหยวน ตัวเลขดังกล่าวเป็นขนาดรายได้จากธุรกิจบริการเก็บค่าผ่านทางของบริษัทในเดือนนั้น โดยประกาศไม่ได้เปิดเผยตัวชี้วัดการดำเนินงานอื่น ๆ
Transportation Infrastructure

เคจีไอและหยวนต้าคงแนะซื้อ BEM เป้า 8.40-10.50 บาท

โบรกเกอร์สองแห่งยังคงคำแนะนำซื้อหุ้น BEM โดยบล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ให้ราคาเป้าหมาย SOTP ที่ 8.40 บาท และบล.หยวนต้าให้ราคาเหมาะสมสิ้นปี 2569 ที่ 10.50 บาท หลังรายงานปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเดือนสิงหาคม 2569 เฉลี่ย 444,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.0% YoY และ 4.2% MoM ขณะที่รายได้จากการขายตั๋วอยู่ที่ 13.2 ล้านบาท ส่วนปริมาณรถยนต์เฉลี่ยรายวันของผู้ใช้ทางด่วนอยู่ที่ 1.12 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 0.7% YoY และ 1.4% MoM คิดเป็นรายได้ 25.6 ล้านบาท สำหรับงวด 8 เดือนแรกปี 2569 ปริมาณผู้โดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 424,500 คนต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.8% YoY และปริมาณรถยนต์เฉลี่ย 1.1 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 0.8% YoY เคจีไอคงประมาณการกำไรปี 2569 ที่ 3.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% YoY และปี 2570 ที่ 4.0 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% YoY โดยยังไม่รวมโอกาสจากรถไฟฟ้าสายสีส้ม ส่วนหยวนต้าคงประมาณการกำไรปกติปี 2569 ที่ 3,973 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.1% YoY และคาดกำไรไตรมาส 3 ปี 2569 ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ จากเงินปันผลรับจาก TTW จำนวน 221 ล้านบาท และการเริ่มประหยัดค่าซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีม่วง ทั้งนี้ รถไฟฟ้าสายสีส้มขบวนแรกจากทั้งหมด 32 ขบวนสำหรับทั้งสายจะจัดส่งถึงประเทศไทยในเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยฝั่งตะวันออกคาดเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ภายในมกราคม 2571 และฝั่งตะวันตกภายในกรกฎาคม 2573
Transportation Infrastructure

โบรกแนะซื้อ BEM เป้า 8.20-9.00 บาท คาดกำไรครึ่งปีหลังโต

โบรกเกอร์หลายรายออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ประเมินว่ากำไรครึ่งหลังปีนี้จะเติบโต พร้อมมองว่ารถไฟฟ้าสายสีส้มจะเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตในระยะยาว จึงแนะนำซื้อ โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 8.20-9.00 บาท บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า BEM รายงานสถิติเดือน ส.ค. แข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเฉลี่ยอยู่ที่ 444,304 เที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.0%YoY เป็นการเติบโต YoY ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ขณะที่ปริมาณผู้ใช้ทางด่วนเฉลี่ยอยู่ที่ 1.118 ล้านเที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.7%YoY และแนะนำซื้อให้ราคาเหมาะสม 8.20 บาท บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) คาดว่ากำไรไตรมาส 3 มักเป็นไตรมาสที่ผลประกอบการพีคของปี และคงกำไรปี 2569 ที่ 3.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% YoY และปี 2570 ที่ 4.0 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% YoY โดยยังไม่รวมโอกาสจากปริมาณผู้โดยสารสายสีส้ม พร้อมแนะนำซื้อให้ราคาเป้าหมาย 8.40 บาท ขณะที่ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) คาดกำไรสุทธิปี 2569 ที่ 3.9 พันล้านบาท เติบโต 3% YoY และแนะนำซื้อให้ราคาเป้าหมาย 9.00 บาท ส่วน บล.ทิสโก้ แนะนำซื้อให้ราคาเหมาะสมที่ 8.80 บาท จากกระแสเงินสดที่มั่นคงจากสัมปทานและปัจจัยหนุนจากโครงการต่างๆ ที่ยังไม่สะท้อนในราคาหุ้น
ทันหุ้น·7dอ่านต่อ →
Transportation Infrastructure

เคจีไอคงแนะนำซื้อ BEM เป้า 8.40 บาท คาดกำไรครึ่งปีหลังแกร่ง

บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือ BEM จะมีกำไรในช่วงครึ่งปีหลังแข็งแกร่ง โดยเดือนสิงหาคม 2569 มีปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าเฉลี่ย 444,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 4.2% จากเดือนก่อน ขณะที่รายได้จากการขายตั๋วโดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 13.2 ล้านบาทต่อวัน ส่วนธุรกิจทางพิเศษมีปริมาณรถยนต์ใช้ทางด่วนเฉลี่ย 1.12 ล้านคันต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.7% จากปีก่อน และมีรายได้เฉลี่ย 25.6 ล้านบาทต่อวัน สำหรับงวด 8 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 424,500 คนต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.8% และปริมาณรถยนต์ใช้ทางด่วนเฉลี่ย 1.10 ล้านคันต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.8% เคจีไอคาดว่าไตรมาส 3/2569 ปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าและรายได้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 1-1.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 11-12% จากไตรมาสก่อน โดยคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ที่ 3.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน และปี 2570 ที่ 4.0 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% พร้อมคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมายแบบรวมส่วนธุรกิจที่ 8.40 บาท แบ่งเป็นมูลค่าธุรกิจหลัก 6.30 บาท เงินลงทุนใน TTW และ CKP จำนวน 0.75 บาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มอีก 1.35 บาท
Transportation Infrastructure

ดาโอคงคำแนะนำซื้อ BEM เป้า 9 บาท รับไฮซีซั่นผู้โดยสารโตต่อเนื่อง

บล.ดาโอ ระบุว่า BEM รายงานผู้โดยสารรถไฟฟ้าเดือน ส.ค. 2026 ที่ 4.4 แสนเที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้น 1% YoY และ 4% MoM ขณะที่ตัวเลข 8M26 อยู่ที่ 4.2 แสนเที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้น 2% YoY ส่วนผู้ใช้ทางด่วน ส.ค. 2026 อยู่ที่ 1.1 ล้านเที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.7% YoY และ 1% MoM โดยตัวเลขเฉลี่ย 8M26 อยู่ที่ 1.1 ล้านเที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.8% YoY ฝ่ายวิจัยมีมุมมองบวกต่อภาพรวมผู้ใช้บริการ โดยผู้โดยสารรถไฟฟ้าขยายตัวต่อเนื่องทั้ง YoY และ MoM เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน และผู้ใช้ทางด่วนโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ตามปัจจัยฤดูกาลหลังทยอยเข้าสู่ช่วง high season ของการเดินทางและท่องเที่ยว รวมถึงได้อานิสงส์จากการหลีกเลี่ยงงานก่อสร้างสายสีorange และมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ทั้งนี้ บล.ดาโอ คงคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2026E ที่ 3.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% YoY และคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 9.00 บาท อิง SOTP โดยมี catalyst จากความคืบหน้าโครงการใหม่ในช่วง 2H26E-2027E และนโยบายตั๋วร่วมรถไฟฟ้าต้นปี 2027E แต่ยังต้องติดตามรายละเอียดการคำนวณ subsidy ของรัฐ โดยเฉพาะปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นจากนโยบาย
Transportation Infrastructure

เคจีไอปรับเพิ่มน้ำหนักกลุ่มขนส่งเป็นมากกว่าตลาด เลือก AOT หุ้นเด่นเป้า 71 บาท

บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุนกลุ่มขนส่งขึ้นเป็น "มากกว่าตลาดฯ" จาก "เท่ากับตลาดฯ" โดยเลือก Airports of Thailand หรือ AOT เป็นหุ้นเด่น ด้วยราคาเป้าหมาย DCF ปี 2570F ที่ 71.00 บาท หลังรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ดร.เอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ ได้หารือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกับรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คุณสุรศักดิ์พันธ์เจริญวรกุล โดยคาดข้อเสนอจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีใน 1-2 สัปดาห์ โครงการดังกล่าวจะมอบสิทธิประโยชน์ 1 ล้านสิทธิ ประกอบด้วยเงินสนับสนุนค่าที่พักในอัตราคงที่สูงสุด 1,500 บาทต่อคืนต่อสิทธิ จำกัดไม่เกิน 5 สิทธิต่อคน และคูปองท่องเที่ยวแบบร่วมจ่ายมูลค่า 1,500 บาทต่อสิทธิในเมืองหลัก และ 2,000 บาทในเมืองรอง เปิดลงทะเบียนช่วง 1-25 ต.ค. 69 และใช้สิทธิได้ 2 ช่วง คือ 1 พ.ย.-15 ธ.ค. 69 และ 15 ม.ค.-28 ก.พ. 70 ซึ่งจะช่วยเพิ่มอุปสงค์การเดินทางภายในประเทศและเป็นประโยชน์ต่อสายการบินในประเทศอย่างไทยแอร์เอเซีย บางกอกแอร์เวย์ นกแอร์ และการบินไทย สำหรับ AOT คาดได้ประโยชน์เต็มไตรมาสจากการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออกใหม่ที่ 1,120 บาทต่อคน จากอัตราเดิม 730 บาทต่อคน ตั้งแต่ 3Q69F ขณะที่การบินไทยจะยังมีกำไรใน 3Q69F จาก yield ที่สูงและ cabin factor ที่เหมาะสม และคาดกำไร 4Q69F เติบโต QoQ แข็งแกร่งขึ้นตามฤดูท่องเที่ยว.
Transportation Infrastructure

เคจีไอคาดกำไร BEM ไตรมาส 3 ปี 2569 พีคตามผู้โดยสารและทางด่วนโต

บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุว่า BEM รายงานปริมาณผู้โดยสารเฉลี่ยรายวันและรายได้จากการขายตั๋วโดยสารรถไฟฟ้าเดือนสิงหาคม 2569 ที่ 444,000 คน เพิ่มขึ้น 1.0% YoY และ 4.2% MoM และ 13.2 ลบ. เพิ่มขึ้น 0.1% YoY และ 3.8% MoM ตามลำดับ ส่วนปริมาณรถยนต์เฉลี่ยรายวันของผู้ใช้ทางด่วนและรายได้อยู่ที่ 1.12 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 0.7% YoY และ 1.4% MoM และ 25.6 ลบ. เพิ่มขึ้น 0.6% YoY และ 1.9% MoM ตามลำดับ ในช่วง 8M69 ปริมาณผู้โดยสารเฉลี่ยรายวันและรายได้อยู่ที่ 424,500 คน เพิ่มขึ้น 0.8% YoY และ 12.72 ลบ. เพิ่มขึ้น 2.2% YoY ขณะที่ปริมาณรถยนต์เฉลี่ยรายวันและรายได้อยู่ที่ 1.1 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 0.8% YoY และ 25.2 ลบ. เพิ่มขึ้น 0.3% YoY ตามลำดับ โดยคาดปริมาณผู้โดยสารเฉลี่ยรายวันและรายได้ในไตรมาส 3 ปี 2569 จะเพิ่มราว 1-1.3% YoY และ 11-12% QoQ ส่วนปริมาณรถยนต์เฉลี่ยรายวันและรายได้อาจเติบโต 0.6-0.7% YoY และ 2.5-3.5% QoQ ปกติไตรมาส 3 มักเป็นไตรมาสที่ผลประกอบการพีคของปีจากรายได้ธุรกิจทางพิเศษและระบบรางเติบโตในเลขหลักเดียว การคุมค่าใช้จ่ายดีบวกเงินปันผลระหว่างกาลจาก TTW ส่วนกำไรไตรมาส 4 ปี 2569 น่าจะแข็งแกร่งกว่าที่เคยคาดเล็กน้อย YoY จากการปรับต้นทุนมูลค่าราว 100 ลบ. โดยยังคงประมาณการกำไรปี 2569 ที่ 3.9 พันลบ. เพิ่มขึ้น 4% YoY และปี 2570 ที่ 4.0 พันลบ. เพิ่มขึ้น 3% YoY โดยที่ยังไม่ได้รวมโอกาสที่ปริมาณผู้โดยสารจะเพิ่มจากการทดลองเดินรถสายสีส้ม (ฝั่งตะวันออก) ซึ่งจะป้อนผู้โดยสารเข้าสู่สายสีน้ำเงินมากขึ้น และอัตราค่าโดยสารใหม่ที่ถูกลงในช่วง 17-45 บาท ซึ่งน่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้วย ทั้งนี้ ขบวนรถไฟฟ้าสายสีส้มชุดแรกจะทยอยเข้ามาช่วงปลายปี 2569 และรถไฟฟ้าครบทั้ง 17 ขบวนน่าจะพร้อมช่วงปลายปี 2570 เพื่อทดลองเดินรถ ก่อนเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการช่วงต้นปี 2571 ขณะที่ขบวนรถไฟฟ้าเพิ่มของสายสีน้ำเงินจะทยอยมาถึงตั้งแต่กลางปี 2570 จนถึงปลายปี 2571 และการจ่ายค่าตอบแทนโครงการของสายสีน้ำเงินที่จะสิ้นสุดปี 2572 จะช่วยประหยัดกระแสเงินสดของ BEM ได้ราว 5 พันลบ.ต่อปี ส่วนการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการของสายสีส้ม-ฝั่งตะวันตกและสายสีม่วง-ใต้จะเป็นตัวหนุนการเติบโตปี 2573 สำหรับธุรกิจทางพิเศษน่าจะเห็นผลบวกเต็มปีจากการปรับขึ้นค่าผ่านทางด่วนเส้นทางในเมือง FES และ SES ขึ้นที่ 60 บาทปี 2572 จากปัจจุบันที่ 50 บาท กับ BEM ยังคงหวังโครงการทางด่วนยกระดับ 3.5 หมื่นลบ. และสัญญางาน M&E 3 หมื่นลบ. โดยสายสีม่วงใต้จะได้รับอนุมัติจากภาครัฐช่วงต้นปีหน้า ทั้งนี้ยังคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย SOTP ที่ 8.40 บาท มาจากธุรกิจหลัก 6.30 บาท ที่ WACC 5.3% และ terminal growth 0% และเงินลงทุนใน TTW กับ CKP ที่ 0.75 บาท บวกโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม 1.35 บาท ราคาเป้าหมายสะท้อน PE ปี 2570 ที่ 32-33x ลบ. 0.5 S.D.
Transportation Infrastructure

โบรกเกอร์คงแนะซื้อ AOT เป้า 73 บาท รับผู้โดยสารระหว่างประเทศฟื้น

บล.ดาโอ ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" หุ้น AOT หรือท่าอากาศยานไทย ด้วยราคาเป้าหมาย 73.00 บาท อิงวิธี DCF ที่ WACC 7.0% และ terminal growth 3.0% โดยมองบวกต่อแนวโน้มผู้โดยสารที่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว โดยเฉพาะผู้โดยสารระหว่างประเทศ ซึ่งจะหนุนผลการดำเนินงานงวด 4QFY26E และ FY27E จำนวนผู้โดยสารรวมเดือน ก.ค.-ส.ค.26 ดีขึ้นเป็น -1.6% YoY จาก -3.7% YoY ใน 3QFY26 โดยเดือน ก.ค. ยังลดลง -1.7% YoY แต่เดือน ส.ค. พลิกเป็นบวก +0.8% YoY และช่วง 1-5 ก.ย.26 เพิ่มขึ้น +1.5% YoY ดีกว่า 3QFY26 ที่ลดลง -1.4% YoY ทางโบรกเกอร์ประเมินผู้โดยสาร 4QFY26E จะลดลงเล็กน้อยราว -1.5% ถึง -2.0% YoY ดีกว่า 3QFY26 ที่ -3.7% YoY และจะเพิ่มขึ้น +1.5% ถึง +2.0% QoQ ทำให้ทั้งปี FY26E มีผู้โดยสาร 127 ล้านคน หรือ +1.0% YoY มากกว่าที่คาดเดิม 126 ล้านคน ส่วน FY27E ประเมินผู้โดยสารรวม 130-131 ล้านคน พร้อมคงประมาณการกำไรสุทธิ FY26E ที่ 1.94 หมื่นล้านบาท หรือ +7% YoY และ FY27E ที่ 2.62 หมื่นล้านบาท หรือ +35% YoY โดยกำไรปกติ 4QFY26E จะเติบโตดีทั้ง YoY และ QoQ จากผู้โดยสารระหว่างประเทศที่ฟื้นตัวช่วยหนุนรายได้ PSC และได้อานิสงส์จากการปรับเพิ่ม PSC ผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศเป็น 1,120 บาท จากเดิม 730 บาท ตั้งแต่ 20 มิ.ย.26 ขณะที่กำไร FY27E จะเติบโตแข็งแกร่งทำสถิติสูงสุดใหม่จากการรับรู้ผลบวกของ PSC อัตราใหม่เต็มปี ทั้งนี้ยังมี upside จากประเด็นที่อยู่ระหว่างการศึกษา ได้แก่ การเก็บ PSC ผู้โดยสาร transfer/transit การปรับเพิ่มค่าธรรมเนียม Landing & Parking และการกลับมาเปิดดิวตี้ฟรีขาเข้า
Transportation Infrastructure

ก.ล.ต. เตือนผู้ถือหุ้นกู้ BEM 22 รุ่น ใช้สิทธิประชุม 15 กันยายน 2569

ก.ล.ต. แจ้งเตือนผู้ถือหุ้นกู้ของบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM จำนวน 22 รุ่น ให้ใช้สิทธิในการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 14.00 น. ในรูปแบบการประชุมที่สถานที่จริง ณ โรงแรม แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ห้อง the residence 303 & 304 ชั้น Mezzanine เลขที่ 494 ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร หุ้นกู้ทั้ง 22 รุ่นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ BEM272A BEM279A BEM279B BEM27OA BEM284A BEM284B BEM286A BEM286B BEM292A BEM295A BEM299A BEM306A BEM312A BEM314A BEM329A BEM334A BEM342A BEM349A BEM349B BEM354A BEM362A และ BEM369A โดยวาระการประชุมที่สำคัญประกอบด้วยการแก้ไขข้อกำหนดสิทธิในเรื่องเกี่ยวกับหน้าที่ของผู้ออกหุ้นกู้ในการดำรงอัตราส่วนทางการเงิน และการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ ทั้งนี้ ก.ล.ต. กำหนดให้ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้วิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย ประโยชน์ และผลกระทบที่ผู้ถือหุ้นกู้จะได้รับจากการมีมติอนุมัติหรือไม่อนุมัติให้ชัดเจนในแต่ละทางเลือก พร้อมเหตุผลประกอบและความเห็นของผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ก.ล.ต. จึงขอให้ผู้ถือหุ้นกู้ศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ ใช้สิทธิของตนในการรักษาประโยชน์ และสอบถามข้อมูลต่าง ๆ จากผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้เพื่อให้มีข้อมูลครบถ้วนประกอบการตัดสินใจออกเสียงในการประชุมครั้งนี้
Transportation Infrastructure

ดาโอปรับคำแนะนำ AOT เป็น "ซื้อ" เป้า 69 บาท ลุ้นงบ Q4/69 โตจากค่า PSC

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ปรับคำแนะนำหุ้นบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ขึ้นเป็น "ซื้อ" หลังจากราคาหุ้นมีส่วนต่างกับมูลค่าเหมาะสมที่คาดไว้ 69 บาท กว่า 11% โดยมองว่า AOT เป็นหุ้นในกลุ่มการบินที่ได้รับผลกระทบต่ำสุดจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา ปัจจัยบวกหลักคือผลประกอบการงวดไตรมาส 4/69 ซึ่งจะรับรู้รายได้จากค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศหรือ PSC อัตราใหม่ที่ 1,120 บาทต่อคนเต็มไตรมาส แม้จำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาสจะลดลง 0.5% จากปีก่อน แต่อัตราใหม่ที่เก็บสูงกว่าเดิมถึง 53% จะชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้ โดยผู้โดยสารระหว่างประเทศเดือน ส.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.8% และเดือน ก.ย. วันที่ 1-5 เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน ภาพรวมผู้โดยสารปีงบประมาณ 26 นับถึงวันที่ 5 ก.ย. มีจำนวนรวม 120 ล้านคน ทำให้มีโอกาสที่ผู้โดยสารรวมทั้งปีจะสูงกว่าที่ AOT คาดไว้ที่ 125.95 ล้านคน และกำไรสุทธิทั้งปี 26 มีโอกาสดีกว่าที่คาดไว้เบื้องต้นที่ 19,654 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 4/69 เบื้องต้นคาดไว้ที่ 4,800 ล้านบาท ซึ่งจะเติบโตทั้งจากปีก่อนและจากไตรมาสก่อน ด้าน AOTGA ได้รับอนุมัติจาก ครม. ให้เข้าทำสัญญาบริหารคลังสินค้า บริการลานจอด อุปกรณ์ภาคพื้น และการดูแลผู้โดยสารภาคพื้นรายที่ 3 ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ต่อจากรายแรกคือการบินไทย และบริษัทลูกของ BA โดย AOT ถือหุ้นใน AOTGA สัดส่วน 49% คาดว่าจะเพิ่มกำไรให้ AOT ประมาณ 1-2% ผ่านส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน และมีผลดีทางอ้อมที่ช่วยให้สายการบินต่างประเทศมีโอกาสเพิ่มเที่ยวบินมายังประเทศไทยมากขึ้น หนุนรายได้ค่าบริการสนามบิน ค่า Landing Parking และค่าบริการผู้โดยสารขาออก นอกจากนี้มาตรการไทยเที่ยวไทยพลัสของรัฐบาลคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการเดินทางในช่วง High Seasons ปลายปี 26 ถึงต้นปี 27
Transportation Infrastructure

ก.ล.ต.เตือนผู้ถือหุ้นกู้ BEM 22 รุ่น ใช้สิทธิโหวตแก้เงื่อนไขและเพิ่มดอกเบี้ย 15 ก.ย. นี้

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. แจ้งเตือนผู้ถือหุ้นกู้ของบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM จำนวน 22 รุ่น ให้ศึกษาข้อมูลและใช้สิทธิในการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 14.00 น. ณ ห้อง The Residence 303 และ 304 ชั้น Mezzanine โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ เลขที่ 494 ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยหุ้นกู้ทั้ง 22 รุ่น ประกอบด้วย BEM272A, BEM279A, BEM279B, BEM27OA, BEM284A, BEM284B, BEM286A, BEM286B, BEM292A, BEM295A, BEM299A, BEM306A, BEM312A, BEM314A, BEM329A, BEM334A, BEM342A, BEM349A, BEM349B, BEM354A, BEM362A และ BEM369A วาระสำคัญของการประชุม ได้แก่ การพิจารณาแก้ไขข้อกำหนดสิทธิเกี่ยวกับหน้าที่ของผู้ออกหุ้นกู้ในการดำรงอัตราส่วนทางการเงิน และการพิจารณาปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ ทั้งนี้ ก.ล.ต. กำหนดให้ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้วิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย ประโยชน์ และผลกระทบที่ผู้ถือหุ้นกู้จะได้รับอย่างชัดเจนในแต่ละทางเลือก ทั้งกรณีมีมติอนุมัติและไม่อนุมัติ พร้อมแสดงเหตุผลและความเห็นของผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ประกอบ ก.ล.ต. จึงขอให้ผู้ถือหุ้นกู้ศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบและใช้สิทธิเพื่อรักษาประโยชน์ของตนเอง รวมถึงสอบถามข้อมูลจากผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อให้มีข้อมูลครบถ้วนก่อนตัดสินใจออกเสียงในการประชุมดังกล่าว
Transportation Infrastructure

BAFS แจ้งหยุดส่งน้ำมันผ่านท่อหลังพบน้ำมันปนเปื้อนท่อระบายน้ำ กทม.

บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS แจ้งว่าบริษัทได้สั่งหยุดส่งน้ำมันผ่านท่อทันทีเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย หลังเกิดสถานการณ์น้ำมันปนเปื้อนในระบบท่อระบายน้ำบริเวณถนนเชื้อเพลิงและใต้สะพานยกระดับถนนพระราม 3 รอยต่อเขตคลองเตยและเขตยานนาวา โดยบริษัท บาฟส์ขนส่งทางท่อ จำกัด หรือ BPT ในฐานะผู้ดำเนินกิจการระบบท่อขนส่งน้ำมัน ระบุว่าบริษัทพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการวิเคราะห์หาสาเหตุและเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของชุมชนและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ และยืนยันว่าการบริหารจัดการขนส่งน้ำมันให้สนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ และภาคเหนือยังดำเนินได้ตามปกติ ทั้งนี้ หากผลการตรวจสอบพบว่าสาเหตุหรือความเสียหายส่วนใดอยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของบริษัท บริษัทพร้อมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นภายใต้กรมธรรม์ที่ทำไว้ สำหรับระบบท่อดังกล่าว BPT เป็นเจ้าของระบบท่อขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นบางจากจนถึงคลังน้ำมันช่องนนทรี และต่อไปยังคลังน้ำมันอากาศยานดอนเมือง คลังน้ำมันอากาศยานสุวรรณภูมิ และคลังน้ำมันภาคพื้นดินที่คลังน้ำมันบางปะอิน โดยบริเวณจุดที่เกิดเหตุเป็นหนึ่งในแนวท่อดังกล่าว ซึ่ง BPT ได้ให้สิทธิโดยมีค่าตอบแทนสำหรับการใช้และบริหารทรัพย์สินของระบบท่อส่งน้ำมันเส้นนี้แก่ บริษัท กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด (BFPL) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ปัจจุบัน BPT ให้บริการขนส่งน้ำมันผ่านท่อแบบ Multi-Products ครอบคลุมเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ โดยรับน้ำมันจากคลังน้ำมันบางปะอินเพื่อส่งต่อไปยังคลังน้ำมันพิจิตรและคลังน้ำมันนครลำปาง
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย·8dอ่านต่อ →
Transportation Infrastructure

BAFS พร้อมร่วมแก้ปัญหาน้ำมันปนเปื้อนท่อระบายน้ำถนนเชื้อเพลิง

บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS ระบุว่าจากสถานการณ์น้ำมันปนเปื้อนในระบบท่อระบายน้ำบริเวณถนนเชื้อเพลิงและใต้สะพานยกระดับถนนพระราม 3 รอยต่อเขตคลองเตยและเขตยานนาวา บริษัท บาฟส์ขนส่งทางท่อ จำกัด หรือ BPT ในฐานะผู้ดำเนินกิจการระบบท่อขนส่งน้ำมัน ให้ความสำคัญและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการวิเคราะห์หาสาเหตุและเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของชุมชนและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ หากผลการตรวจสอบพบว่าสาเหตุหรือความเสียหายส่วนใดอยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของบริษัท บริษัทพร้อมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นภายใต้กรมธรรม์ที่ทำไว้ ทั้งนี้ BPT เป็นเจ้าของระบบท่อขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นบางจากจนถึงคลังน้ำมันช่องนนทรีตลอดเส้นทางไปยังคลังน้ำมันอากาศยานดอนเมือง คลังน้ำมันอากาศยานสุวรรณภูมิ และคลังน้ำมันภาคพื้นดินที่คลังน้ำมันบางปะอิน โดยบริเวณจุดที่เกิดเหตุซึ่งเป็นหนึ่งในแนวท่อดังกล่าว BPT ได้ให้สิทธิโดยมีค่าตอบแทนสำหรับการใช้และบริหารทรัพย์สินของระบบท่อส่งน้ำมันเส้นนี้แก่ บริษัท กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด (BFPL) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ปัจจุบัน BPT ให้บริการขนส่งน้ำมันผ่านท่อแบบ Multi-Products ครอบคลุมเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ โดยรับน้ำมันจากคลังน้ำมันบางปะอินส่งต่อไปยังคลังน้ำมันพิจิตรและคลังน้ำมันนครลำปาง
ทันหุ้น·8dอ่านต่อ →
Transportation Infrastructure

บล.พาย ปรับคำแนะนำหุ้น AOT เป็น "ซื้อ" เป้า 69 บาท

บล.พาย ปรับคำแนะนำหุ้น AOT ขึ้นเป็น "ซื้อ" หลังจากราคาหุ้นมีส่วนต่างกับมูลค่าเหมาะสมที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ 69 บาท กว่า 11% โดยมองว่า AOT เป็นหุ้นในกลุ่มการบินที่ได้รับผลกระทบต่ำสุดจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากธุรกิจมีความเกี่ยวพันกับราคาน้ำมันทางตรงค่อนข้างต่ำ ปัจจัยบวกหลักมาจากผลประกอบการงวด FY4Q26 ที่จะรับรู้รายได้จากค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศอัตราใหม่ที่ 1,120 บาทต่อคนเต็มไตรมาส ซึ่งสูงกว่าเดิมถึง 53% ขณะที่ภาพรวมผู้โดยสารปีงบประมาณ 26 นับถึงวันที่ 5 ก.ย. มีจำนวนรวม 120 ล้านคน ทำให้มีโอกาสสูงกว่าที่ AOT คาดไว้ที่ 125.95 ล้านคน และกำไรสุทธิทั้งปี 26 มีโอกาสดีกว่าที่ฝ่ายวิจัยเคยคาดไว้ที่ 19,654 ล้านบาท ส่วน AOTGA ที่ได้รับอนุมัติจาก ครม. ให้เข้าทำสัญญาบริหารคลังสินค้า บริการลานจอด อุปกรณ์ภาคพื้น และการดูแลผู้โดยสารภาคพื้นรายที่ 3 ที่สนามบินสุวรรณภูมิ คาดว่าจะเพิ่มกำไรให้ AOT ประมาณ 1-2% ผ่านส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน โดย AOT ถือหุ้นใน AOTGA สัดส่วน 49% และยังมีปัจจัยหนุนจากการออกมาตรการไทยเที่ยวไทยพลัสที่จะกระตุ้นการเดินทางในช่วง High Season ปลายปี 26 ถึงต้นปี 27
Transportation Infrastructure

BAFS แจ้งตลาดหลักทรัพย์ น้ำมันรั่วใต้สะพานพระราม 3 สั่งหยุดท่อทันที

บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ตรวจพบน้ำมันรั่วไหลบริเวณถนนเชื้อเพลิง ใต้สะพานยกระดับถนนพระราม 3 เมื่อช่วงเย็นวันที่ 8 กันยายน 2569 และได้สั่งหยุดการขนส่งน้ำมันผ่านระบบท่อบริเวณดังกล่าวทันที พร้อมเร่งตรวจสอบเพื่อค้นหาจุดรั่วไหลและระงับเหตุ ระบบท่อดังกล่าวเป็นของบริษัท บาฟส์ขนส่งทางท่อ จำกัด หรือ BPT ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ BAFS โดยเชื่อมโยงการขนส่งน้ำมันตั้งแต่โรงกลั่นน้ำมันบางจาก คลังน้ำมันช่องนนทรี ไปยังคลังน้ำมันอากาศยานดอนเมือง สุวรรณภูมิ และคลังน้ำมันบางปะอิน ปัจจุบัน BPT และบริษัท กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด หรือ BFPL ซึ่งได้รับสิทธิในการใช้และบริหารระบบท่อตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบและค้นหาจุดรั่วไหล โดยเบื้องต้นยังไม่พบผลกระทบรุนแรงต่อประชาชน ชุมชนโดยรอบ และสิ่งแวดล้อม BAFS ระบุว่าผู้ประกอบการขนส่งน้ำมันทางท่อยังสามารถบริหารจัดการการขนส่งน้ำมันได้ตามปกติ จึงยังไม่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันอากาศยานไปยังท่าอากาศยานดอนเมืองและสุวรรณภูมิ รวมถึงการขนส่งน้ำมันภาคพื้นดินไปยังพื้นที่ภาคเหนือ สำหรับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าวยังอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย และบริษัทจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพิ่มเติมหากมีความคืบหน้าที่อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
Money & Banking·9dอ่านต่อ →
Transportation Infrastructure

บล.พาย ปรับคำแนะนำ AOT เป็นซื้อ เป้า 69 บาท รับอานิสงส์ค่า PSC ใหม่และสัมปทาน AOTGA

บล.พาย ปรับคำแนะนำหุ้นบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ขึ้นเป็น "ซื้อ" หลังจากราคาหุ้นมีส่วนต่างจากมูลค่าเหมาะสมที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ 69 บาท อยู่กว่า 11% โดยมองว่าเป็นหุ้นที่ได้รับผลกระทบต่ำจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากในช่วงเดือนที่ผ่านมา ฝ่ายวิจัยระบุว่ายังมีปัจจัยบวกจากแนวโน้มผลประกอบการงวด FY4Q26 ที่คาดว่าจะเห็นการเติบโตอย่างมากจากการเก็บค่า PSC ใหม่เต็มไตรมาส ขณะที่ผลดีจากการที่ AOTGA ได้รับสัมปทานเป็นผู้ให้บริการรายที่ 3 ในสนามบินสุวรรณภูมิจะช่วยหนุนทั้งทางตรงจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน และทางอ้อมที่จะช่วยให้สายการบินต่างประเทศมีโอกาสเพิ่มเที่ยวบินมายังประเทศไทยได้
ทันหุ้น·9dอ่านต่อ →
Transportation Infrastructure

BAFS แจงน้ำมันรั่วพระราม 3 หยุดส่งทางท่อชั่วคราว ไม่กระทบขนส่งน้ำมันอากาศยาน

หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS เปิดเผยว่า เหตุน้ำมันรั่วไหลบริเวณพระราม 3 ไม่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันอากาศยาน โดยบริษัทย่อย บริษัท บาฟส์ขนส่งทางท่อ จำกัด หรือ BPT เป็นเจ้าของระบบท่อขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นน้ำมันบางจากจนถึงคลังน้ำมันช่องนนทรี ซึ่งเป็นแนวท่อที่วางผ่านบริเวณที่เกิดเหตุ และได้ให้สิทธิการใช้และบริหารทรัพย์สินของระบบท่อดังกล่าวโดยมีค่าตอบแทนแก่ บริษัท กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด หรือ BFPL ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 เมื่อตรวจพบน้ำมันรั่วไหลได้หยุดการขนส่งน้ำมันผ่านระบบท่อทันที โดยยังไม่ปรากฏผลกระทบรุนแรงต่อประชาชน ชุมชนโดยรอบ และสิ่งแวดล้อม ขณะที่ BPT และ BFPL ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการตรวจสอบหาจุดรั่วไหลเพื่อระงับเหตุโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและชุมชนเป็นสำคัญ บริษัทระบุว่าบริษัทน้ำมันผู้ขนส่งน้ำมันทางท่อทุกรายยังคงบริหารจัดการการขนส่งน้ำมันได้ โดยไม่กระทบการขนส่งน้ำมันอากาศยานไปยังท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมถึงการขนส่งน้ำมันภาคพื้นดินไปยังพื้นที่ภาคเหนือ และความเสียหายยังอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ที่ BPT และ BFPL ได้ทำไว้ บริษัทจะแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหากมีความคืบหน้าที่อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต
Transportation Infrastructure

BAFS สั่งระงับส่งน้ำมันทางท่อทันทีหลังพบท่อรั่ว ยันไม่กระทบเชื้อเพลิงอากาศยาน

บมจ.บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ หรือ BAFS เปิดเผยว่า บริษัทย่อยคือ บริษัท บาฟส์ขนส่งทางท่อ จำกัด หรือ BPT ซึ่งเป็นเจ้าของระบบท่อขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นน้ำมันบางจากจนถึงคลังน้ำมันช่องนนทรีและต่อไปยังคลังน้ำมันอากาศยานดอนเมือง คลังน้ำมันอากาศยานสุวรรณภูมิ และคลังน้ำมันภาคพื้นดินที่คลังน้ำมันบางปะอิน ได้หยุดการขนส่งน้ำมันผ่านระบบท่อดังกล่าวทันทีเมื่อตรวจพบว่าน้ำมันรั่วไหล โดยขณะนี้ยังไม่ปรากฏว่ามีผลกระทบรุนแรงต่อประชาชน ชุมชนโดยรอบ และสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด ทั้งนี้ BPT ได้ให้สิทธิการใช้และบริหารทรัพย์สินของระบบท่อส่งน้ำมันดังกล่าวโดยมีค่าตอบแทนแก่ บริษัท กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อ และโลจิสติกส์ จำกัด หรือ BFPL ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 และทั้งสองบริษัทได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการตรวจสอบค้นหาจุดรั่วไหลเพื่อระงับเหตุโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและชุมชนเป็นสำคัญ บริษัทระบุว่าบริษัทน้ำมันผู้ขนส่งน้ำมันทางท่อทุกรายยังคงบริหารจัดการการขนส่งน้ำมันได้ และเหตุการณ์นี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันอากาศยานทั้งที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และการขนส่งน้ำมันภาคพื้นดินไปยังพื้นที่ภาคเหนือ ขณะที่ความเสียหายยังอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกรมธรรม์ที่ BPT และ BFPL ได้ทำไว้ และบริษัทยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
Transportation Infrastructure

BAFS สั่งหยุดส่งน้ำมันผ่านท่อหลังพบรั่วไหล ยันไม่กระทบสนามบินดอนเมือง-สุวรรณภูมิ

บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าได้สั่งหยุดการขนส่งน้ำมันผ่านระบบท่อทันที หลังจากตรวจพบน้ำมันรั่วไหลบริเวณแนวท่อ โดยหม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ระบุว่า บริษัทย่อยคือ บริษัท บาฟส์ขนส่งทางท่อ จำกัด หรือ BPT เป็นเจ้าของระบบท่อขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นน้ำมันบางจากถึงคลังน้ำมันช่องนนทรี และต่อไปยังคลังน้ำมันอากาศยานดอนเมือง คลังน้ำมันอากาศยานสุวรรณภูมิ และคลังน้ำมันภาคพื้นดินที่คลังน้ำมันบางปะอิน ซึ่งเป็นแนวท่อที่วางผ่านบริเวณที่เกิดเหตุ โดย BPT ได้ให้สิทธิการใช้และบริหารทรัพย์สินของระบบท่อดังกล่าวแก่ บริษัท กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อ และ โลจิสติกส์ จำกัด หรือ BFPL ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565 ขณะนี้ยังไม่ปรากฏผลกระทบรุนแรงต่อประชาชน ชุมชนโดยรอบ และสิ่งแวดล้อม โดย BPT และ BFPL ร่วมกันตรวจสอบหาจุดรั่วไหลเพื่อระงับเหตุโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ การขนส่งน้ำมันอากาศยานไปยังท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และการขนส่งน้ำมันภาคพื้นดินไปยังพื้นที่ภาคเหนือยังดำเนินได้ตามปกติ และความเสียหายยังอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ที่ BPT และ BFPL ได้ทำไว้ บริษัทจะแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ หากมีความคืบหน้าที่อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย·9dอ่านต่อ →
Transportation Infrastructure

BAFS แจ้งหยุดท่อน้ำมันรั่วพระราม 3 ยันไม่กระทบขนส่งเชื้อเพลิงดอนเมือง-สุวรรณภูมิ

บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS แจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ตรวจพบน้ำมันรั่วไหลบริเวณใต้สะพานยกระดับถนนพระราม 3 ในช่วงเย็นวันที่ 8 กันยายน 2569 และได้สั่งหยุดการขนส่งน้ำมันผ่านระบบท่อดังกล่าวทันที ระบบท่อนี้เป็นของบริษัท บาฟส์ขนส่งทางท่อ จำกัด หรือ BPT ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ BAFS โดยเป็นท่อขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นน้ำมันบางจากมายังคลังน้ำมันช่องนนทรี ก่อนเชื่อมต่อไปยังคลังน้ำมันอากาศยานดอนเมือง คลังน้ำมันอากาศยานสุวรรณภูมิ และคลังน้ำมันภาคพื้นดินบางปะอิน ซึ่งแนวท่อพาดผ่านบริเวณที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ BPT ได้ให้สิทธิการใช้และบริหารทรัพย์สินของระบบท่อดังกล่าว โดยมีค่าตอบแทนแก่ บริษัท กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด หรือ BFPL ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ปัจจุบันยังไม่พบผลกระทบรุนแรงต่อประชาชน ชุมชนโดยรอบ และสิ่งแวดล้อม โดย BPT และ BFPL อยู่ระหว่างประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดเพื่อตรวจสอบและค้นหาจุดรั่วไหล รวมถึงเร่งระงับเหตุ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและชุมชนเป็นสำคัญ BAFS ระบุเพิ่มเติมว่าผู้ขนส่งน้ำมันทางท่อทุกรายยังสามารถบริหารจัดการการขนส่งน้ำมันได้ตามปกติ เหตุการณ์ดังกล่าวจึงยังไม่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันอากาศยานไปยังท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมถึงการขนส่งน้ำมันภาคพื้นดินไปยังพื้นที่ภาคเหนือ สำหรับความเสียหายยังคงอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยที่ BPT และ BFPL จัดทำไว้ และบริษัทอยู่ระหว่างเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมจะรายงานข้อมูลเพิ่มเติมต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ หากมีความคืบหน้าที่อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต
Transportation Infrastructure

AOT ลุ้นกำไรปี 70 หลัง AOTGA ชนะประมูลงานสุวรรณภูมิ 6.7 หมื่นล้าน

บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ บริษัท บริการภาคพื้นท่าอากาศยานกรุงเทพ หรือ AOTGA เป็นผู้ชนะการประมูลโครงการให้บริการคลังสินค้า ลานจอดอากาศยาน และบริการภาคพื้น ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ภายใต้รูปแบบ PPP Net Cost โดย AOTGA จะเป็นผู้ให้บริการรายที่ 3 โครงการประกอบด้วยสัญญาหลัก 2 โครงการ ได้แก่ การให้บริการคลังสินค้า และการให้บริการลานจอดอากาศยาน อุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้น และผู้โดยสาร มีระยะเวลาสัมปทาน 25 ปี และมูลค่ารวมมากกว่า 67,000 ล้านบาท AOTGA เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง AOT ถือหุ้น 49% และบริษัท บริการภาคพื้นการบินกรุงเทพเวิลด์ไวด์ไฟลท์เซอร์วิส หรือ SAL ถือหุ้น 51% โดย SAL เป็นบริษัทย่อยของ สกาย ไอซีที หรือ SKY บล.เคจีไอประเมินว่า AOTGA จะบริหารจัดการสินค้าประมาณ 400,000-600,000 ตันต่อปี สร้างรายได้ประมาณ 4,000-6,000 ล้านบาทต่อปี และคาดว่า AOT จะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรประมาณ 400-600 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นโอกาสเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปีงบประมาณ 2570 ประมาณ 1.5-2.2% บล.เคจีไอยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปีงบประมาณ 2570 ที่ 71 บาท
Transportation Infrastructure

AOT เดินหน้าโครงการ Cargo และ Ground Handling มูลค่า 6.7 หมื่นล้านบาท

AOT เดินหน้าโครงการให้บริการ Cargo และ Ground Handling หลังคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ AOTGA คว้าสิทธิเป็นผู้ให้บริการรายที่ 3 ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ภายใต้สัมปทาน PPP Net Cost อายุ 25 ปี มูลค่ารวมกว่า 6.7 หมื่นล้านบาท โดยโครงการประกอบด้วย 2 สัญญาหลัก ได้แก่ การให้บริการ Cargo Handling และ Ramp Handling ซึ่ง AOTGA เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง AOT ถือหุ้น 49% และ SAL ถือหุ้น 51% โดย SAL เป็นบริษัทย่อยของ SKY โบรกเกอร์ KGI ประเมินว่า หากดำเนินงานเต็มศักยภาพ โครงการนี้จะสร้างรายได้ราว 4.0-6.0 พันล้านบาทต่อปี และหนุนกำไรส่วนของ AOT ราว 400-600 ล้านบาทต่อปี คิดเป็น Upside ต่อกำไรปี 2570 ราว 1.5-2.2% พร้อมคงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 71 บาท
Transportation Infrastructure

ครม. อนุมัติ AOTGA ชนะประมูลคลังสินค้าและลานจอดสุวรรณภูมิ

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้บริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด (AOTGA) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) เป็นผู้ชนะการคัดเลือกโครงการให้บริการคลังสินค้าและโครงการให้บริการลานจอด อุปกรณ์ภาคพื้น และการดูแลผู้โดยสารภาคพื้น รายที่ 3 ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยโครงการคลังสินค้าครอบคลุมการบริหารจัดการสินค้า 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ สินค้าขาเข้า ขาออก ถ่ายลำ เน่าเสียง่าย และเร่งด่วน/อีคอมเมิร์ซ ขณะที่โครงการลานจอดแบ่งเป็นกลุ่มบริการหลักและกลุ่มบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง การลงนามสัญญาระหว่าง ทอท. และ AOTGA จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับปริมาณสินค้าและการจราจรทางอากาศ ยกระดับมาตรฐานการบริการ และผลักดันให้สุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค