Health Care Providers & Services
ซิกนาขยายโครงการประสานการดูแลด้วย AI และ Pharmacy Forward
กลุ่มบริษัทซิกนากำลังขยายการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อระบุความต้องการด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นใหม่ได้เร็วขึ้น และแนะนำสมาชิกไปสู่การดูแลที่เหมาะสม ขณะที่ต้นทุนด้านการดูแลสุขภาพยังคงอยู่ในระดับสูง ซิกนาคาดว่าความสามารถในการประสานการดูแลที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่ขยายออกไปนี้จะเข้าถึงลูกค้าที่มีความต้องการด้านสุขภาพที่ซับซ้อนมากขึ้นอีก 20% และระบุว่าลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการเหล่านี้ลดต้นทุนทางการแพทย์ลงได้โดยเฉลี่ยประมาณ 2,000 ดอลลาร์ต่อปี ขณะที่การเข้าร่วมตั้งแต่ระยะแรกมีส่วนทำให้การเข้ารักษาในโรงพยาบาลที่ไม่จำเป็นลดลง 42% บริษัทยังนำ AI มาใช้กับเภสัชกรรมเฉพาะทางผ่านโครงการ Pharmacy Forward ซึ่งคาดว่าจะลดเวลาเฉลี่ยกว่าจะได้รับการรักษาลงครึ่งหนึ่ง พร้อมกับลดเวลาการบันทึกเอกสารของบุคลากรทางการแพทย์ได้มากถึง 50% ซิกนาระบุว่าแนวโน้มต้นทุนทางการแพทย์ยังคงอยู่ในระดับสูงในไตรมาสที่สองของปี 2026 โดยผู้บริหารคาดว่าแนวโน้มจะยังสูงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และ 2027 ขณะที่อัตราส่วนต้นทุนทางการแพทย์ของบริษัทปรับแย่ลง 130 เบซิสพอยต์เมื่อเทียบกับปีก่อน ในกลุ่มคู่แข่ง ยูไนเต็ดเฮลธ์กรุ๊ปวางแผนลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI เกือบ 1.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 และฮิวแมนาใช้โซลูชัน Agent Assist ซึ่งสร้างบน Google Cloud AI เพื่อเร่งการสนับสนุนสมาชิก
Health Care Providers & Services▲
Ensign Group ประกาศจ่ายเงินปันผลรายไตรมาส 0.065 ดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนล่วงหน้า 0.15%
Ensign Group ประกาศจ่ายเงินปันผลรายไตรมาสที่ 0.065 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งเท่ากับการจ่ายครั้งก่อนหน้า เงินปันผลนี้มีอัตราผลตอบแทนล่วงหน้าที่ 0.15% และจะจ่ายในวันที่ 31 ตุลาคม ให้แก่ผู้ถือหุ้นที่มีชื่อในทะเบียน ณ วันที่ 30 กันยายน โดยวันขึ้นเครื่องหมายไม่รับสิทธิ์เงินปันผลกำหนดไว้ที่วันที่ 30 กันยายนเช่นกัน ปัจจุบันบริษัทได้ประกาศจ่ายเงินปันผลที่ 0.065 ดอลลาร์ติดต่อกันเป็นเวลา 4 ไตรมาสแล้ว
Health Care Providers & Services▲
หยวนต้าเคาะเป้า EKH 5.85 บาท หลังเปิด รพ.สุขภาพจิต Bloom
บล.หยวนต้า ออกบทวิเคราะห์หลังเข้าเยี่ยมชมกิจการโรงพยาบาล Bloom Mental Wellness Hospital ของบริษัท เอกชัยการแพทย์ จำกัด (มหาชน) หรือ EKH โดยคงคำแนะนำ “Trading” และมูลค่าพื้นฐานปี 2027 ที่ 5.85 บาท ด้วยวิธี DCF ที่ WACC 8.6% และ Terminal growth 2.5% ทั้งนี้ Bloom เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสุขภาพจิตและจิตเวชระดับพรีเมียมขนาด 50 เตียง ซึ่ง EKH ถือหุ้น 58% เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่เดือน ก.ค. 2026 โดยตั้งเป้ารายได้ปี 2026 ราว 25-30 ล้านบาท ก่อนเพิ่มเป็นมากกว่า 100 ล้านบาทในปี 2027 และเติบโตสู่ประมาณ 400 ล้านบาทต่อปีภายในปีที่ 4-5 เมื่อเข้าสู่ภาวะ Mature คาด Net margin ราว 16-18% มี IRR ของโครงการประมาณ 16-17% และระยะเวลาคืนทุนประมาณ 7 ปี ด้านแนวโน้มผลประกอบการ 3Q26 บริษัทให้ข้อมูลว่ารายได้เดือน ก.ค.-ส.ค. 2026 เติบโตระดับ double digit YoY จากศูนย์การแพทย์เฉพาะทางทั้งศูนย์กุมารเวช ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด และศูนย์ IVF รวมถึงจำนวนผู้ป่วยเงินสดที่เพิ่มขึ้นตามการระบาดของไข้หวัดใหญ่และ COVID-19 ส่วนกำไรคาดยังเติบโตทั้ง QoQ และ YoY แม้รับรู้ผลขาดทุนจากโรงพยาบาลใหม่ โดยโบรกยังคงประมาณการกำไรปี 2026 ที่ 248 ล้านบาท ลดลง 5% YoY และคาดกำไรปี 2027 ฟื้นตัวชัดเจน โดยคาดว่าโรงพยาบาล Bloom จะถึงจุดคุ้มทุนที่ระดับ EBITDA ตั้งแต่ 1Q27 พร้อมคาด Yield ปันผลปี 2026 และปี 2027 ที่ 5.5% และ 6.1% ตามลำดับ
Health Care Providers & Services▲
MBK รับซื้อ Big Lot หุ้น VIH 20.03% ลุยธุรกิจการแพทย์
บริษัท พี อาร์ จี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) หรือ MBK เข้าซื้อหุ้นบิ๊ก ล็อตของบริษัท ศรีวิชัยเวชวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) หรือ VIH จำนวน 125.66 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 20.03% จากบริษัท บีบีทีวี เอ็คควิตี้ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 และเป็นบริษัทของตระกูลรัตนรักษ์ เจ้าของช่อง 7HD ที่ถือหุ้น VIH มาตั้งแต่ปี 2557 ก่อนหน้านั้น 2 วัน หุ้น VIH ราคาพุ่งขึ้น 10.71% ปิดตลาดที่ 9.30 บาท ท่ามกลางการรายงานบิ๊ก ล็อตดังกล่าว โดย VIH ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาล 4 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล อ้อมน้อย โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล หนองแขม โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล สมุทรสาคร และโรงพยาบาลวิชัยเวช แยกไฟฉาย พร้อมทั้งมีโรงเรียนศรีวิชัยอาชีวศึกษา และมีผลการดำเนินงานมีกำไรสม่ำเสมอ จ่ายเงินปันผลทุกปี โดยดิวิเดนด์ยีลด์ล่าสุดอยู่ที่ 4.24% การเข้าซื้อครั้งนี้ถือเป็นการรุกคืบสู่ธุรกิจการแพทย์และสุขภาพของ MBK ซึ่งมีธุรกิจหลัก 6 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจผลิตและจำหน่ายข้าวสาร ธุรกิจรับจ้างผลิต ธุรกิจศูนย์อาหาร ธุรกิจพัฒนาทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจโลจิสติกส์ และธุรกิจพลังงาน โดยคาดว่าจะเกิดการ Synergy ตั้งแต่การเปิดศูนย์ดูแลสุขภาพครบวงจรหรือคลินิกเฉพาะทางในพื้นที่ศูนย์การค้าในเครือ เช่น MBK Center พาราไดซ์ พาร์ค และเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ การต่อยอดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์กับโรงแรมในเครืออย่างโรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส ไปจนถึงการเชื่อมโยงฐานข้อมูลลูกค้าและระบบ Loyalty Program ระหว่างกลุ่มธุรกิจ
Health Care Providers & Services▲
IVF ถือหุ้น 24% ใน ETERNITY เดินหน้าปั้น Healthcare Ecosystem ครบวงจร
บริษัท อินสไปร์ ไอวีเอฟ จำกัด (มหาชน) หรือ IVF เข้าถือหุ้นสัดส่วน 24% ใน บริษัท อีเทอร์นิตี้ เฮลท์แคร์ 369 จำกัด หรือ ETERNITY และทั้งสองฝ่ายเริ่มหารือแนวทางความร่วมมือพร้อมเตรียมทำ Cross-selling เพื่อเชื่อมโยงฐานลูกค้าและขยายโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน โดยนางสาวเกศิณี กุลดิลก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร IVF เปิดเผยว่า ความร่วมมือนี้จะเสริมจุดแข็งของทั้งสองฝ่าย เนื่องจาก ETERNITY เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพศชายโดยเฉพาะ Urology ขณะที่ IVF แข็งแกร่งด้านสุขภาพผู้หญิงและการรักษาผู้มีบุตรยาก หรือ Fertility ครอบคลุมการฝากไข่ การทำเด็กหลอดแก้ว และ ICSI ทำให้ต่อยอดบริการสุขภาพได้ครอบคลุมทั้งผู้หญิงและผู้ชายมากขึ้น บริษัทยังขยายบริการภายใต้ Inspire IVF ในส่วนของ Wellness ซึ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา บริเวณชั้น G อาคารเพลินจิต เซ็นเตอร์ ขณะที่ศูนย์ IVF ตั้งอยู่บริเวณชั้น 5 ของอาคารเดียวกัน โดยบริการ Wellness ครอบคลุมการให้วิตามิน การตรวจเลือด การตรวจคัดกรองมะเร็ง 10 ชนิด การตรวจอายุของเซลล์ และ Hyperbaric Oxygen Therapy สำหรับกลุ่มเป้าหมายลูกค้าระดับพรีเมียมซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นลูกค้าต่างชาติโดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลางที่มีการใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่าลูกค้าชาวไทย สำหรับแผนครึ่งปีหลัง 2569 บริษัทจะเดินหน้าทำตลาดธุรกิจ IVF ต่อเนื่อง โดยในอีกประมาณ 2 สัปดาห์เตรียมไปทำตลาดและจัดโรดโชว์ที่ประเทศอินเดียทั้งรูปแบบ B2B และ B2C พร้อมนำทีมแพทย์ร่วมให้คำปรึกษา และในเดือนตุลาคมมีแผนเดินทางไปประเทศจีนเพื่อเจาะตลาดกลุ่ม B2B เพิ่มเติม ควบคู่กับการผลักดันธุรกิจ Wellness และสร้าง Synergy ร่วมกับ ETERNITY.
Health Care Providers & Services▲
Aevis Victoria ครึ่งปีแรก 2026 มูลค่าสินทรัพย์สุทธิเพิ่มขึ้น 7% ขณะที่อัตรากำไรธุรกิจสุขภาพดีขึ้น
Aevis Victoria รายงานมูลค่าสินทรัพย์สุทธิที่ 26.75 ฟรังก์สวิสต่อหุ้นสำหรับครึ่งปีแรก 2026 เพิ่มขึ้นเกือบ 7% เมื่อเทียบปีต่อปี และเพิ่มขึ้น 2.3% เมื่อเทียบกับระดับสิ้นปีก่อนหน้า ขณะที่ส่วนลดเทียบมูลค่าสินทรัพย์สุทธิยังคงสูงกว่า 50% ซึ่งฝ่ายบริหารระบุว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของกลุ่ม
ภายในธุรกิจสุขภาพ อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายของ Swiss Medical Network ปรับตัวดีขึ้นจาก 18.6% เป็น 21.6% และบริการผู้ป่วยนอกมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายเป็นบวกเป็นครั้งแรก โดยอัตรากำไรเพิ่มขึ้นจาก 7.1% เป็น 11.8% บริษัทตั้งเป้าอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายของธุรกิจสุขภาพไว้ที่ 23% พร้อมการเติบโตแบบอินทรีย์ 2% ถึง 3% ต่อปี โดยระบุว่าโรงพยาบาลที่เติบโตเต็มที่ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 50% ของพอร์ตสามารถทำอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายได้มากกว่า 25% ถึง 26% ขณะที่โรงพยาบาลที่อยู่ระหว่างการเริ่มดำเนินงานอยู่ที่ 10% ถึง 20%
ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลง 43% เมื่อเทียบปีต่อปี หนี้สินสุทธิรวมอยู่ที่ 846 ล้านฟรังก์สวิส โดยส่วนใหญ่ภายใต้ Swiss Hotel Property หนี้สินสุทธิเทียบกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายของ Swiss Medical Network อยู่ที่ประมาณ 2.2 เท่าถึง 2.3 เท่า และอัตราสินเชื่อเทียบมูลค่าทรัพย์สินของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ลดลงเหลือ 45%
Michel Keusch ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ระบุปัจจัยผลักดันสามประการที่จะช่วยลดส่วนลดเทียบมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ ได้แก่ ขั้นต่อไปของการสร้างมูลค่าให้เป็นรูปธรรมผ่านการขายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นเชิงกลยุทธ์ ซึ่งรวมถึงการประกาศอย่างเป็นทางการในการค้นหานักลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน Swiss Medical Network การยกระดับนักลงทุนสัมพันธ์ด้วยการจัดโรดโชว์มากขึ้น การจัดงานวันตลาดทุน และความโปร่งใสทางการเงินที่มากขึ้น และสภาพคล่องเฉลี่ยต่อวันที่เพิ่มขึ้นเกือบห้าเท่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา
Health Care Providers & Services▲
Centene รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 กลับมามีกำไร ยืนยันเป้ารายได้ต่อหุ้นปี 2026 สูงกว่า 4.80 ดอลลาร์
บริษัท Centene Corporation รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2026 กลับมามีกำไร โดยรายได้จากเบี้ยประกันและบริการเพิ่มขึ้น 4.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน และกำไรต่อหุ้นปรับปรุงอยู่ที่ 2.51 ดอลลาร์ เทียบกับขาดทุน 16 เซนต์ในปีก่อน บริษัทประกันรายนี้ยืนยันเป้ารายได้ต่อหุ้นปรับปรุงขั้นต่ำสำหรับปี 2026 สูงกว่า 4.80 ดอลลาร์ และระบุว่าอัตราส่วนผลประโยชน์ด้านสุขภาพรวมดีขึ้นเป็น 89.6% จาก 93% Centene คาดว่าธุรกิจ Marketplace จะสร้างอัตรากำไรก่อนภาษี 4.5%-5% ในปี 2026 ขณะที่ธุรกิจ PDP ควรทำอัตรากำไรก่อนภาษีสูงกว่า 3% และ Medicare Advantage ใกล้ถึงจุดคุ้มทุนมากขึ้น จำนวนสมาชิวยังคงเป็นจุดกดดันหลัก โดยจำนวนผู้ลงทะเบียน Medicaid สิ้นสุดไตรมาส 2 ปี 2026 ที่ 12.1 ล้านคน ลดลง 5.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน และบริษัทคาดว่าจำนวนสมาชิก Medicaid ตลอดทั้งปีจะลดลง 8%-9% จากสิ้นปี 2025 Centene ปรับเพิ่มคาดการณ์การขึ้นอัตรา Medicaid ปี 2026 เป็นประมาณ 5% ซึ่งอาจช่วยบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน ขณะที่แนวโน้มต้นทุนทางการแพทย์ยังอยู่ในช่วงกลางระดับ 4%
Health Care Providers & Services▼
ไบรท์สปริงคาดรายได้จากธุรกิจร้านยาชุมชนและที่บ้านลดลง 200 ล้านดอลลาร์จากผลของ IRA
กลุ่มธุรกิจร้านยาชุมชนและที่บ้านของไบรท์สปริง เฮลธ์ เซอร์วิสเซส คาดว่าพระราชบัญญัติลดเงินเฟ้อหรือ IRA จะทำให้รายได้ตลอดปี 2569 ลดลงประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ แม้ว่าบริษัทจะจำกัดผลกระทบต่อกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายไว้ที่ประมาณ 15 ล้านดอลลาร์ก็ตาม ในไตรมาสที่สอง รายได้ของกลุ่มธุรกิจนี้ลดลง 8% เมื่อเทียบกับปีก่อน มาอยู่ที่ 540 ล้านดอลลาร์ โดยฝ่ายบริหารระบุว่าส่วนหนึ่งของการลดลงมาจากผลกระทบของ IRA ประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสนี้ ประกอบกับการถอนตัวออกจากลูกค้าบางรายที่ไม่มีกำไร กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายของธุรกิจร้านยาชุมชนและที่บ้านยังคงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนในไตรมาสที่สอง ซึ่งฝ่ายบริหารให้เครดิตกับการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานและการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ โดยเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ โครงการลีน และการปรับปรุงด้านการจัดซื้อจัดจ้างถือเป็นหัวใจของกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพนี้ ไบรท์สปริงประเมินว่าผลกระทบของ IRA ต่อกลุ่มธุรกิจนี้ในปี 2570 จะอยู่ที่ประมาณ 50% ของผลกระทบในปี 2569 ขณะที่บริษัทยังเดินหน้า�ามาตรการด้านกฎระเบียบ การทำสัญญากับผู้จ่ายเงิน และการดำเนินงานเพื่อบรรเทาแรงกดดันนี้ ในกลุ่มบริษัทคู่แข่ง คาร์ดินัล เฮลธ์ เข้าสู่ปีงบประมาณ 2570 โดยเผชิญแรงกดดันต่อรายได้ธุรกิจยาที่ประเมินไว้ที่ 500 เบซิสพอยต์จากความเปลี่ยนแปลงด้านราคาภายใต้ IRA แต่คาดว่าจะแทบไม่มีผลกระทบต่อกำไร ขณะที่ซีวีเอส เฮลธ์ รายงานแรงกดดันต่อรายได้ธุรกิจร้านยาและสุขภาพผู้บริโภคจากการปรับลดราคาตามกฎระเบียบ แม้ว่ารายได้จากการดำเนินงานปรับปรุงแล้วจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน
Health Care Providers & Services▲
ยูไนเต็ดเฮลท์ได้รับแรงก์ Zacks อันดับ 2 ขณะที่ประมาณการกำไรทรงตัว
ยูไนเต็ดเฮลท์กรุ๊ปอยู่ในอันดับ 2 ของ Zacks หรือระดับซื้อ โดยประมาณการฉันทามติชี้ว่ากำไรต่อหุ้นจะอยู่ที่ 4.03 ดอลลาร์ในไตรมาสปัจจุบัน เพิ่มขึ้น 38% จากปีก่อน ประมาณการฉันทามติของ Zacks สำหรับไตรมาสนี้ไม่เปลี่ยนแปลงในช่วง 30 วันที่ผ่านมา ขณะที่ประมาณการฉันทามติ 19.82 ดอลลาร์สำหรับปีงบประมาณปัจจุบัน ซึ่งบ่งชี้การเปลี่ยนแปลง 21.2% จากปีก่อน ปรับขึ้น 0.6% ในช่วงเดียวกัน สำหรับปีงบประมาณถัดไป ประมาณการฉันทามติที่ 22.54 ดอลลาร์บ่งชี้การเปลี่ยนแปลง 13.7% โดยเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนที่ผ่านมา ด้านรายได้ ประมาณการฉันทามติอยู่ที่ 1.1138 แสนล้านดอลลาร์สำหรับไตรมาสปัจจุบัน ลดลง 1.6% จากปีก่อน โดยคาดว่าจะอยู่ที่ 4.4678 แสนล้านดอลลาร์และ 4.5833 แสนล้านดอลลาร์สำหรับปีงบประมาณปัจจุบันและปีถัดไป คิดเป็นการเปลี่ยนแปลง -0.2% และ 2.6% ตามลำดับ ในไตรมาสล่าสุดที่รายงาน ยูไนเต็ดเฮลท์มีรายได้ 1.1203 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 0.4% จากปีก่อน และมีกำไรต่อหุ้น 6.38 ดอลลาร์ เทียบกับ 4.08 ดอลลาร์ในปีก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าประมาณการฉันทามติด้านรายได้ที่ 1.1012 แสนล้านดอลลาร์ถึง 1.74% และสูงกว่าประมาณการกำไรต่อหุ้นถึง 29.15% หุ้นนี้มีคะแนนสไตล์ด้านมูลค่าของ Zacks อยู่ที่ระดับ B ซึ่งบ่งชี้ว่าซื้อขายในราคาต่ำกว่าคู่แข่ง
Health Care Providers & Services
แอคเซนดรา เฮลธ์ แต่งตั้งกรรมการบริษัท เคนเนธ การ์ดเนอร์-สมิธ เป็นซีอีโอคนต่อไป
แอคเซนดรา เฮลธ์ ประกาศแต่งตั้ง เคนเนธ การ์ดเนอร์-สมิธ ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท เป็นประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนต่อไป โดยคาดว่าการแต่งตั้งจะมีผลในช่วงต้นไตรมาสที่ 4 ของปี 2026 การ์ดเนอร์-สมิธ จะสืบทอดตำแหน่งจาก เอ็ดเวิร์ด เอ. เพซิกกา ซึ่งประกาศเกษียณอายุในเดือนสิงหาคม หลังจากนำบริษัทมากว่าเจ็ดปี การ์ดเนอร์-สมิธ ดำรงตำแหน่งกรรมการของแอคเซนดรา เฮลธ์ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022 และปัจจุบันเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเวอริทัส สัตวแพทยศาสตร์ พาร์ทเนอร์ส ซึ่งเขานำการปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่และการปรับโครงสร้างผู้บริหารตั้งแต่ปี 2024
Health Care Providers & Services▲
เอเชีย พลัส คงคำแนะนำซื้อ PR9 เป้า 23 บาท รับโมเมนตัม 3Q69 แข็งแกร่ง
บล.เอเชีย พลัส ประเมินหุ้น PR9 โดยระบุว่ารายได้ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมเติบโต 5-6% YoY หนุนจากผู้ป่วยไทยทั้งไข้หวัดใหญ่ COVID-19 และเคสซับซ้อน ขณะที่รายได้ผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มขึ้น 3-4% YoY จากรายได้ต่อบิลที่สูงขึ้น โดยเฉพาะกาตาร์และเมียนมาร์ สะท้อนโมเมนตัม 3Q69 ที่แข็งแกร่ง ประกอบกับไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษ หนุนให้ Net Profit Margin ฟื้นตัวจาก 1Q69 และ 2Q69 บริษัทเริ่มให้บริการ Bi-Plane Angiography และ HBOT เพื่อรองรับเคสซับซ้อน โดยมีค่าเสื่อมราคาเพิ่มเพียง 1 ล้านบาทต่อไตรมาส พร้อมเพิ่มเตียง ICU/CCU ใน 4Q69 เพื่อรองรับอัตราการใช้เตียงกว่า 70% รวมถึงเคสซับซ้อนและ Stroke ที่เพิ่มขึ้น ด้านการขยายฐานผู้ป่วยต่างชาติ ตลาดจีนเน้น Premium IVF ขณะที่อินโดนีเซียเตรียมกลับไปทำตลาดปลายปี คาดเริ่มเห็นผลต้นปีหน้า พร้อม Upside จากโอกาสกลับมาร่วมมือกับสายการบิน Garuda ฝ่ายวิจัยคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ที่ 842 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3% YoY บนรายได้โรงพยาบาล 5,445 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.1% YoY และคงคำแนะนำซื้อ ราคาเหมาะสมปี 2570 ที่ 23.00 บาท ส่วน Data Center ของ EDGNEX ซึ่งเป็น JV ระหว่างกลุ่มทุนดูไบและ PROEN ตั้งอยู่ติดอาคาร B ของโรงพยาบาลพระราม 9 ยังไม่ได้รับใบอนุญาตและเปิดดำเนินงาน แม้มีความกังวลด้านความร้อนและต้นทุนค่าไฟ แต่ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอประเมินผลกระทบ จึงต้องติดตามต่อไป
Health Care Providers & Services▲
Ramsay Santé เปิดตัว Connecting Care 2030 ตั้งเป้าเติบโตปีละ 3% ภายในปีงบประมาณ 2029
กลุ่ม Ramsay Santé เปิดตัว "Connecting Care 2030" แผนกลยุทธ์ระยะสี่ปีฉบับใหม่ ในงาน Capital Markets Day ประจำปี 2026 ที่กรุงปารีส แผนดังกล่าวตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ระหว่าง 2.0% ถึง 3.0% ในปีงบประมาณ 2027 โดยมีอัตรากำไร EBITDA ทรงตัวเมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2026 และตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ประมาณ 3.0% ต่อปี พร้อมการปรับตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปของอัตรากำไร EBITDA ภายในปีงบประมาณ 2029 รวมทั้งการใช้จ่ายลงทุนขั้นต้นเฉลี่ยประมาณ 4.0% ของรายได้ในช่วงปีงบประมาณ 2027 ถึง 2029 กลุ่มบริษัทยังตั้งเป้าลดภาระหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ตามเกณฑ์ก่อนมาตรฐาน IFRS ต่ำกว่า 4.0 เท่า กลยุทธ์นี้ตั้งอยู่บนห้าเสาหลัก ได้แก่ การเสริมความแข็งแกร่งของบริการดูแลสุขภาพแบบบูรณาการที่เข้าถึงได้ การก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงดิจิทัล การบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอและสัญญาอย่างเชิงรุก การดำเนินมาตรการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง และการเร่งการเติบโตอย่างมีกำไรผ่านแหล่งรายได้ใหม่ ๆ ขณะเดียวกัน Ramsay Health Care ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ซึ่งถือหุ้น 52.79% ในกลุ่ม Ramsay Santé ได้ประกาศความตั้งใจที่จะกระจายหุ้นทั้งหมดให้แก่ผู้ถือหุ้นของตนเองผ่านการจ่ายหุ้นเป็นสิ่งของ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนธันวาคมของปีนี้ และ Ramsay Santé ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนซื้อขายแบบยกเว้นสำหรับผู้ออกหลักทรัพย์ต่างประเทศในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลียผ่าน CHESS Depository Interests ขณะที่ Crédit Agricole Assurances ซึ่งถือหุ้น 39.82% ในกลุ่ม ได้ยืนยันความมุ่งมั่นในฐานะผู้ถือหุ้นระยะยาวอีกครั้ง
Health Care Providers & Services▲
หัวหน้าเทคโนโลยีของ Cencora กล่าวว่า AI ช่วยลดเวลาการตัดสินใจรักษาทางการแพทย์บางกรณีลงครึ่งหนึ่ง
Cencora กำลังใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อลดเวลาในการตัดสินใจรักษาทางการแพทย์บางกรณีลงประมาณครึ่งหนึ่ง ตามคำกล่าวของ Pawan Verma ประธานเจ้าหน้าที่ข้อมูลและสารสนเทศระดับโลกของบริษัท ในการสนทนากับ Alan Murray ประธานสถาบัน WSJ Leadership Institute ณ การประชุมสุดยอด Technology Council Summit ของ WSJLI Verma ได้อธิบายกรณีการใช้งานด้านมะเร็งจอประสาทตาซึ่งแพทย์ต้องวิเคราะห์ข้อมูลภาพจำนวนมหาศาลเพื่อกำหนดแนวทางการรักษา เขากล่าวว่า Cencora กำลังช่วยลดกระบวนการตัดสินใจที่อาจใช้เวลา 30 ถึง 90 วันให้สั้นลงประมาณครึ่งหนึ่ง ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น
Health Care Providers & Services
แนวโน้มต้นทุนแผนประกันเชิงพาณิชย์ของ UnitedHealth สูงกว่าเป้า 11% การฟื้นตัวของอัตรากำไรล่าช้าเกินปี 2027
การพลิกฟื้นของ UnitedHealth ดำเนินไปตามแผนเป็นส่วนใหญ่ แต่ต้นทุนทางการแพทย์ของแผนประกันสุขภาพเชิงพาณิชย์สูงกว่าที่บริษัทคาดไว้ที่ 11% เล็กน้อย ขณะที่ต้นทุน Medicare ต่ำกว่าประมาณการราว 10% สำหรับปี 2026 และแนวโน้ม Medicaid อยู่ในระดับใกล้เคียงกับที่คาดไว้ ผู้บริหารให้เครดิตการออกแบบผลประโยชน์ การบริหารการดูแล การคัดเลือกเครือข่าย และฤดูโรคทางเดินหายใจที่เบาลงสำหรับการที่ต้นทุน Medicare ต่ำกว่าแผน และอธิบายว่าการที่ต้นทุนเชิงพาณิชย์เกินเป้านั้นเกิดจากกระบวนการระงับข้อพิพาทอิสระภายใต้กฎหมาย No Surprises Act ซึ่งบริษัทมองว่าไม่มีประสิทธิภาพ ในการประชุมสายผลประกอบการ ผู้บริหารกล่าวว่าคำชี้ขาดในข้อพิพาทภายใต้กระบวนการระงับข้อพิพาทอิสระ contributed ประมาณ 50 เบซิสพอยต์ของแนวโน้มต้นทุนทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นในปี 2026 และปัจจุบันคิดเป็นอย่างน้อย 100 เบซิสพอยต์ของต้นทุนรวม โดยคดีอนุญาโตตุลาการราว 60% ถูกยื่นโดยเพียงห้าราย และการจ่ายเงินเฉลี่ยให้ผู้ให้บริการนอกเครือข่ายขณะนี้สูงกว่าที่ Medicare จะจ่ายถึง 11 เท่า แนวโน้มที่สูงขึ้นนี้ได้ผลักกรอบเวลาสำหรับการฟื้นตัวเต็มที่ของอัตรากำไรเชิงพาณิชย์ให้ล่าช้าเกินปี 2027 ซึ่งผู้บริหารเรียกว่าความล่าช้ามากกว่าความถอยหลัง และยังคงคาดว่าอัตรากำไร Medicaid จะยังคงถูกกดดันในปี 2026 UnitedHealth ปรับเพิ่มคำแนะนำกำไรต่อหุ้นปรับปรุงสำหรับปี 2026 เป็น 19.50 ถึง 20 ดอลลาร์ และยืนยันอัตราการเติบโตระยะยาวที่ 13%-16% แม้ว่าอัตรากำไรจากการดำเนินงานในช่วงสิบสองเดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ 4.8% ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยสามปีที่ 7.1%
Health Care Providers & Services▼
Cardinal Health มองการเปลี่ยนแปลงราคาภายใต้ IRA เป็นปัจจัยกดดันรายได้ธุรกิจยาในปีงบประมาณ 2027
Cardinal Health คาดว่าการปรับราคาตามพระราชบัญญัติลดเงินเฟ้อหรือ IRA ปี 2026 ที่จะคิดเป็นรายปีเต็มรูปแบบ และการบังคับใช้การเปลี่ยนแปลงในปี 2027 จะสร้างแรงกดดันต่อรายได้ของธุรกิจยาในปีงบประมาณ 2027 ในระดับใกล้เคียงกับที่ได้รับผลกระทบราว 500 เบซิสพอยต์ในไตรมาสที่สี่ แม้ว่าฝ่ายบริหารคาดว่าจะไม่มีผลกระทบเชิงลบต่อกำไรก็ตาม ในไตรมาสที่สี่ การเปลี่ยนแปลงของ WACC ที่เกี่ยวข้องกับ IRA ถือเป็นแรงกดดันต่อรายได้ธุรกิจยาราว 500 เบซิสพอยต์ ซึ่งเกือบจะชดเชยแรงหนุนจากยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 ที่มีขนาดใกล้เคียงกัน ฝ่ายบริหารกล่าวว่าบริษัทยังคงมุ่งเป้าที่จะได้รับค่าตอบแทนสำหรับบริการที่ตนให้ แทนที่จะต้องแบกรับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ และชี้ให้เห็นถึงความมั่นคงของธุรกิจจัดจำหน่ายหลัก การต่อสัญญา GMPD ฉบับสำคัญ และความสัมพันธ์ที่ขยายออกไปกับ Kroger ว่าเป็นแหล่งของเสถียรภาพทางการค้า ในกลุ่มบริษัทคู่แข่ง BrightSpring Health Services คาดว่า IRA จะลดรายได้ของธุรกิจร้านยาชุมชนและร้านยาในบ้านลงประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 หรือประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส โดยคาดว่าผลกระทบต่อ EBITDA อยู่ที่เพียง 15 ล้านดอลลาร์สำหรับทั้งปี ขณะที่ธุรกิจยาพิเศษและการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำคาดว่าจะมีแรงกดดันต่อรายได้ราว 175 ล้านดอลลาร์ และแทบไม่มีผลกระทบต่อ EBITDA เลย ส่วน CVS Health ไม่ได้ระบุตัวเลขผลกระทบต่ออัตรากำไรจาก IRA แยกออกมาต่างหาก แต่กล่าวว่ารายได้ของธุรกิจร้านยาและสุขภาพผู้บริโภคถูกกดดันจากการลดราคายาบางรายการที่เกี่ยวข้องกับกฎระเบียบ การเปิดตัวยาสามัญ และแรงกดดันด้านการเบิกจ่ายคืน ถึงแม้ว่ากำไรจากการดำเนินงานปรับปรุงแล้วจะเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปีก่อน หุ้นของ Cardinal Health ปรับขึ้นร้อยละ 13.2 นับตั้งแต่ต้นปีนี้ และประมาณการฉันทามติของ Zacks สำหรับกำไรในปีงบประมาณ 2027 บ่งชี้ว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.5 จากตัวเลขที่รายงานในปีก่อน
Health Care Providers & Services▲
กองทุน Alluvium Global Fund เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น McKesson เป็น 6.8% หลังจดหมายไตรมาสสอง
Alluvium Asset Management เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน McKesson Corporation เป็น 6.8% ของกองทุน Conventum – Alluvium Global Fund ตามจดหมายถึงนักลงทุนประจำไตรมาสที่สองของปี 2026 กองทุนระบุว่า McKesson ซึ่งเป็นบริษัทจัดจำหน่ายยารายใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเมืองเออร์วิง รัฐเท็กซัส ปรับตัวลง 12.6% ในไตรมาสนี้ แม้ว่าผลประกอบการทั้งปีจะออกมาตรงกับความคาดหมายอย่างสมบูรณ์ และผู้บริหารได้ให้แนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่งสำหรับปีหน้า พร้อมย้ำคาดการณ์การเติบโตในระยะยาวที่ 13% ถึง 16% หลังจากนำตัวเลขเหล่านั้นเข้าสู่แบบจำลอง Alluvium กล่าวว่ามูลค่าประเมินของบริษัทเพิ่มขึ้น 18% และเมื่อราคาหุ้นซื้อขายต่ำกว่าระดับดังกล่าว จึงได้ซื้อเพิ่มอีกเล็กน้อย McKesson ปิดที่ 899.56 ดอลลาร์ต่อหุ้นเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2026 ให้ผลตอบแทน 5.37% ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา และ 29.95% ในช่วง 52 สัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยมูลค่าตลาด 106.21 พันล้านดอลลาร์ และช่วงการซื้อขายที่ 687.68 ถึง 999.00 ดอลลาร์ ตัวกองทุนเองปรับตัวลง 1.4% ในรูปยูโร 2.2% ในรูปดอลลาร์สหรัฐ และ 3.9% ในรูปดอลลาร์ออสเตรเลียในไตรมาสนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่กองทุนอธิบายว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของตลาดน้ำมัน ไปสู่การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นที่นำโดยบริษัทเซมิคอนดักเตอร์
Health Care Providers & Services▲
ซีวีเอสซื้อขายใกล้ 94 ดอลลาร์ ต่ำกว่าเป้าหมายนักวิเคราะห์ที่ 116 ดอลลาร์ 19% หลังปรับเพิ่มคาดการณ์
ซีวีเอส เฮลธ์ ซื้อขายอยู่ใกล้ระดับ 94 ดอลลาร์ คิดเป็นส่วนลด 19% จากเป้าหมายราคาเฉลี่ยของนักวิเคราะห์ที่ 116.28 ดอลลาร์ และต่ำกว่าเป้าหมายกรณีฐานระยะหนึ่งปีที่ 141.05 ดอลลาร์ในแบบจำลองการประเมินมูลค่าของ 24/7 วอลล์สตรีทเองราว 50% ฝ่ายบริหารได้ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรต่อหุ้นปรับปรุงสำหรับปี 2569 ทั้งปีเป็นช่วง 7.90 ถึง 8.10 ดอลลาร์ จากเดิม 7.30 ถึง 7.50 ดอลลาร์ และปรับเพิ่มคาดการณ์กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นอย่างน้อย 1.15 หมื่นล้านดอลลาร์ กำไรต่อหุ้นปรับปรุงไตรมาสที่สองของปี 2569 อยู่ที่ 2.58 ดอลลาร์ สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ 37.97% และอัตราส่วนผลประโยชน์ทางการแพทย์ของเอทน่าดีขึ้นเป็น 87.4% จาก 89.9% คาดการณ์กำไรต่อหุ้นทั้งปี 2569 ของตลาดได้รับการปรับเพิ่มจากนักวิเคราะห์ 22 ครั้ง และไม่มีการปรับลดเลยในช่วง 30 วันที่ผ่านมา มุมมองบวกตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการฟื้นตัวของอัตรากำไรของเอทน่าจะยั่งยืน ขณะที่การกำกับดูแลธุรกิจจัดการผลประโยชน์ด้านยาใหม่ แรงกดดันจากมาตรการ 340B และกฎเกณฑ์ด้านราคายายังคงเป็นภัยคุกคามที่รุนแรงที่สุดต่อข้อสมมติฐานนี้ จุดตรวจสอบถัดไปคือผลประกอบการไตรมาสที่สามของปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะประกาศในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 เป็นวันที่บริษัทยังไม่ได้ยืนยัน
Health Care Providers & Services▲
เคจีไอคาดกำไรหลัก BDMS ไตรมาส 3/69 แตะ 4.51 พันล้านบาท โต 4.3%
บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) คาดว่าผลดำเนินงานไตรมาส 3/69 ของบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS จะฟื้นตัวแข็งแกร่ง โดยคาดว่าจะมีกำไรหลักอยู่ที่ 4.51 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.3% YoY และเพิ่มขึ้น 38.7% QoQ จากการที่รายได้เดือน ก.ค. 2569 เติบโต 8% YoY และเดือน ส.ค. เติบโต 10% YoY จากรายได้ผู้ป่วยในประเทศและผู้ป่วยต่างชาติน่าจะเติบโต เพราะเป็นช่วงไฮซีซั่นของการรักษาพยาบาล การแพร่ระบาดโรคไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 ตามฤดูกาล และจำนวนผู้ป่วยต่างชาติฟื้นตัวดี โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง ฝ่ายวิจัยเคจีไอคงประมาณการกำไรปี 2569 ไว้ที่ 1.61 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.7% YoY และปี 2570 ที่ 1.77 หมื่นล้านบาท เติบโต 9.8% YoY พร้อมกับอัตรากำไรที่ปรับตัวสูงขึ้นจาก 34.0% ในปี 2569 เป็น 35.0% ในปี 2570 ขณะที่ BDMS ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ wellness ขึ้นเป็น 20% ภายในปี 2578 จาก 12% ในปี 2568 โดยตลาด wellness ของไทยมีมูลค่า 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จัดเป็นอันดับ 24 ของโลก และอันดับ 9 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คาดว่าจะเติบโต 7-10% ต่อปีในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ด้านกลยุทธ์การลงทุนแนะนำซื้อหุ้น BDMS ให้ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 23.50 บาท เลือกเป็นหนึ่งในหุ้นเด่นกลุ่มโรงพยาบาล
Health Care Providers & Services
MBK ส่ง PRG ถือหุ้น 20.03% ใน รพ.วิชัยเวช ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นรายใหญ่
บริษัท พี อาร์ จี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRG ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) หรือ MBK เข้าถือหุ้นใน บริษัท ศรีวิชัยเวชวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) หรือ VIH จำนวน 125.664 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 20.03% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว หรือ 20.0477% ของจำนวนหุ้นชำระแล้วหลังหักหุ้นซื้อคืน ผ่านกระดานซื้อขายหลักทรัพย์รายใหญ่ เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2569 โดยผู้ขายคือ บริษัท บีบีทีวีเอ็คควิตี้ จำกัด หรือ BBTV Equity ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่เดิม และได้ขายหุ้น VIH ที่ถืออยู่ทั้งหมดให้แก่ PRG ด้าน VIH ระบุว่าการซื้อขายครั้งนี้เป็นรายการระหว่าง BBTV Equity และ PRG โดยบริษัทไม่ได้เป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นไม่มีผลกระทบต่อโครงสร้างการบริหารจัดการ การดำเนินธุรกิจ ตลอดจนวัตถุประสงค์และนโยบายของบริษัท ซึ่งยังคงดำเนินธุรกิจตามปกติ ทั้งนี้ การเข้าถือหุ้น VIH ในสัดส่วนดังกล่าวของ PRG ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ (Tender Offer) ตามหลักเกณฑ์การได้มาซึ่งหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการของคณะกรรมการกำกับตลาดทุน
Health Care Providers & Services▲
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แนะนำซื้อ BDMS เป้า 25 บาท และ GUNKUL เป้า 6.30 บาท
บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ออกบทวิเคราะห์แนะนำซื้อหุ้น 2 ตัว คือ BDMS และ GUNKUL โดยให้ราคาเป้าหมาย BDMS ที่ 25.00 บาท ประเมินแนวรับ 19.3/19.7 บาท แนวต้าน 21.0/22.3 บาท และคาดกำไรไตรมาส 3/69F พื้นตัวทั้งเทียบปีต่อปีและไตรมาสต่อไตรมาส หลังไตรมาส 2/69 เป็นจุดต่ำสุดของปีจากการเข้าสู่ HIGH SEASON ของผู้ป่วยไทย การฟื้นของผู้ป่วยต่างชาติ และแรงกดดันจากผู้ป่วยกัมพูชาที่ลดลง โดยรายได้เดือนกรกฎาคมเร่งตัวขึ้น 8% YOY จากเพียงราว 1% YOY ในครึ่งปีแรก หนุนจากผู้ป่วยไทยเพิ่ม 9% YOY และผู้ป่วยต่างชาติเพิ่ม 6% YOY สำหรับ GUNKUL ให้ราคาเป้าหมาย 6.30 บาท ประเมินแนวรับ 4.8/4.9 บาท แนวต้าน 5.4/5.6 บาท โดยแนวโน้มกำไรระยะสั้นไตรมาส 3/69F เป็นบวกจากธุรกิจ EPC ที่มี BACKLOG รอรับรู้รายได้จำนวนมาก และปัจจัยฤดูกาลของ WIND FARM ที่คาดความเร็วลมเพิ่มขึ้น ขณะที่กำไรทั้งปีเติบโตแกร่งกว่ากลุ่มฯ จากธุรกิจ EPC และคาดได้ประโยชน์จากแผน PDP2026 ทั้งโครงการระบบส่งไฟฟ้า DIRECT PPA การคัดเลือกโครงการพลังงานหมุนเวียนใหม่ และนโยบายสนับสนุน SOLAR ROOFTOP นอกจากนี้ยังมีแรงหนุนกำไรระยะยาวจากโครงการ SOLAR ที่ฟิลิปปินส์ 784 MWE มูลค่ารวม 7.5 พันลบ. ซึ่งได้ค่าไฟฟ้า 3.53 บ./หน่วย คงที่ 20 ปี และเริ่มก่อสร้างปลายปีนี้
Health Care Providers & Services▲
กรุงศรีเชียร์ซื้อ SAFE เป้า 9.80 บาท รับเทรนด์ IVF-กฎหมายอุ้มบุญ
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) แนะนำซื้อหุ้น บริษัท เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ SAFE ประเมินราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 9.80 บาท ด้วยวิธี DCF WACC 9.7% โดยมองว่าราคาหุ้นซื้อขาย PE ปี 2570 ที่ 12 เท่า ต่ำกว่า Forward PE เฉลี่ย -1.0SD และต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นที่ PBV ต่ำกว่า 1 เท่า ทำให้ downside จำกัดเมื่อเทียบกับโอกาสฟื้นตัวระยะกลาง-ยาว เหตุผลหลักมาจากธุรกิจอยู่ในเมกะเทรนด์ที่รัฐบาลหลายประเทศส่งเสริมการมีบุตร หากไทยผ่อนคลายกฎหมายอุ้มบุญจะช่วยขยายตลาดและเพิ่มมูลค่าบริการต่อเคสในระยะยาว และโมเมนตัมลูกค้าต่างชาติมีแนวโน้มฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง ด้านผู้บริหารคาดรายได้ครึ่งปีหลังเติบโตดีกว่าครึ่งปีแรก จากสัญญาณการใช้บริการกลุ่มต่างชาติที่ดีขึ้นและรายได้ NGG ที่ดีขึ้นจากการร่วมตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อนโครงการ สปสช. ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) คาดกำไรครึ่งหลังปี 2569 ฟื้นตัวต่อเนื่องแต่เล็กน้อย โดยกำไรสุทธิครึ่งปีแรกคิดเป็นประมาณ 45% ของประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ที่คาดเติบโต 6% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ยังคงราคาเป้าหมาย 7.25 บาท และคงคำแนะนำถือ แม้ Upside เปิดกว้างแต่ตลาด IVF ยังฟื้นตัวช้า และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์กดดันลูกค้าต่างชาติต่อเนื่อง
Health Care Providers & Services▲
เอเซีย พลัส ชี้ 4 กลุ่มหุ้นรับอานิสงส์เบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 แนะนำ CK ERW BDMS
ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัส ระบุว่าการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 ที่จะเข้ามาหมุนเวียนและกระตุ้นจีดีพีในประเทศ จะสร้างประโยชน์ให้ 4 กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจับตา โดยกลุ่มค้าปลีกหรือ COMM ได้รับอานิสงส์จากมาตรการรัฐที่ช่วยประคองกำลังซื้อและการบริโภคระดับฐานราก มีหุ้นเด่นคือ CPALL CPAXT และ BJC ขณะที่กลุ่มท่องเที่ยวและบริการหรือ TOURISM รับงบสนับสนุนการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานสนามบิน มีหุ้นเด่นคือ AOT CENTEL และ THAI ด้านกลุ่มธนาคารหรือ BANK เติบโตตามภาพรวมจีดีพีที่ฟื้นตัวจากการอัดฉีดงบประมาณ มีหุ้นเด่นคือ BBL KBANK และ KTB ส่วนกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างจะปลดล็อกวัฏจักรการลงทุนและการเบิกจ่ายโครงการเมกะโปรเจกต์ของรัฐ มีหุ้นเด่นคือ SCC SCCC TPIPL CK และ STECON ในสภาวะตลาดที่ผันผวนหนัก ฝ่ายวิจัยเลือกหุ้นเด่นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว โดยหุ้น CK รับกระแสบวกเต็มๆ จากพระราชบัญญัติงบประมาณปี 2570 ที่ผ่านสภาและคาดหวังการเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจกต์ของรัฐ หุ้น ERW เป็นหุ้นท่องเที่ยวที่รับประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนตัว โครงการกระตุ้นจากภาครัฐอย่างไทยเที่ยวไทยพลัส และเทศกาล GOLDEN WEEK และหุ้น BDMS เป็นหุ้นกลุ่มการแพทย์ที่ราคาปัจจุบันยังปรับตัวขึ้นช้าหรือ LAGGARD แต่คาดผลประกอบการไตรมาส 3/69 จะฟื้นตัวเด่นทั้งจากผู้ป่วยชาวไทยและต่างชาติ
Health Care Providers & Services▼
VIH แจ้งบีบีทีวี เอ็คควิตี้ ขายบิ๊กล็อต 20.03% ให้ PRG ขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1
บริษัท ศรีวิชัยเวชวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) หรือ VIH แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัท บีบีทีวี เอ็คควิตี้ จำกัด ได้ขายหุ้นสามัญที่ถืออยู่ทั้งหมด จำนวน 125,664,000 หุ้น ให้แก่ บริษัท พี อาร์ จี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRG ผ่านกระดานซื้อขายหลักทรัพย์รายใหญ่ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 คิดเป็นร้อยละ 20.03 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของบริษัทฯ หรือร้อยละ 20.0477 ของจำนวนหุ้นชำระแล้วหักหุ้นซื้อคืน การถือหุ้นของ PRG ในสัดส่วนดังกล่าวยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัทฯ ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่เกี่ยวข้อง บริษัทฯ ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นครั้งนี้ไม่มีผลกระทบต่อโครงสร้างการบริหารจัดการ การดำเนินธุรกิจ หรือวัตถุประสงค์และนโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ และบริษัทยังคงดำเนินธุรกิจตามปกติ
Health Care Providers & Services
ผู้ถือหุ้น VIH ขายบิ๊กล็อต 20.03% ให้ PRG กลุ่ม MBK
บริษัท ศรีวิชัยเวชวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) หรือ VIH แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัท บีบีทีวี เอ็คควิตี้ จำกัด ผู้ขาย ได้จำหน่ายหุ้นสามัญของ VIH ที่ถืออยู่ทั้งหมดจำนวน 125,664,0000 หุ้น ให้แก่ บริษัท พี อาร์ จี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRG ผ่านกระดานซื้อขายหลักทรัพย์รายใหญ่ หรือ Big Lot Board เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 โดยคิดเป็นร้อยละ 20.03 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของบริษัทฯ หรือร้อยละ 20.0477 ของจำนวนหุ้นชำระแล้วหักหุ้นซื้อคืน ทั้งนี้ การถือหุ้นของ PRG ในสัดส่วนดังกล่าวยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัทฯ ตามหลักเกณฑ์การได้มาซึ่งหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการของคณะกรรมการกำกับตลาดทุน
Health Care Providers & Services▲
เคจีไอคาดกำไรหลัก BDMS ไตรมาส 3/69 ฟื้นแรง 4.51 พันล้านบาท
บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ประเมินเบื้องต้นว่า BDMS จะรายงานกำไรหลักไตรมาส 3 ปี 2569 ที่ 4.51 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.3% เมื่อเทียบปีต่อปี และ 38.7% เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส คิดเป็น 28.0% ของประมาณการกำไรทั้งปี โดยรายได้เดือนกรกฎาคม 2569 เติบโต 8% เมื่อเทียบปีต่อปี และเดือนสิงหาคมเพิ่ม 10% เมื่อเทียบปีต่อปี ส่งผลให้รายได้ไตรมาส 3 ปี 2569 คาดเติบโต 9% เมื่อเทียบปีต่อปี อยู่ที่ 2.98 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 9.0% เมื่อเทียบปีต่อปี และ 15.1% เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส ปัจจัยหนุนมาจากช่วงไฮซีซันของการรักษาพยาบาล การระบาดตามฤดูกาลของไข้หวัดใหญ่และ COVID-19 และจำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่ฟื้นตัวดีโดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง สอดคล้องกับนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น 8.7% ในเดือนกรกฎาคม และ 14.9% ในเดือนสิงหาคม เมื่อเทียบปีต่อปี ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นคาดอยู่ที่ 35.6% เพิ่มจาก 35.0% ในไตรมาส 3 ปี 2568 และ 31.2% ในไตรมาส 2 ปี 2569 ด้านตลาด wellness ของไทยมีมูลค่า 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเกือบ 8% ของ GDP และคาดเติบโต 7-10% ต่อปีใน 2-3 ปีข้างหน้า โดย BDMS ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ wellness เป็น 20% ภายในปี 2578 จาก 12% ในปี 2568 เคจีไอคงประมาณการกำไรปี 2569 ไว้ที่ 1.61 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.7% เมื่อเทียบปีต่อปี และปี 2570 ที่ 1.77 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.8% พร้อมคงคำแนะนำซื้อที่ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 23.50 บาท
Health Care Providers & Services
ผู้ถือหุ้นควบคุมจริงของซานป๋อเน่ากอเตรียมบริจาคหุ้นมูลค่า 100 ล้านหยวนโดยไม่คิดมูลค่า
จาง หยาง, อวี๋ ชุนเจียง, ฉือ เซียงเอิน และหลวน กั๋วหมิง ผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้ควบคุมจริงของซานป๋อเน่ากอ เตรียมบริจาคหุ้นของบริษัทที่ตนถืออยู่ให้แก่มูลนิธิการศึกษามหาวิทยาลัยการแพทย์首都医科大学 โดยไม่คิดมูลค่า รวมมูลค่าตามราคาตลาด 100 ล้านหยวน เมื่อวันที่ 16 กันยายน ผู้ควบคุมจริงร่วมดังกล่าวได้ลงนามในข้อตกลงการบริจาคกับมูลนิธิการศึกษามหาวิทยาลัยการแพทย์首都医科大学 โดยจะแบ่งการบริจาคเป็นสามรอบ หุ้นที่บริจาคทั้งหมดเป็นหุ้นหมุนเวียนที่ไม่ถูกจำกัดการขาย เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาของมหาวิทยาลัยการแพทย์首都医科大学 สนับสนุนการบ่มเพาะบุคลากร การเรียนการสอน การวิจัยทางการแพทย์ การแลกเปลี่ยนทางวิชาการ และการก่อสร้างมหาวิทยาลัย รวมถึงการมอบรางวัลและทุนการศึกษา ผู้ควบคุมจริงร่วมไม่มีความสัมพันธ์แบบกระทำร่วมกันกับมูลนิธิการศึกษามหาวิทยาลัยการแพทย์首都医科大学 ณ วันที่ลงนามข้อตกลง ผู้ควบคุมจริงร่วมถือหุ้นรวมกันในสัดส่วนร้อยละ 21.86 ซานป๋อเน่ากอก่อตั้งขึ้นในปี 2003 โดยหลวน กั๋วหมิง, อวี๋ ชุนเจียง, ฉือ เซียงเอิน และจาง หยาง เป็นกลุ่มธุรกิจบริการทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2023 ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ บริษัทมีรายได้ 971 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.42 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทแม่อยู่ที่ 32.7491 ล้านหยวน ลดลงร้อยละ 53 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ณ ราคาปิดวันที่ 16 กันยายน หุ้นซานป๋อเน่ากออยู่ที่ 49.12 หยวนต่อหุ้น เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.66 มูลค่าตามราคาตลาดรวมอยู่ที่ 10,118 ล้านหยวน
Health Care Providers & Services▲
โบรกฯ แนะนำซื้อ SAFE เป้าสูงสุด 9.80 บาท ลุ้นกฎหมายอุ้มบุญผ่อนคลายหนุนตลาด IVF
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) แนะนำซื้อหุ้น บริษัท เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ SAFE ประเมินราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 9.80 บาท ด้วยวิธี DCF WACC 9.7% โดยระบุว่าเป็นหุ้นเมกะเทรนด์ที่ได้แรงหนุนจากนโยบายส่งเสริมการมีบุตรของรัฐบาลหลายประเทศ ขณะที่หากไทยผ่อนคลายกฎหมายอุ้มบุญจะช่วยขยายตลาดและเพิ่มมูลค่าบริการต่อเคสในระยะยาว อีกทั้งโมเมนตัมลูกค้าต่างชาติมีแนวโน้มฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง สะท้อนความสามารถในการแข่งขันด้านคุณภาพบริการและอัตราความสำเร็จที่สูง ด้านราคาหุ้นซื้อขายที่ PE ปี 2570 อยู่ที่ 12 เท่า หรือ Forward PE ต่ำกว่า -1.0SD และต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นที่ PBV ต่ำกว่า 1 เท่า มอง downside จำกัดเมื่อเทียบกับโอกาสฟื้นตัวในระยะกลาง-ยาว ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) คาดกำไรครึ่งหลังปี 2569 ฟื้นตัวต่อเนื่องแต่เล็กน้อย โดยกำไรสุทธิช่วงครึ่งปีแรกคิดเป็นประมาณ 45% ของประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ที่คาดเติบโต 6% y-y และคงราคาเป้าหมาย 7.25 บาท พร้อมคำแนะนำถือ แม้ upside เปิดกว้างแต่ตลาด IVF ยังฟื้นตัวช้าและปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์กดดันลูกค้าต่างชาติต่อเนื่อง
Health Care Providers & Services▼
ร่างกฎหมายอนุมัติล่วงหน้าของ Medicare Advantage ฉุดหุ้นบริษัทประกันร่วง
สมาชิกสภาคองเกรสจากทั้งสองพรรคได้เสนอร่างกฎหมาย Protecting Approved Care Act ซึ่งเป็นกฎหมายที่มุ่งปฏิรูปกฎการอนุมัติล่วงหน้าและการจ่ายเงินในแผน Medicare Advantage ส่งผลให้หุ้นบริษัทประกันสุขภาพหลายแห่งปรับตัวลดลงในช่วงเช้า ร่างกฎหมายฉบับนี้ซึ่งได้รับการสนับสนุนสำคัญจาก American Association of Orthopaedic Surgeons จะกำหนดให้แผนสุขภาพ Medicare Advantage ต้องยอมรับการอนุมัติล่วงหน้าครั้งแรก และห้ามการเรียกเงินคืนย้อนหลังอย่างเด็ดขาด หากบังคับใช้ กฎหมายนี้จะจำกัดความสามารถของบริษัทประกันในการปรับหรือปฏิเสธการชดเชยหลังการรักษา ซึ่งอาจทำให้อัตราส่วนการสูญเสียทางการแพทย์เพิ่มขึ้นและภาระการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านการบริหารเพิ่มขึ้นทั่วทั้งองค์กรดูแลสุขภาพแบบจัดการ ในบรรดาหุ้นที่ได้รับผลกระทบ หุ้น Alignment Healthcare ลดลง 12.6% หุ้น Clover Health ลดลง 4.8% หุ้น Novavax ลดลง 3.6% และหุ้น Astrana Health ลดลง 2.7% หุ้นของ Alignment Healthcare มีความผันผวนสูงมากและมีการเคลื่อนไหวเกิน 5% ถึง 23 ครั้งในรอบปีที่ผ่านมา โดยหุ้นลดลง 49% นับตั้งแต่ต้นปี ซื้อขายที่ 10.32 ดอลลาร์ต่อหุ้น ต่ำกว่าจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ที่ 24.56 ดอลลาร์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ 58%
Health Care Providers & Services▲
CVS Health เปิดตัววัคซีนโควิด-19 เวอร์ชันปรับปรุงปี 2026 ถึง 2027 ทั่วประเทศ
CVS Health ประกาศเปิดตัววัคซีนโควิด-19 เวอร์ชันปรับปรุงปี 2026 ถึง 2027 ทั่วสาขาของ CVS Pharmacy และ MinuteClinic โดยวางตำแหน่งวัคซีนเหล่านี้ให้พร้อมจำหน่ายอย่างกว้างขวางผ่านเครือข่ายร้านขายยาและคลินิกในร้านค้าทั่วประเทศ ซึ่ง CVS Health ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของบทบาทในการสนับสนุนการบริหารจัดการโควิด-19 อย่างต่อเนื่องและความพยายามด้านสาธารณสุขในวงกว้าง กลุ่มบริษัทด้านการดูแลสุขภาพสัญชาติสหรัฐฯ แห่งนี้ ซึ่งมีมูลค่าตลาดตามรายงานราว 1.211 แสนล้านดอลลาร์ ใช้ร้านขายยาและคลินิกเหล่านี้ในการกระจายวัคซีนและบริการป้องกันอื่น ๆ ซึ่งป้อนเข้าสู่ข้อเสนอโซลูชันด้านสุขภาพที่กว้างขึ้นของบริษัท การเปิดตัวครั้งนี้ทำให้ CVS Health สอดคล้องกับแนวคิดการดูแลเชิงป้องกันที่อิงคุณค่า มากกว่าที่จะเขียนใหม่ เนื่องจากการทำให้วัคซีนโควิด ไข้หวัดใหญ่ RSV และวัคซีนตามกำหนดอื่น ๆ เวอร์ชันปรับปรุงพร้อมให้รับได้ในการเยี่ยมครั้งเดียว ตอกย้ำความพยายามของบริษัทในการใช้คลินิกและร้านขายยาเป็นจุดเริ่มต้นสู่โซลูชันด้านสุขภาพที่กว้างขึ้น หลักฐานยืนยันที่แท้จริงจะมาจากปริมาณการฉีดวัคซีนที่เปิดเผยและแนวโน้มใบสั่งยาตามร้านขายยาที่เกี่ยวข้องในไตรมาสข้างหน้า โดยเฉพาะความเห็นใด ๆ จาก CVS Health ในงานต่าง ๆ เช่น การประชุมด้านการดูแลสุขภาพของ Wells Fargo เกี่ยวกับว่าการนัดหมายรับวัคซีนหลายชนิดป้อนเข้าสู่ระบบการส่งมอบการดูแลและระบบนิเวศประกันภัยที่กว้างขึ้นของบริษัทอย่างไร
Health Care Providers & Services▲
BrightSpring Health Services คาดการณ์กำไรปี 2026 เพิ่มขึ้นเป็น 1.82 ดอลลาร์ต่อหุ้น
Zacks Investment Research ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรฉันทามติปี 2026 ของ BrightSpring Health Services ขึ้น 16 เซนต์ เป็น 1.82 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งบ่งชี้การเติบโต 82% จากระดับที่รายงานในปีก่อนหน้า ขณะที่ประมาณการรายได้ปี 2026 อยู่ที่ 1.526 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 18.2% แพลตฟอร์มบริการสุขภาพที่บ้านและในชุมชนซึ่งมีฐานอยู่ในเมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี และได้รับการจัดอันดับ Zacks Rank #1 หรือ Strong Buy พร้อมมูลค่าตลาด 1.162 หมื่นล้านดอลลาร์ กำลังพึ่งพาการขยายเภสัชกรรมเฉพาะทางนอกเหนือจากด้านมะเร็งวิทยา การเติบโตของธุรกิจให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำไปยังอีก 12 ถึง 15 รัฐในอีกห้าปีข้างหน้า และความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับผู้จ่ายค่าสุขภาพและระบบโรงพยาบาลในธุรกิจ Provider Services หุ้นของ BrightSpring ปรับขึ้น 61% นับตั้งแต่ต้นปี เทียบกับการเพิ่มขึ้น 3.2% ของอุตสาหกรรม และ 11.1% ของดัชนี S&P 500 ส่งผลให้อัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้าที่ 32.35 สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 16.92 อย่างมาก ฝ่ายบริหารคาดว่าผลกระทบของพระราชบัญญัติลดเงินเฟ้อปี 2027 ต่อธุรกิจเภสัชกรรมที่บ้านและในชุมชนจะอยู่ที่ประมาณครึ่งหนึ่งของผลกระทบในปี 2026 แม้ว่าเภสัชกรรมเฉพาะทางจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านรายได้ต่อไป และการรวมกิจการของ Amedisys และ LHC ตลอดจนการลงทุนด้านระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ยังคงมีความเสี่ยงด้านการดำเนินงานไปจนถึงปี 2026
Health Care Providers & Services▲
รายได้ธุรกิจบริการสุขภาพของ CVS Health พุ่ง 11.5% แตะ 5.18 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 ปี 2026
กลุ่มธุรกิจบริการสุขภาพของ CVS Health รายงานรายได้ไตรมาส 2 ปี 2026 ที่ 5.18 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 11.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานปรับปรุงเพิ่มขึ้น 10% แตะ 1.73 พันล้านดอลลาร์ บริษัทยังคงยืนยันแนวโน้มกำไรจากการดำเนินงานปรับปรุงสำหรับปี 2026 ทั้งปี แม้จะปรับมุมมองต่อโครงการ 340B โดยได้แรงหนุนจากผลการดำเนินงานของธุรกิจบริการเภสัชกรรมโดยรวม ฤดูกาลขายปี 2026 สร้างยอดขายใหม่มากกว่า 6 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตของบริษัทอย่างมาก และกลยุทธ์ยาชีววัตถุเทียบเคียง Humira ของ Caremark ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้ลูกค้าได้มากกว่า 1.8 พันล้านดอลลาร์ รายได้ธุรกิจการให้บริการด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นเกือบ 23% เมื่อเทียบกับปีก่อนในไตรมาสนี้ โดยได้แรงหนุนหลักจาก Oak Street Health ขณะที่ CVS อยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ปรับสัญญากับผู้จ่ายค่าสินค้าและบริการ และใช้รูปแบบคลินิกที่คัดเลือกมากขึ้น สำหรับการเปรียบเทียบ ธุรกิจบริการสุขภาพ Optum ของ UnitedHealth มีรายได้ 1.294 แสนล้านดอลลาร์ในครึ่งแรกของปี 2026 และ Carelon ของ Elevance Health รายงานรายได้ครึ่งแรกของปี 2026 ที่ 3.72 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 7.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน
Health Care Providers & Services▲
HCA Healthcare ปิดดีลซื้อกิจการ College of Health Care Professions เรียบร้อย
HCA Healthcare ได้ปิดการซื้อกิจการ The College of Health Care Professions ตามที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ผู้ประกอบการโรงพยาบาลซึ่งมีฐานอยู่ในเมืองแนชวิลล์ระบุว่าดีลดังกล่าวต่อยอดจากความมุ่งมั่นที่มีมายาวนานต่อการศึกษาด้านการดูแลสุขภาพ และจากความร่วมมือหลายทศวรรษกับ CHCP ผ่านคณะกรรมการที่ปรึกษาหลักสูตร แหล่งฝึกปฏิบัติทางคลินิก และการจัดหางาน CHCP ให้บริการนักศึกษามากกว่า 8,000 คนใน 10 วิทยาเขตทั่วรัฐเท็กซัสและผ่านหลักสูตรออนไลน์ โดยเปิดสอนหลักสูตรด้านการดูแลสุขภาพที่ได้รับการรับรองมากกว่า 20 หลักสูตร และได้ช่วยเตรียมความพร้อมให้นักศึกษามากกว่า 52,000 คนสำหรับอาชีพในสายการดูแลสุขภาพนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1988 Eric Bing จะยังคงนำ CHCP ในตำแหน่งอธิการบดีและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และวิทยาลัยจะคงพันธกิจ หลักสูตร และการมุ่งเน้นผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่ไว้ HCA Healthcare ซึ่งก่อตั้งในปี 1968 ประกอบด้วยโรงพยาบาล 190 แห่งและสถานพยาบาลผู้ป่วยนอกประมาณ 2,600 แห่งใน 19 รัฐและสหราชอาณาจักร และสนับสนุนโครงการบัณฑิตศึกษาแพทยศาสตร์มากกว่า 365 โครงการในโรงพยาบาล 87 แห่ง
Health Care Providers & Services▲
Centene และ Archer-Daniels-Midland ปรับเพิ่มคาดการณ์ปี 2026 จากมูลค่าที่แข็งแกร่ง
Centene Corp. และ Archer-Daniels-Midland Co. ต่างปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการปี 2026 ขณะที่ซื้อขายกันด้วยมูลค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมและต่ำกว่าดัชนี S&P 500 โดย Centene คาดว่ารายได้จากเบี้ยประกันและบริการในปี 2026 จะอยู่ที่ 1.73-1.77 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากกรอบเดิมที่ 1.71-1.75 แสนล้านดอลลาร์ และคาดว่ารายได้รวมจะอยู่ที่ 1.935-1.975 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 1.875-1.915 แสนล้านดอลลาร์ โดยคาดว่ากำไรต่อหุ้นปรับปรุงจะเกิน 4.80 ดอลลาร์ เทียบกับคาดการณ์เดิมที่มากกว่า 3.40 ดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 130.8% จากปี 2025 ส่วน Archer-Daniels-Midland ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรปรับปรุงปี 2026 เป็นประมาณ 5.15-5.60 ดอลลาร์ต่อหุ้น จากกรอบเดิมที่ 4.15-4.70 ดอลลาร์ โดยอ้างอิงภาระผูกพันปริมาณเชื้อเพลิงหมุนเวียนที่สรุปแล้วภายใต้มาตรฐานเชื้อเพลิงหมุนเวียนของสหรัฐฯ พลวัตการค้าโลก และราคาพลังงานที่สูงขึ้น และยังคงคาดการณ์รายจ่ายลงทุนปี 2026 ที่ 1.3-1.5 พันล้านดอลลาร์ หุ้น Centene พุ่งขึ้น 68.7% นับตั้งแต่ต้นปี และมีอัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้าที่ 13.58 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 22.23 เท่า และต่ำกว่าดัชนี S&P 500 ที่ 18.03 เท่า ขณะที่หุ้น Archer-Daniels-Midland พุ่งขึ้น 50.4% นับตั้งแต่ต้นปี ด้วยอัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้าที่ 16.60 เท่า หุ้นทั้งสองตัวได้รับอันดับ Zacks Rank #1 (Strong Buy) และประมาณการฉันทามติของ Zacks สำหรับกำไรปีปัจจุบันปรับตัวดีขึ้น 40.9% และ 8.5% ตามลำดับในช่วง 60 วันที่ผ่านมา
Health Care Providers & Services▲
แมคเคสสันปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรต่อหุ้นทั้งปี และวางแผนนำเวลล์เวิร์สเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
แมคเคสสันปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรต่อหุ้นสำหรับทั้งปี โดยคาดว่าจะเติบโตประมาณร้อยละ 13–15 หรือร้อยละ 15–17 หากไม่รวมรายการบางอย่างในปีก่อนหน้า บริษัทฯ ยังได้วางแผนที่จะเปลี่ยนชื่อหน่วยธุรกิจการแพทย์และศัลยกรรมเป็นเวลล์เวิร์ส โดยมีเป้าหมายที่จะนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 นอกจากนี้ แมคเคสสันยังอยู่ระหว่างการเข้าซื้อกิจการ Precision Medicine Group เพื่อขยายขีดความสามารถด้านมะเร็งวิทยาและบริการด้านชีวเภสัช ซึ่งยังต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล การผสมผสานระหว่างการปรับเพิ่มคาดการณ์กำไร การปรับโครงสร้างพอร์ตธุรกิจไปสู่บริการด้านมะเร็งวิทยาและชีวเภสัชที่มีมูลค่าสูงขึ้น และการแยกเวลล์เวิร์สออกไปในอนาคต สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวิธีที่แมคเคสสันกำหนดโครงสร้างธุรกิจและปัจจัยขับเคลื่อนกำไรในอนาคต
Health Care Providers & Services▲
เอเซีย พลัส แนะนำซื้อ KLINIQ และ MASTER เป้าราคา 34.00 และ 12.00 บาท
ฝ่ายวิจัยของบล.เอเซีย พลัส ระบุว่าอุตสาหกรรมศัลยกรรมและความงามไทยกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านราคาสู่คุณภาพ เอื้อต่อผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีแบรนด์ เงินทุน และฐานลูกค้าแข็งแกร่ง ภายใต้ธีมนี้ฝ่ายวิจัยมอง KLINIQ และ MASTER เป็นผู้ได้ประโยชน์หลัก โดย KLINIQ เด่นจากฐานลูกค้าระดับกลางถึงบน กลยุทธ์ Multi-Brand และเครือข่ายกว่า 84 สาขา ขณะที่ MASTER เด่นด้านศัลยกรรมเฉพาะทางที่มีรายได้ต่อเคสและมาร์จิ้นสูง พร้อม Upside จากการฟื้นตัวของ Medical Tourism ฝ่ายวิจัยประเมินกำไรครึ่งปีหลังของทั้งสองหุ้นมีแนวโน้มเร่งตัว โดย KLINIQ คาดกำไรไตรมาส 3/69 เติบโต YoY จาก SSSG ระดับ Double Digit และ Gross Margin เหนือ 51% ส่วน MASTER คาดกำไรฟื้นตัวเด่นจากฐานต่ำปีก่อน หลังรายได้โรงพยาบาลเดือน ก.ค.-ส.ค. เติบโต Low-Single Digit YoY และไตรมาส 4/69 เป็น High Season ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำซื้อ KLINIQ และ MASTER ประเมินราคาเหมาะสมที่ 34.00 บาท และ 12.00 บาท มี Upside 18% และ 42% ตามลำดับ โดยราคาหุ้นยังไม่สะท้อนการฟื้นตัวของกำไรในครึ่งหลังปี 2569 เต็มที่
Health Care Providers & Services▲
AMN Healthcare พลิกกลับมามีกำไร 21.2 ล้านดอลลาร์ ขณะที่สองกลุ่มธุรกิจยังคงหดตัว
AMN Healthcare Services รายงานรายได้ไตรมาสสองที่ 673.2 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อนหน้า พร้อมกับกำไรสุทธิ 21.2 ล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นปรับปรุงที่ 0.77 ดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าสองเท่าของ 0.30 ดอลลาร์ที่รายงานในไตรมาสเดียวกันของปี 2025 ภายในธุรกิจ กลุ่ม Nurse and Allied Solutions ซึ่งรวมถึงการจัดหาพยาบาลเดินทางและบุคลากรสายสนับสนุน มีรายได้ 422 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อน โดยรายได้จากการจัดหาพยาบาลเดินทางเพิ่มขึ้น 10% และแผนกบุคลากรสายสนับสนุนเพิ่มขึ้น 8% ขณะที่รายได้จากการค้นหาบุคลากรเพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบปีต่อปี อีกสองกลุ่มธุรกิจยังคงหดตัวต่อเนื่อง โดยรายได้ของกลุ่ม Physician and Leadership Solutions ลดลง 6% เมื่อเทียบปีต่อปี เหลือ 165 ล้านดอลลาร์ และรายได้ของกลุ่ม Technology and Workforce Solutions ลดลง 15% เหลือ 87 ล้านดอลลาร์ โดยได้รับผลกระทบจากรายได้ระบบบริหารจัดการผู้รับเหมาที่ลดลง 20% แนวโน้มไตรมาสสามของ AMN คาดการณ์ว่ากลุ่ม Physician and Leadership Solutions จะลดลง 5% ถึง 7% และกลุ่ม Technology and Workforce Solutions จะลดลง 11% ถึง 13% เมื่อเทียบปีต่อปี กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายปรับปรุงเพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบปีต่อปี เป็น 73.4 ล้านดอลลาร์ และบริษัทปิดไตรมาสด้วยเงินสด 362 ล้านดอลลาร์ อัตราหนี้สินต่อทุน 1.5 เท่า และไม่มีเงินเบิกจากวงเงินสินเชื่อหมุนเวียน แม้ว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานจะติดลบ 190 ล้านดอลลาร์ เนื่องจาก AMN คืนเงินมัดจำของลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หยุดชะงักด้านแรงงานในไตรมาสแรก
Health Care Providers & Services▲
ฟิลลิปฯ แนะนำซื้อ PR9 เป้า 24 บาท รับแผนขยาย ICU และโรคซับซ้อน
บล.ฟิลลิปฯ ออกบทวิเคราะห์ระบุว่า PR9 กำลังปรับทิศทางการรักษาจากโรคทั่วไปสู่โรคหลัก ได้แก่ โรคไต โรคหัวใจ และโรคสมอง เพื่อมุ่งเน้นการรักษาโรคที่มีความซับซ้อนมากขึ้น พร้อมเสริมศักยภาพด้วย Bi-Plane Angiography และ Hyperbaric Oxygen Therapy ซึ่งเริ่มให้บริการตั้งแต่ 3Q69 โดยมองว่าการเน้นกลุ่มโรคซับซ้อนมีโอกาสเพิ่มรายได้ต่อเคสและสร้างความแตกต่างจากการแข่งขัน ใน 4Q69 PR9 มีแผนขยายเตียง ICU, CCU และ Neuro จาก 24 เตียงเป็น 31 เตียง เพื่อรองรับอัตราการครองเตียงและผู้ป่วยโรคซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหากรักษาอัตราการครองเตียงในระดับสูงได้ ต้นทุนคงที่ที่ลงทุนไปจะกระจายบนรายได้ที่เพิ่มขึ้น หนุนให้กำไรวิ่งเร็วกว่ารายได้ บริษัทยังตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติที่ 27-28% ในปี 2569 โดยรุกตลาดเมียนมา อินโดนีเซีย ตะวันออกกลาง และจีน พร้อมควบคุมงบการตลาดไม่เกิน 3% ของรายได้ และนำ AI มาใช้ในการแพทย์ การตลาด และงานเอกสาร ทางฝ่ายวิเคราะห์คงคำแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐานที่ 24.00 บาทต่อหุ้น
Health Care Providers & Services▲
ยูไนเต็ดเฮลธ์ขายหุ้นในคลินิกเวลล์เมดในฟลอริดาให้ทีพีจี เพื่อหนุนการพลิกฟื้นของออปตัม
ยูไนเต็ดเฮลธ์กรุ๊ปได้ขายหุ้นส่วนหนึ่งในธุรกิจออปตัม เฮลธ์ในรัฐฟลอริดาให้กับบริษัทไพรเวทอิควิตีทีพีจี โดยเฉพาะคลินิกเวลล์เมดซึ่งเน้นผู้ป่วยสูงอายุเป็นหลัก ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของบริษัทกล่าวว่าการเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อระดมเงินสด แต่เพื่อดึงพันธมิตรที่สามารถให้ความเชี่ยวชาญด้านการดำเนินงานในท้องถิ่นและช่วยให้ธุรกิจในฟลอริดาเติบโตเร็วขึ้น ขณะที่ยูไนเต็ดเฮลธ์มุ่งความสนใจไปที่การพลิกฟื้นธุรกิจออปตัม เฮลธ์ในภาพรวม จังหวะเวลานี้มีความสำคัญ เพราะออปตัม เฮลธ์มีอัตรากำไรจากการดำเนินงานติดลบในปี 2025 เนื่องจากต้นทุนทางการแพทย์เพิ่มขึ้นและเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับเมดิแคร์อ่อนแอลง และยูไนเต็ดเฮลธ์ตั้งเป้าอัตรากำไรของออปตัม เฮลธ์ไว้ที่ประมาณร้อยละ 2 ในปี 2026 ร้อยละ 4 ในปี 2027 และร้อยละ 6 ในปี 2028 ออปตัมระบุว่าธุรกิจในฟลอริดาให้บริการผู้ป่วยมากกว่า 240,000 คนในเกือบ 600 แห่ง และยูไนเต็ดเฮลธ์ยังคงเปิดคลินิกใหม่ประมาณ 15 แห่งต่อปีในฟลอริดา ความร่วมมือนี้ไม่ได้ขจัดแรงกดดันพื้นฐานที่ทำให้ออปตัม เฮลธ์ประสบปัญหา โดยแผนกนี้ขาดทุนจากการดำเนินงาน 1.1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 เทียบกับกำไรจากการดำเนินงาน 6.9 พันล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า
Health Care Providers & Services▲
แล็บคอร์ปยืนยันเป้าหมายปี 2569 ตั้งเป้ารายได้เติบโตปีละ 5%-8% ถึงปี 2572
แล็บคอร์ป โฮลดิงส์ นำเสนอกลยุทธ์การเติบโตระยะยาวและประมาณการทางการเงินในงานวันนักลงทุนปี 2569 โดยยืนยันเป้าหมายกำไรต่อหุ้นปรับปรุงสำหรับปี 2569 ทั้งปีที่ 18.10 ถึง 18.55 ดอลลาร์ สูงกว่าที่วอลล์สตรีทคาดไว้ที่ 18.01 ดอลลาร์ และยอดขายปี 2569 ที่ 1.471 หมื่นล้านถึง 1.4827 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่คาดไว้เล็กน้อยที่ 1.4707 หมื่นล้านดอลลาร์ เป้ารายได้ปี 2569 นี้ประกอบด้วยยอดขายของแล็บคอร์ป ไดแอกโนสติกส์ แลบบอราทอรีส์ ที่ 1.145 หมื่นล้านถึง 1.153 หมื่นล้านดอลลาร์ และยอดขายของไบโอฟาร์มา แลบบอราทอรี เซอร์วิสเซส ที่ 3.269 พันล้านถึง 3.30 พันล้านดอลลาร์ เมื่อมองไปถึงปี 2572 ฝ่ายบริหารตั้งเป้าอัตราการเติบโตของรายได้แบบทบต้นที่ 5% ถึง 8% และการเติบโตของกำไรต่อหุ้นปรับปรุงแบบทบต้นที่ 8.5% ถึง 11.5% โดยอัตรากำไรจากการดำเนินงานปรับปรุงจะเพิ่มขึ้น 75 ถึง 150 เบซิสพอยต์ภายในสิ้นปี 2572 และการเติบโตของกระแสเงินสดอิสระแบบทบต้นจะสอดคล้องกับการเติบโตของกำไรปรับปรุง บริษัทกำหนดลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์สี่ประการ ได้แก่ การเป็นผู้นำด้านการทดสอบเฉพาะทางในด้านมะเร็งวิทยา ประสาทวิทยา โรคภูมิต้านตนเอง และสุขภาพสตรี การเป็นพันธมิตรที่ได้รับความนิยมจากระบบสุขภาพและบริษัทเภสัชกรรม การผลักดันโซลูชันสุขภาพเฉพาะบุคคล และการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์เข้ากับการดำเนินงาน
Health Care Providers & Services▲
เทเน็ต เฮลธ์แคร์ ปรับเพิ่มคาดการณ์ EBITDA ปี 2026 จากความแข็งแกร่งของ USPI
เทเน็ต เฮลธ์แคร์ ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA ที่ปรับปรุงแล้วสำหรับปี 2026 ขึ้นเป็น 4.83 ถึง 5.03 พันล้านดอลลาร์ โดยอ้างถึงบริการที่มีความซับซ้อนสูงขึ้น รายได้เชิงพาณิชย์ที่แข็งแกร่ง และการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของแพลตฟอร์มการดูแลผู้ป่วยนอกอย่าง USPI ทั้งนี้ ประมาณการฉันทามติของแซ็กส์สำหรับกำไรของเทเน็ต เฮลธ์แคร์ในปี 2026 อยู่ที่ 21.04 ดอลลาร์ต่อหุ้น บ่งชี้การเพิ่มขึ้น 25.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ตัวเลขฉันทามติสำหรับรายได้อยู่ที่ 22.2 พันล้านดอลลาร์ บ่งชี้การเติบโต 4.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ในไตรมาสที่สองของปี 2026 จำนวนผู้ป่วยรับใหม่ที่ปรับปรุงแล้วของโรงพยาบาลเดิมเพิ่มขึ้น 2.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน และรายได้ค่าบริการผู้ป่วยสุทธิต่อผู้ป่วยรับใหม่ที่ปรับปรุงแล้วของโรงพยาบาลเดิมเพิ่มขึ้น 3.3% ขณะที่รายได้ของ USPI เติบโต 9.3% เป็น 1.4 พันล้านดอลลาร์ และรายได้ค่าบริการผู้ป่วยสุทธิทั่วทั้งระบบของสถานพยาบาลเดิมในธุรกิจศัลยกรรมเติบโต 5% บริษัทได้ซื้อหุ้นคืนมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่สองของปี 2026 และคณะกรรมการได้ขยายวงเงินอนุมัติการซื้อหุ้นคืนเพิ่มอีก 2 พันล้านดอลลาร์ เหลือวงเงินคงเหลือประมาณ 2.1 พันล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2026 เทเน็ต เฮลธ์แคร์ คาดว่าจะใช้จ่ายด้านการควบรวมและซื้อกิจการในธุรกิจการดูแลผู้ป่วยนอกเกิน 300 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 2.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนในไตรมาสที่สองของปี 2026 จากต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น วัสดุทางการแพทย์ที่มีราคาสูงขึ้น และความซับซ้อนของผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น