← Back

Home Product Center Public Company Limited

บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ค้าปลีกสินค้าปรับปรุงบ้านที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และเวียดนาม โดยจำหน่ายสินค้าและวัสดุก่อสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม และ renovate ตลอดจนของใช้ในบ้านผ่านศูนย์การค้าภายใต้แบรนด์ HomePro ซึ่งรวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ สินค้าห้องครัวและห้องน้ำ เครื่องมือ อุปกรณ์ไฟฟ้าและความปลอดภัย และเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค บริษัทยังให้บริการทำความสะอาด ซ่อมแซม ติดตั้ง และขนย้าย ตลอดจนบริการเช่าพื้นที่ สาธารณูปโภค และการจัดการคลังสินค้า บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2538 และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี ประเทศไทย

Country
Price · split & dividend adjusted
News & notes moving HMPRO-R.BK
HMPRO-R.BK

บล.พาย คาด SET กรอบ 1570-1595 ชูหุ้น Non Bank น่าสะสม

บล.พาย ประเมินดัชนี SET วันนี้ในกรอบ 1570 – 1595 โดยมองว่ากลุ่ม Non Bank กลับมาน่าสะสมเพื่อคาดหวัง Yield ที่ลดลงในระยะถัดไป พร้อมระบุหุ้นในกลุ่มดังกล่าว ได้แก่ MTC SAWAD และ TIDLOR ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก โดย DJIA เพิ่มขึ้น 0.61% และ S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.14% หลัง Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ย 25bps พร้อมส่งสัญญาณอาจขึ้นอีก 1 ครั้งในปีนี้ ราคาน้ำมัน Brent ปรับลดลงมาอยู่ที่ราว 104-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังความกังวลตะวันออกกลางคลี่คลายบางส่วน และซาอุฯ ระบุจะกลับมาส่งออกน้ำมันได้อีกครั้ง ช่วยกดดันให้ 10 Y Yield และ 30 Y Yield ของสหรัฐฯ ปรับลง ด้านตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ เมื่อคืน ประกาศผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานราว 1.96 แสนราย ต่ำกว่าคาดการณ์ตลาด สำหรับกลยุทธ์ระยะสั้นแนะนำ TECH ได้แก่ DELTA และ KCE หลังตลาดหุ้น Kospi เช้านี้ขึ้นราว 2.5% รวมถึงกลุ่มท่องเที่ยว ได้แก่ AOT MINT CENTEL AWC CPALL CPN และ HMPRO และกลุ่มโรงพยาบาล ได้แก่ BDMS BCH และ PR9
HMPRO-R.BK2

HMPRO ทุ่ม 310 ล้านบาท รีโนเวทเมกาโฮม มีนบุรี เป็นไฮบริดสโตร์ เปิด 18 กันยายน 2569

บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO ลงทุนกว่า 310 ล้านบาท รีโนเวทศูนย์รวมวัสดุก่อสร้างและงานช่างเมกาโฮม สาขามีนบุรีครั้งใหญ่ พร้อมเสริมโฮมโปรในทำเลเดียวกันเป็นไฮบริดสโตร์ นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ เปิดเผยว่า การยกระดับครั้งนี้ครอบคลุมสินค้าตั้งแต่งานโครงสร้าง งานระบบ ไปจนถึงเครื่องมือช่าง เพื่อรองรับความต้องการของตลาดช่างและผู้รับเหมาที่เพิ่มขึ้นจากงานสร้างใหม่ ต่อเติม และรีโนเวทในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะโซนคลองสามวา มีนบุรี และหนองจอก บนแนวถนนหทัยราษฎร์และถนนนิมิตใหม่ ปัจจุบันในรัศมี 10 กิโลเมตรของสาขามีครัวเรือนอาศัยอยู่เกือบ 1.3 แสนครัวเรือน และพื้นที่ยังมีอัตราการเติบโตสูงถึง 2.99% ต่อปี สาขาแห่งนี้จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 กันยายน 2569 ตั้งเป้ารายได้กว่า 80 ล้านบาทต่อเดือน พร้อมแคมเปญฉลองเปิดสาขาระหว่างวันที่ 18–27 กันยายน 2569
HMPRO-R.BK

อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้ 3 ฉากทัศน์ประชุม Fed พร้อมแนะหุ้นรับมือ

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐหรือ Fed ที่จะมีขึ้นพรุ่งนี้ไว้ 3 กรณี หลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐเดือน ส.ค. ออกมาใกล้เคียงคาด โดยดัชนีราคาผู้บริโภคหรือ CPI อยู่ที่ 3.4%YoY เท่ากับเดือนก่อน ขณะที่ Core CPI หรือเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอจาก 2.5% เหลือ 2.4%YoY แต่ตัวเลขในมุม MoM สูงกว่าคาดเล็กน้อย และระดับเงินเฟ้อโดยรวมยังสูงกว่าเป้าหมายของ Fed จึงทำให้ตลาดยังกังวลต่อทิศทางดอกเบี้ย กรณีแรกคือคงดอกเบี้ย ซึ่งเป็นกรณีฐาน แต่ตลาดให้น้ำหนักเพียงราว 10% ขณะที่เกือบ 90% ให้น้ำหนักกับการขึ้นดอกเบี้ย กรณีที่สองคือขึ้นดอกเบี้ยครั้งเดียวแบบ Dovish Hike โดยไม่ส่งสัญญาณขึ้นต่อ ซึ่งอาจกดดันให้ SET ย่อตัวในระยะสั้นก่อนสร้างฐาน และกรณีที่สามคือขึ้นดอกเบี้ยพร้อมส่งสัญญาณขึ้นต่อแบบ Hawkish Hike ซึ่งต้องจับตา Dot Plot ว่าสะท้อนเส้นทางดอกเบี้ยปีหน้าสูงขึ้นหรือไม่ สำหรับพอร์ตหุ้นไทย InnovestX แนะนำ 2 ธีมตั้งรับสำหรับผู้รับความเสี่ยงต่ำ ได้แก่ Domestic Play เน้นหุ้น Big Cap ที่อิงรายได้ในประเทศ เช่น CPALL CPN CRC BDMS BCH PR9 CHG และ High Dividend Play หุ้นที่คาดให้ Dividend Yield สม่ำเสมอเกิน 5% ต่อปี ได้แก่ BBL KTB HMPRO AP SCCC PTT FTREIT LHSC ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงแนะนำกลยุทธ์ Tactical ตามผลประชุม โดยหาก Fed คงดอกเบี้ยมอง Risk-on ที่ MTC SAWAD TIDLOR AP SIRI DELTA HANA KCE หากเป็น Dovish Hike แนะนำ Buy on Dip และหากเป็น Hawkish Hike แนะนำถือเงินสดเพิ่มและรอจังหวะตลาดปรับฐานราว 3–6 เดือน ก่อนพิจารณากลุ่มที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยสูงและเงินบาทอ่อน ได้แก่ BBL KBANK KTB TLI BLA TU ITC
HMPRO-R.BK

อินโนเวสท์ เอกซ์ เปิด 4 ธีมหุ้นเด่น รับมือ SET หลุด 1,600 จุด

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ประเมินตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มผันผวน และเปิด 4 ธีมหุ้นเด่นรับมือ หลังดัชนี SET หลุดระดับ 1,600 จุด โดยประเมินแนวรับที่ 1,580 และ 1,575 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,605 และ 1,610 จุด พร้อมแนะนำกลยุทธ์ Selective Buy เน้นทยอยซื้อเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลง ธีมแรกคือหุ้น Defensive และหุ้นปันผลสูงที่คาดว่าจะให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสม่ำเสมอมากกว่า 5% ต่อปี ได้แก่ BBL, KTB, HMPRO, AP, SCCC และ PTT ธีมที่สองคือหุ้นรับปัจจัยเศรษฐกิจโลกและ Bond Yield สูง โดยกลุ่มพลังงานเลือก PTTEP, BCP, TOP และ SPRC กลุ่มเดินเรือได้แก่ PSL และ TTA ขณะที่ Bond Yield ระดับสูงเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มธนาคาร ได้แก่ KTB, BBL และ KBANK รวมถึงหุ้นประกันชีวิต BLA และ TLI หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีปรับขึ้นแตะ 5% เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี ธีมที่สามคือหุ้นรับประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ ได้แก่ GULF, GUNKUL, AMATA และ WHA จากความคืบหน้าร่างแผน PDP2026 และนโยบายสนับสนุนโซลาร์รูฟท็อป ขณะที่ STECON, CK และ SCCC อยู่ในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมอง CPALL, CPAXT และ BJC ได้ประโยชน์จากการต่ออายุมาตรการไทยช่วยไทยพลัส และ CPALL, CRC, ERW, CENTEL และ AOT มีปัจจัยหนุนจากมาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส ขณะที่ DELTA, HANA และ KCE อยู่ในธีมส่งเสริมการลงทุน Data Center และปัญญาประดิษฐ์ และธีมสุดท้ายคือหุ้น Laggard ได้แก่ AP, PR9, SAWAD, HMPRO, BDMS, TU, BCH, MTC และ TIDLOR ซึ่งคาดว่ากำไรครึ่งหลังปี 2569 จะเติบโตทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและครึ่งแรกของปี
HMPRO-R.BK

บล.พาย ชี้หุ้นเทคกดดันตลาด แนะเกาะ 13 หุ้น Value Stock

บล.พาย ระบุว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังผันผวนจากสัญญาณชะลอการลงทุนของผู้นำด้าน AI กดดันหุ้นกลุ่ม SEMI ขณะที่ Bond Yield สหรัฐฯ ปรับขึ้นต่อเนื่องทุกช่วงอายุ สะท้อนความกังวลเงินเฟ้อและความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ลดลง โดยดัชนี S&P 500 ลดลง 0.48% และ Nasdaq ลดลง 0.56% หลังนักลงทุนกังวลเรื่อง AI Slowdown จากข้อเสนอของ CEO Anthropic ที่เรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI ส่งผลให้หุ้นกลุ่มชิปและดาต้าเซ็นเตอร์ถูกขาย ส่วนราคาน้ำมัน WTI ปิดเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังซาอุดีอาระเบียปิดท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ขณะที่หุ้น GOOGL บวก 3.2% MSFT บวก 2% และ META บวก 2.7% ด้าน CME FED Watch ให้น้ำหนัก 92% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมที่จะถึงนี้ สำหรับตลาดในประเทศ ประเมิน SET ไว้ที่ 1,580 ถึง 1,605 จุด โดยเช้านี้พบ KOSPI ลบ 0.6% อาจกดดันหุ้นเทคอย่าง DELTA และ HANA กลยุทธ์จึงเน้นที่ Value Stock 13 หุ้น ได้แก่ กลุ่มธนาคาร BBL KBANK KTB SCB กลุ่มโรงพยาบาล BDMS BH BCH PR9 กลุ่มค้าปลีก CPALL CPN HMPRO และกลุ่มส่งออก ITC TU ซึ่งได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า
Energy Transition & Power Demand2impact 4

เอเชีย พลัส ชี้ GUNKUL เด่นรับมาตรการ Solar Rooftop วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท

บล.เอเชีย พลัส ระบุว่า กระทรวงการคลังเตรียมเปิดลงทะเบียนสนับสนุนการติดตั้ง Solar Rooftop สำหรับครัวเรือนในช่วงกลางเดือนตุลาคม 2569 เบื้องต้น 1 ล้านสิทธิ วงเงินรวม 5 หมื่นล้านบาท หรือ 5 หมื่นบาทต่อครัวเรือน และอยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มเป็น 1.5 ล้านสิทธิ โดยตั้งเป้าเบิกจ่ายแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2570 ทั้งนี้ ภาครัฐจะจ่ายเงินเมื่อเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าแล้วเท่านั้น โดยระบบขนาด 5 กิโลวัตต์คาดสร้างรายได้จากการขายไฟคืนให้ กฟผ. ราว 1.0 พันบาทต่อเดือน เป็นเวลา 25–30 ปี โดยมีธนาคารออมสิน ธอส. และ ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อแก่ผู้มีรายได้น้อย และนำรายได้จากการขายไฟฟ้ามาชำระคืนหนี้ธนาคารก่อน ขณะที่การไฟฟ้าเตรียมลงทุนเปลี่ยนมิเตอร์ พัฒนาระบบ Smart Grid และ Battery Storage ส่วนภาครัฐพิจารณาลดภาษีศุลกากรชิ้นส่วนที่ยังผลิตในประเทศไม่ได้ และใช้มาตรการ BOI สนับสนุนการผลิต Solar ในประเทศ ฝ่ายวิจัยมองเป็นบวกต่อกลุ่มพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีธุรกิจ Solar Rooftop และ EPC อาทิ GUNKUL, SOLAR, SPCG รวมถึงเป็น sentiment บวกต่อ CRC, COM7, DOHOME และ HMPRO โดยหากพิจารณาระดับของโครงการ ภาครัฐมีเป้าหมาย 1 ล้านครัวเรือน และใช้ขนาดติดตั้งเฉลี่ยครัวเรือนละ 5 kW คิดเป็นกำลังติดตั้งรวม 5.0 พัน MW ซึ่งสูงกว่าโครงการรับซื้อไฟฟ้า Solar Rooftop ภาคประชาชนเดิมที่มีอยู่เพียง 500 MW และมอง GUNKUL เป็นผู้ได้รับประโยชน์ที่โดดเด่นจากห่วงโซ่ธุรกิจที่ครบวงจร โดยให้เป็น Top Pick สำหรับการ Trading ตามกระแสข่าว อย่างไรก็ตาม กำไรหลักของ GUNKUL ยังคงมาจากธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและโครงการ EPC ขนาดใหญ่ ทำให้มาตรการนี้เป็นโอกาสเสริมการเติบโตมากกว่าปัจจัยขับเคลื่อนกำไรหลัก
HMPRO-R.BK

หยวนต้า คงน้ำหนัก Overweight หุ้นค้าปลีก เลือก BJC เป็น Top Pick

บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่าในเดือน ก.ค. – ส.ค. 2026 ค่า SSSG ของหุ้นกลุ่มค้าปลีกภายใต้ Coverage จะอยู่ที่ราว -1% ถึง +1% YoY ทรงตัวถึงดีขึ้นเมื่อเทียบกับ 2Q26 ที่เฉลี่ย -0.9% YoY และดีขึ้นเมื่อเทียบกับ 3Q25 ที่ -3.3% YoY โดยกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งประกอบด้วย CPALL CPAXT BJC และ CRC คาด SSSG เฉลี่ยอยู่ที่ -0.5% YoY ดีขึ้นจาก 2Q26 ที่ -1.0% YoY และ 3Q25 ที่ -1.8% YoY นำโดย BJC ที่ SSSG เดือน ส.ค. 2026 พลิกกลับมาเป็นบวกได้เดือนแรกของปี 2026 ขณะที่ CPALL คาดที่ +1-3% YoY และ CRC คาดที่ +1-3% YoY ส่วน CPAXT ยังอ่อนแอ โดย Makro คาดหดตัว 1-2% YoY และ Lotus คาดหดตัว 3-5% YoY ด้านกลุ่มสินค้า Home Improvement ซึ่งประกอบด้วย GLOBAL DOHOME และ HMPRO คาด SSSG เฉลี่ยอยู่ที่ -0.8% YoY ทรงตัวจาก -0.7% YoY ใน 2Q26 แต่ดีขึ้นจาก -5.6% YoY ใน 3Q25 โดย DOHOME ปรับขึ้นมาอยู่ที่ +5-7% YoY จากฐานต่ำ ส่วน GLOBAL และ HMPRO ยังอ่อนแอที่ -5-7% YoY และ -1-3% YoY ตามลำดับ ทางฝ่ายวิจัยคาดกำไรปกติของกลุ่มค้าปลีกใน 3Q26 ลดลง QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล แต่ยังเติบโตได้ YoY หนุนจากรายได้ที่เติบโตตามทิศทาง SSSG และการขยายสาขาตามแผน โดยอัตรากำไรขั้นต้นคาดดีขึ้น YoY จากราคาสินค้าที่ยังอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ผลตอบแทน YTD ของ SETCOMMERCE อยู่ที่ +11% ซึ่ง Laggard จาก SET Index ที่ +29% อย่างมีนัยสำคัญ และหุ้นกลุ่มค้าปลีกซื้อขายบน PER 26 เฉลี่ยเพียง 15.1 เท่า ใกล้ระดับ -1.4 SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ทางฝ่ายวิจัยจึงคงน้ำหนักการลงทุนที่ Overweight เลือก BJC เป็น Top Pick ด้วยราคาเป้าหมาย 18.00 บาท และอยู่ระหว่างทบทวนประมาณการกำไรและราคาเป้าหมายขึ้น คาดจะอยู่ที่ราว +/- 19 บาท จาก SSSG ที่ฟื้นตัวดีในเดือน ส.ค. 2026 โดยหุ้นซื้อขายบน PER 26 เพียง 13.7 เท่า ต่ำกว่า -2SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี พร้อมเลือก CPALL ด้วยราคาเป้าหมาย 63.00 บาท จากแนวโน้ม SSSG ที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง และ Valuation ยังถูก โดยซื้อขายบน PER 26 ที่เพียง 13.5 เท่า เทียบเท่า -2SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี
HMPRO-R.BK

KS และ ASPS คาด SSSG กลุ่มค้าปลีกฟื้นตัว ชี้หุ้นเด่น CPALL MOSHI CRC

บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย หรือ KS ประเมินว่า ยอดขายสาขาเดิมของกลุ่มค้าปลีกในเดือนสิงหาคม 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเล็กน้อยที่ 0-1% โดยได้แรงหนุนจากฐานที่ต่ำในปีก่อน ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส หรือ ASPS มองว่า SSSG ส่วนใหญ่จะเติบโตเป็นบวกเล็กน้อย นำโดย BJC, CPALL, CRC และ DOHOME แต่ CPAXT และ HMPRO ยังติดลบ จากการไม่ได้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส โดย KS คาดว่า SSSG เฉลี่ยของกลุ่มในเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมจะพลิกเป็นบวกประมาณ 0.5% จากติดลบ 0.6% ในไตรมาส 2/2569 โดยเลือก CPALL, MOSHI และ CRC เป็นหุ้นเด่น ขณะที่ ASPS เลือก CRC, COM7 และ BJC โดยทางฝ่ายวิจัยยังคงมุมมอง “เป็นกลาง” ต่อกลุ่มพาณิชย์ และ ASPS ยังคงน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มพาณิชย์ “เท่ากับตลาด” โดยคาดว่ากำไรของกลุ่มในปี 2569 จะขยายตัว 12% เมื่อเทียบกับปีก่อน
HMPRO-R.BK

บล.เอเชีย พลัส ชู CRC COM7 BJC หุ้นเด่นค้าปลีก คาดกำไรโต

บล.เอเชีย พลัส ประเมินหุ้นกลุ่มค้าปลีก โดยคาดว่า SSSG ในเดือนสิงหาคม 2569 ของบริษัทส่วนใหญ่มีแนวโน้มเป็นบวกเล็กน้อย ได้แก่ BJC, CPALL, CRC และ DOHOME จากฐานต่ำในปีก่อนและการปรับราคาสินค้า ขณะที่ CPAXT และ HMPRO คาดว่าจะยังติดลบจากกำลังซื้อเปราะบางและผลกระทบจากการไม่ได้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส สำหรับไตรมาส 3 ปี 2569 คาด SSSG กลุ่มเป็นบวกเล็กน้อย โดย DOHOME น่าจะเติบโตดีสุดราว 4-5% ส่วน HMPRO และ CPAXT น่าจะติดลบมากสุด คาดกำไรรวมกลุ่มลดลง QoQ แต่โตดี YoY จาก SSSG บวก การขยายสาขา และมาร์จิ้นดีขึ้น ฝ่ายวิจัยคงน้ำหนักเท่ากับตลาด และเลือก CRC, COM7 และ BJC เป็นหุ้นเด่นจากแนวโน้มกำไรไตรมาส 3 ที่โดดเด่น
HMPRO-R.BK2

HMPRO ปิดโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 2 ต่ำกว่าเป้า

บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO ประกาศสิ้นสุดโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงินครั้งที่ 2 โดยซื้อหุ้นคืนรวม 83 ล้านหุ้น มูลค่า 514.84 ล้านบาท คิดเป็น 0.63% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ซึ่งต่ำกว่ากรอบที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่วงเงินไม่เกิน 2,959 ล้านบาท และจำนวนหุ้นไม่เกิน 394.50 ล้านหุ้น หรือ 3% ของหุ้นทั้งหมด โดยบริษัทระบุสาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวจำกัด จึงบริหารกระแสเงินสดอย่างระมัดระวัง เมื่อรวมกับโครงการก่อนหน้า บริษัทมีหุ้นซื้อคืนสะสม 263.20 ล้านหุ้น มูลค่า 1,869.97 ล้านบาท คิดเป็น 2% ของหุ้นทั้งหมด และตามกฎหมายบริษัทสามารถจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืนได้ภายใน 3 ปีนับจากสิ้นสุดโครงการ หากจำหน่ายไม่หมดจะต้องลดทุนจดทะเบียน
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย·18dอ่านต่อ →
HMPRO-R.BK2

8 บริษัทจ่ายปันผลระหว่างกาล BCP นำสูงสุด 3 บาท

บริษัทจดทะเบียนไทยอย่างน้อย 8 แห่งประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลหลังประชุมคณะกรรมการเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 โดยส่วนใหญ่กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD ในช่วงวันที่ 7-9 กันยายนนี้ นำโดย BCP จ่าย 3.00 บาทต่อหุ้น ตามด้วย TISCO 2.00 บาท RATCH 0.70 บาท TIPH 0.50 บาท OR 0.30 บาท HMPRO 0.16 บาท TTB 0.081 บาท เพิ่มขึ้น 23% จากปีก่อน และ CIMBT 0.0385 บาท โดย RATCH จ่ายรวมประมาณ 1,522.50 ล้านบาท และ OR จ่ายรวม 3,600 ล้านบาท
HMPRO-R.BK

HMPRO ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.16 บาทต่อหุ้น

บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นเงินสดในอัตราหุ้นละ 0.16 บาท จากผลการดำเนินงานงวดวันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 โดยคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 กำหนดวันขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 8 กันยายน 2569 และกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผลในวันที่ 9 กันยายน 2569 โดยจะจ่ายเงินปันผลในวันที่ 22 กันยายน 2569
HMPRO-R.BK

เอเชีย พลัส ชี้กำไรกลุ่มค้าปลีก 2Q69 โต 11% YoY

บล.เอเชีย พลัส ประเมินกำไรปกติรวมของกลุ่มพาณิชย์ 7 บริษัท ได้แก่ BJC, COM7, CPALL, CPAXT, CRC, DOHOME และ HMPRO ในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านบาท ลดลง 15% จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อน โดยกำไรที่อ่อนตัวลงรายไตรมาสมาจากผลของฤดูกาลและค่าใช้จ่ายขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นจากต้นทุนพลังงานและการขยายธุรกิจ ขณะที่การเติบโตเทียบปีก่อนได้แรงหนุนจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นของเกือบทุกบริษัท DOHOME มีกำไรเติบโตแรงสุดในกลุ่มทั้งรายไตรมาสและรายปีที่ 22% และ 94% ตามลำดับ จากมาร์จิ้นสินค้าเหล็กที่เพิ่มขึ้น ส่วน CPAXT มีกำไรอ่อนแอสุด ลดลง 33% จากไตรมาสก่อน และ 20% จากปีก่อน เพราะค่าใช้จ่ายขายและบริหารเพิ่มขึ้นจากการขยายความสามารถด้านการขนส่ง ฝ่ายวิจัยคาดกำไรปกติรวมของกลุ่มในไตรมาส 3 ปี 2569 ยังหดตัวรายไตรมาสจากผลของฤดูกาล เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝนที่ยอดขายต่ำสุดของปี และมาร์จิ้นวัสดุก่อสร้างลดลงเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งส่งผลลบต่อ DOHOME มากสุด แต่คาดกำไรจะเติบโตต่อเนื่องเทียบปีก่อนจากฐานต่ำในไตรมาส 3 ปี 2568 การขยายธุรกิจ และมาร์จิ้นที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่ากำไรจะกลับมาเร่งตัวขึ้นทั้งรายไตรมาสและรายปีในไตรมาส 4 ปี 2569 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซัน
HMPRO-R.BK

HMPRO กำไรไตรมาส 2 โต 14% รับอากาศร้อนหนุนยอดขายเครื่องทำความเย็น

บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2569 จำนวน 1,594 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวม 18,055 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4% จากปีก่อน หนุนจากยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าทำความเย็นที่เร่งตัวจากอากาศร้อนจัดในเดือนเมษายน อัตรากำไรขั้นต้นปรับดีขึ้นเป็น 27.73% จาก 25.82% ในปีก่อน จากการบริหารส่วนผสมผลิตภัณฑ์และสินค้าแบรนด์ของบริษัท ขณะที่ค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 20.61% จาก 19.47% ด้านค่าใช้จ่ายทางการเงินลดลง 14.20 ล้านบาท จากการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำลง สำหรับช่วงเดือนกรกฎาคม ยอดขายรวมใกล้เคียงไตรมาส 2 โดย SSSG ของ HomePro ติดลบเล็กน้อยระดับ Low Single Digit เทียบกับ -1.0% ในไตรมาส 2 ขณะที่ Mega Home ยังเป็นบวกเล็กน้อย เทียบกับ +1.4% ในไตรมาส 2 อย่างไรก็ดี ภาพรวมไตรมาส 3 มีแนวโน้มชะลอลงจากฤดูฝนซึ่งเป็นช่วง Low Season ส่วน GPM คาดดีขึ้นจากปีก่อนที่ 26.78% แต่อ่อนตัวจาก 27.73% ในไตรมาส 2 หลังต้นทุนสินค้าบางชนิดปรับขึ้น ด้าน SG&A ต่อยอดขายคาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 20.6% และทรงตัวสูงถึงไตรมาส 1 ปี 2570 เนื่องจากแผนขยายสาขาอีกประมาณ 7 สาขาในช่วงครึ่งหลังปี 2569 แต่มีปัจจัยบวกจากการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ปลายปีด้วยดอกเบี้ยต่ำลง กำไรสุทธิครึ่งแรกปี 2569 อยู่ที่ 2,998 ล้านบาท คิดเป็น 49.8% ของประมาณการกำไรทั้งปี 6,030 ล้านบาท หรือ EPS 0.46 บาทต่อหุ้น นักวิเคราะห์แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 8.30 บาทต่อหุ้น อิง PE 18 เท่า ใกล้ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี มองว่าเหมาะสมกว่าระดับ 25-30 เท่าในอดีต จากความเสี่ยงกำลังซื้อและการเติบโตของยอดขายที่เผชิญความท้าทาย แต่ยังบวกต่อจุดแข็งด้าน GPM และการบริหารการเงิน ด้านเทคนิค ราคาปรับตัวทดสอบแนวรับ 6.50 บาท แล้วมีแรงซื้อกลับเป็นรูปแบบ Double Bottom ปิดเหนือ SMA ด้วยแท่งเทียนขาวยาว แนวโน้มจบรอบขาลงขนาดเล็ก แนวรับหลัก 6.60-6.50 บาท แนวต้าน 6.85 บาท หากผ่านพร้อมวอลุ่มเพิ่มจะเป็นสัญญาณรูปแบบตัว N ขาขึ้น คำแนะนำสำหรับผู้มีหุ้นให้ถือหรือซื้อเพิ่ม มีโอกาสทดสอบแนวต้าน 6.85/7.00/7.30 บาท ส่วนผู้ไม่มีหุ้นให้ซื้อระยะสั้นโดยเน้นยืนแนวรับ 6.60-6.50 บาท ไม่ควรต่ำกว่า
HMPRO-R.BK

ทีทีบี เวลธ์ คงน้ำหนักลงทุน Overweight กลุ่มค้าปลีก ชี้กำไรผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

บริษัทหลักทรัพย์ ทีทีบี เวลธ์ จำกัด (มหาชน) คงคำแนะนำ Overweight กลุ่มค้าปลีก โดยประเมินว่ากำไรของกลุ่มผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และการหดตัวของยอดขายสาขาเดิมกำลังสิ้นสุดลง พร้อมคาดว่า EPS รวมของบริษัทค้าปลีกที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์จะเติบโต 12% เมื่อเทียบกับปีก่อนในไตรมาส 2/2569 แม้จะลดลง 16% จากไตรมาสก่อนตามปัจจัยฤดูกาล และคาดว่าการฟื้นตัวจะต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากยอดขายสาขาเดิมที่กลับมาเติบโต การขยายตัวของอัตรากำไรจากการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น และการประหยัดต้นทุน โดยคาดว่าหุ้นกลุ่มค้าปลีกอุปกรณ์ปรับปรุงและตกแต่งบ้าน ได้แก่ GLOBAL, DOHOME และ HMPRO รวมถึง CRC จะฟื้นตัวโดดเด่นที่สุด ขณะที่ CPN, CPALL และ COM7 ยังเติบโตได้ดีจากกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ สำหรับกลุ่มค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้าน บริษัทหลักทรัพย์ประเมินว่า EPS จะเติบโต 37% ในไตรมาส 2/2569 หลังจากกำไรหดตัวต่อเนื่องในช่วงปี 2566-2568 โดยได้รับแรงหนุนจากอัตรากำไรที่ดีขึ้น การหดตัวของ SSSG ที่ลดลง และผลดีด้านราคาสินค้าจากภาวะเงินเฟ้อ GLOBAL ถูกมองว่าโดดเด่นที่สุด โดยคาดกำไรเติบโต 84% จากสัดส่วนสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ที่สูงขึ้น การควบคุมต้นทุน และผลดีด้านราคา CRC ถูกคาดว่าจะมีกำไรเติบโต 36% ในไตรมาส 2/2569 จากการปรับกลยุทธ์ธุรกิจที่ช่วยหนุนทั้งยอดขายสาขาเดิมและอัตรากำไร รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง ขณะที่ CPN คาดกำไรเติบโต 15%, CPALL เติบโต 7%, COM7 เติบโต 30% และ MOSHI เติบโต 19% โดยมองว่าบริษัทเหล่านี้ยังคงเพิ่มส่วนแบ่งตลาดและขยายอัตรากำไรได้ต่อเนื่อง ในทางกลับกัน CPAXT ถูกประเมินว่ากำไรจะลดลงต่ออีก 17% จากยอดขายสาขาเดิมที่อ่อนตัวและอัตรากำไรที่ลดลงจากการที่ผู้บริโภคหันไปใช้สินค้าราคาต่ำลง ส่วน BJC แม้คาดกำไรเพิ่มขึ้น 12% จากการเข้าซื้อกิจการค้าส่งในเวียดนาม แต่ธุรกิจหลัก BigC ยังอ่อนแอและ SSSG ติดลบ ขณะที่ MRDIY คาดกำไรเติบโตเพียง 13% ซึ่งต่ำกว่าที่คาดหวัง แม้จะได้แรงหนุนจากการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว บริษัทหลักทรัพย์ ทีทีบี เวลธ์ ระบุว่าแนวโน้มครึ่งหลังปี 2569 จะฟื้นตัวแข็งแกร่งขึ้นตามเศรษฐกิจที่ปรับดีขึ้น โดยยังให้น้ำหนักเชิงบวกกับกลุ่มวัสดุก่อสร้างและ CRC มากที่สุด และเลือก CPN, GLOBAL และ CRC เป็น Top Picks ของกลุ่มค้าปลีก สำหรับคำแนะนำและราคาเป้าหมาย หุ้นที่ได้รับคำแนะนำ BUY ได้แก่ CPN ราคาเป้าหมาย 75 บาท, GLOBAL 9 บาท, CRC 31 บาท, CPALL 62 บาท, COM7 34 บาท, DOHOME 4.50 บาท, HMPRO 9.50 บาท, MOSHI 50 บาท และ MRDIYT 12.20 บาท ขณะที่ CPAXT ได้คำแนะนำ HOLD ราคาเป้าหมาย 14 บาท และ BJC ได้คำแนะนำ SELL ราคาเป้าหมาย 12.50 บาท
thunhoon.com·38dอ่านต่อ →
HMPRO-R.BK

QH กำไรไตรมาส 2 โต 37% แตะ 458 ล้านบาท

บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ที่ 458.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.99% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้นและการควบคุมค่าใช้จ่าย ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมในไตรมาสนี้อยู่ที่ 453 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน แบ่งเป็นส่วนแบ่งจากโฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ 325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% และจากแอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป 96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 10% เหลือ 308 ล้านบาท และต้นทุนทางการเงินลดลง 30% เหลือ 37 ล้านบาท หลังทยอยชำระหนี้ สำหรับงวด 6 เดือนแรก กำไรสุทธิอยู่ที่ 921.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.12% จากปีก่อน นอกจากนี้ คณะกรรมการมีมติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.02 บาทต่อหุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 26 สิงหาคม 2569 และจ่ายเงินปันผลวันที่ 10 กันยายน 2569
Energy Transition & Power Demand

คลังเตรียมอุดหนุนครัวเรือนละ 5 หมื่นบาทติดโซลาร์เซลล์ หนุนหุ้น GUNKUL-SYNEX-HMPRO

กระทรวงการคลังเตรียมให้เงินอุดหนุนแบบให้เปล่าแก่ครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ Solar Rooftop จำนวน 50,000 บาทต่อครัวเรือน จากต้นทุนค่าติดตั้งเฉลี่ยประมาณ 100,000 ถึง 150,000 บาทต่อครัวเรือน โดยมีขนาดการติดตั้งขั้นต่ำ 5 กิโลวัตต์ โครงการนี้ตั้งเป้าหมายช่วยเหลือประชาชน 500,000 ถึง 1,000,000 ครัวเรือนที่ภาระค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 3,000 ถึง 4,000 บาทต่อเดือน ใช้งบประมาณจากแหล่งเงินกู้ 200,000 ล้านบาท นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ทีทีบี เวลธ์ ระบุว่า นโยบายดังกล่าวจะส่งผลบวกตรงต่อบริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง หรือ GUNKUL รวมถึงกลุ่มค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและซ่อมแซมบ้าน ได้แก่ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ หรือ HMPRO บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ หรือ GLOBAL และบริษัท ดูโฮม หรือ DOHOME ขณะที่นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มองว่าเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้น GUNKUL และบริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) หรือ SYNEX นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสินและธนาคารอาคารสงเคราะห์ เพื่อสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือจากการอุดหนุนของภาครัฐ
HMPRO-R.BK2

HMPRO เดินหน้ารุก Hybrid Store ดันมาร์จิ้นโต เป้าราคาเหมาะสม 8 บาท

บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO ยังคงเป้าหมายการเติบโตปี 2026 โดยคาดยอดขายเติบโตเล็กน้อยที่ 1-3% YoY และตั้งเป้าเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นขึ้น 70-100 bps. YoY ผ่านการเติบโตแบบ Organic พร้อมปรับลดแผนขยายสาขาใหม่เหลือ 9 สาขาจากเดิม 10 สาขา ภายใต้งบลงทุน 6.0-7.0 พันล้านบาท โดยจะเน้นขยายสาขารูปแบบ Hybrid Store จำนวน 6 สาขาในครึ่งปีหลัง ซึ่งใช้งบลงทุนราว 200-300 ล้านบาทต่อสาขา กลยุทธ์สำคัญในครึ่งปีหลังยังรวมถึงการบริหารซัพพลายเชนเพื่อลดต้นทุนขนส่งและคลังสินค้า การเพิ่มสัดส่วนสินค้า Private Label ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่า และการใช้ข้อมูลเพื่อจัดโปรโมชันตรงจุด ขณะที่ยอดขายสาขาเดิมของโฮมโปรในไทยช่วงต้นไตรมาสสามยังติดลบ 1-2% YoY จากเศรษฐกิจชะลอตัวและฤดูฝน ส่วนเมกาโฮมทรงตัวถึงบวกอ่อน ๆ และโฮมโปรในมาเลเซียติดลบ 5-7% YoY ฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเป็นกลาง โดยคาดกำไรไตรมาสสามจะลดลงจากไตรมาสก่อนตามฤดูกาล แต่ยังเติบโตจากปีก่อนจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ขยายตัวและดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง พร้อมคงราคาเหมาะสมที่ 8.00 บาท และคำแนะนำซื้อ โดยหุ้นซื้อขายบน PER26 ที่ 14.3 เท่า ซึ่งต่ำกว่า -2SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี
HMPRO-R.BK

ฟินันเซีย ไซรัส คาด SET สัปดาห์หน้าทดสอบ 1,700 จุด

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส คาดการณ์ว่าดัชนี SET ในสัปดาห์หน้าจะปรับตัวขึ้นทดสอบระดับ 1,680 ถึง 1,700 จุด โดยกลุ่มธนาคารและวัสดุก่อสร้างจะเป็นผู้นำตลาด พร้อมแนะนำหุ้นเด่น CPALL และ HMPRO ล่าสุดดัชนี SET ปิดที่ 1,626.57 จุด เพิ่มขึ้น 28.46 จุด หรือร้อยละ 1.77 มูลค่าการซื้อขาย 61,294.06 ล้านบาท ปรับตัวขึ้นตามตลาดหุ้นเอเชียจากการฟื้นตัวของหุ้นเทคโนโลยีและชิป ส่งผลให้หุ้น DELTA ปรับตัวขึ้นและหนุนดัชนีโดยรวม
HMPRO-R.BK

บล.พายชี้หุ้นไทยมีโอกาส Outperform รับอานิสงส์พลังงาน หลังดาวโจนส์ดิ่ง 1,153 จุด

บล.พายประเมินว่าหุ้นไทยมีโอกาส Outperform ท่ามกลางความผันผวนของหุ้นเทคโนโลยีและราคาน้ำมันดิบที่พุ่งแรง โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ 1,153 จุด หรือลดลง 2.2% จากแรงกดดันหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และความกังวลเงินเฟ้อ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 7.9% จากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง หนุนให้เกิดการ Rotate จากหุ้น Tech เข้าสู่กลุ่ม Value Stock และหุ้นพลังงานในไทยอย่าง PTT และ PTTEP ได้ประโยชน์ บล.พายยังแนะนำหุ้น SYNEX ราคาเป้าหมาย 11.10 บาท และ HMPRO ราคาเป้าหมาย 7.50 บาท โดยประเมินกรอบดัชนี SET วันที่ 1,600–1,640 จุด
HMPRO-R.BK2

HMPRO บวก 2% หลังกำไรไตรมาส 2 ดีกว่าคาด โบรกเกอร์แนะซื้อเป้า 7.70 บาท

ราคาหุ้น HMPRO ปรับตัวขึ้น 2.34% หลังรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ที่ 1,594 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อน และสูงกว่าที่ฝ่ายวิจัยและตลาดคาดไว้ประมาณ 3-4% นับเป็นการกลับมาเติบโตเทียบรายปีครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส โดยมีปัจจัยหนุนจากรายได้รวมที่เพิ่มขึ้น 3.4% และอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับขึ้นเป็น 27.7% จาก 25.8% ในปีก่อน ขณะที่สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 20.6% ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส ยังคงคำแนะนำซื้อและราคาเป้าหมาย 7.70 บาท โดยมองว่าหุ้นซื้อขายที่ระดับ P/E ปี 2569 ราว 13.8 เท่า ซึ่งต่ำกว่ากลุ่มค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและของตกแต่งบ้านที่เฉลี่ยประมาณ 16-17 เท่า
HMPRO-R.BK10

HMPRO กำไร Q2/69 พุ่ง 14% แตะ 1.59 พันล้านบาท สูงกว่าคาด

บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/69 ที่ 1,594.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.99% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1,400-1,570 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้ากลุ่มทำความเย็นที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้รายได้จากการขายและบริการลูกค้าเพิ่มขึ้น 3.22% เป็น 16,920.05 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นต่อยอดขายปรับตัวดีขึ้นจาก 25.82% เป็น 27.73% จากการบริหารสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพและการผลักดันสินค้ากลุ่ม Private Brand สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 69 กำไรสุทธิอยู่ที่ 2,998.15 ล้านบาท ลดลง 3.47% จากปีก่อน โดยรายได้รวมลดลง 2.51% เหลือ 35,203.91 ล้านบาท ด้านการขยายสาขาในไตรมาสนี้ บริษัทเปิดโฮมโปร สาขาสมุย (เฉวง) และปรับรูปแบบสาขาสุพรรณบุรีเป็นไฮบริดสโตร์ ทำให้ ณ สิ้นไตรมาสมีสาขาภายใต้การบริหารรวม 134 แห่ง
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย·54dอ่านต่อ →
HMPRO-R.BK

HMPRO Q2/69 earnings expected at 1.5 billion baht

Analysts expect Home Product Center Public Company Limited to report second-quarter 2569 earnings of approximately 1.5 billion baht. The consensus forecast was highlighted by Thunhoon ahead of the company's upcoming results announcement. No further breakdown of revenue or profit drivers was provided in the preview.
HMPRO-R.BK2

โบรกเกอร์คาด HMPRO กำไร Q2/69 แตะ 1.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ

บริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งคาดการณ์ว่า บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/69 ที่ประมาณ 1.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนและจากไตรมาสก่อน โดยมีกำหนดประกาศงบในวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เอเซีย พลัส คาดกำไรที่ 1.54 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากทั้งสองช่วงเวลา หนุนโดยรายได้จากการขายและบริการที่เพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อนจากยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าทำความเย็นในช่วงฤดูร้อน และอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้น 0.9% มาอยู่ที่ 28.4% จากการปรับขึ้นราคาสินค้าบางรายการและการผลักดันสินค้าแบรนด์ของบริษัทที่มีมาร์จิ้นสูง ขณะที่การเติบโตจากปีก่อนมาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น 2% จากการเปิดสาขาใหม่ 13 สาขา ทำให้สิ้นไตรมาสมีสาขารวม 149 สาขา แม้ยอดขายสาขาเดิมจะหดตัวเล็กน้อยราว 1.0% จากกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ ด้านฟินันเซีย ไซรัส ประเมินกำไรที่ 1,544 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% จากปีก่อนและ 10% จากไตรมาสก่อน โดยยอดขายเติบโต 2.5% จากปีก่อนจากสาขาใหม่ทั้ง HomePro และ hybrid stores ส่วนพายปรับคำแนะนำเป็นซื้อ ให้ราคาเป้าหมาย 7.50 บาท คาดกำไรที่ 1.57 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากทั้งสองช่วงเวลา หนุนจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ขยายตัวและยอดขายสินค้าทำความเย็น ขณะที่เคจีไอคาดกำไรที่ 1.4 พันล้านบาท ทรงตัวจากทั้งปีก่อนและไตรมาสก่อน สะท้อนยอดขายที่ดีขึ้นเล็กน้อยและอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยท่ามกลางการจับจ่ายที่อ่อนแอ โบรกเกอร์ส่วนใหญ่แนะนำซื้อ โดยให้ราคาเป้าหมายระหว่าง 6.60 ถึง 7.70 บาท และคาดการณ์เงินปันผลงวดครึ่งปีแรกที่ 0.16 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 2.4% ถึง 6.3% ต่อปี รวมถึงแรงหนุนจากโครงการซื้อหุ้นคืนที่กำลังดำเนินอยู่
HMPRO-R.BK

โบรกฯ ชี้ 7 หุ้น SET50 ราคาล้าหลัง ลุ้นต่างชาติเข้าถือเพิ่ม หลังหุ้นนำตลาดแวลูเอชั่นตึง

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุว่า ดัชนี SET ปรับขึ้นกว่า 31.2% จากต้นปีถึงปัจจุบัน โดยมีแรงหนุนจากฟันด์โฟลว์ต่างชาติที่ไหลเข้าสู่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ตามธีม AI และปัจจัยพื้นฐานในประเทศที่ดีกว่าคาด แต่ที่ระดับ 1,650 จุด เริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านแวลูเอชั่นที่ตึงตัว โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ที่นำตลาด ซึ่งมีสัดส่วนถือครองของต่างชาติทะลุค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี จึงคาดว่าจะเกิดการหมุนเงินทุนไปยังหุ้น Laggard ที่มีสัดส่วนถือครองของต่างชาติและแวลูเอชั่นต่ำกว่าค่าเฉลี่ย พร้อมกำไรยังเติบโตดี กลยุทธ์ระยะสั้นแนะนำสลับเข้าลงทุนในหุ้น Laggard ผ่าน 2 ธีม ได้แก่ Earnings Play เน้นหุ้นที่คาดกำไรไตรมาส 2/69 เติบโตดีและครึ่งปีหลังแข็งแกร่ง เช่น ADVANC, CPN, GULF, PR9, SCGP และ TIDLOR และ Foreign Underowned Play เน้นหุ้น SET50 ที่ต่างชาติถือครองต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี และมีโมเมนตัมกำไรดี เช่น BEM, CPALL, HMPRO, MTC, OR, TRUE และ TU
HMPRO-R.BK3

อนันต์ อัศวโภคิน ลาออกทุกตำแหน่งใน HMPRO

นายอนันต์ อัศวโภคิน กรรมการและประธานคณะกรรมการของบมจ.โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ ได้แจ้งความประสงค์ขอลาออกจากทุกตำแหน่งเนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพ โดยการลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
HMPRO-R.BK

HMPRO ยกระดับค้าปลีกสู่ Circular Economy ครบวงจร เปลี่ยนของเก่าให้ได้ไปต่อ

บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO ประกาศยกระดับบทบาทจากผู้จำหน่ายสินค้าสู่การดูแลตลอดวงจรชีวิตสินค้าผ่าน HomePro Circular Economy Ecosystem ภายใต้แนวคิด 'เปลี่ยน' เพื่อชีวิตที่ดีกว่า โดยนางอุไรวรรณ ตันติพิริยะกิจ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจปฏิบัติการและการตลาด ระบุว่า ระบบนี้เชื่อมโยงพันธมิตรกว่า 324 แบรนด์ ครอบคลุมสินค้ากว่า 11,110 รายการ ตั้งแต่การรับคืนของเก่าจากบ้านลูกค้า การซ่อมเพื่อยืดอายุการใช้งาน ไปจนถึงการรีไซเคิลและผลิตเป็นสินค้ารักษ์โลก ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โฮมโปรรับคืนของเก่ากว่า 590,869 ชิ้น ซ่อมและยืดอายุสินค้า 97,006 ชิ้น พัฒนาสินค้ารักษ์โลกจากวัสดุหมุนเวียน 532 SKUs และส่งมอบสู่ผู้บริโภคกว่า 8.5 ล้านชิ้น โดยยอดขายสินค้ารักษ์โลกเติบโตจาก 190 ล้านบาทในปี 2566 เป็น 945 ล้านบาทในปี 2568 พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่า 35 ล้านกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 2.3 ล้านต้น โฮมโปรตั้งเป้าขยายความร่วมมือพัฒนาวัสดุหมุนเวียนประเภทใหม่ เพิ่มจุดเติมผลิตภัณฑ์ และสร้างการมีส่วนร่วมผ่านโครงการ Hackathon กับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน
HMPRO-R.BK

14 หุ้นปันผลสูงจ่อรับอานิสงส์โครงการ TISA หลังคลังเตรียมยกเลิกตัวคูณสิทธิประโยชน์ภาษี

กระทรวงการคลังเปิดเผยความคืบหน้าโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล หรือ TISA โดยเตรียมยกเลิกตัวคูณสิทธิประโยชน์ภาษี เพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีเท่าเทียมกัน ซึ่งคาดว่าจะเห็นรายละเอียดและกรอบวงเงินลดหย่อนภาษีชัดเจนขึ้นในเดือนกันยายนนี้ ฝ่ายวิจัยของบล.ทีทีบี เวลธ์ มองว่าเป็นบวกต่อตลาดหุ้นโดยรวม เพราะจะจูงใจให้คนลงทุนในหุ้นมากขึ้น และเป็นบวกต่อหุ้นปันผลสูง 14 ตัว ได้แก่ ADVANC KTB KKP KTC AMATA PIN THANI SAK CPN HMPRO PTG SIRI SPALI และ SAT
HMPRO-R.BK

บล.ฟิลลิปฯ ชี้หุ้นไทยไซด์เวย์ แนะโยกเงินออกจากแบงก์เข้าสู่ 4 ธีมหลัก

บล.ฟิลลิปฯ คาดดัชนีหุ้นไทยจะแกว่งตัวออกข้างในกรอบ 1,640 ถึง 1,665 จุด โดยมีปัจจัยกดดันจาก Forward P/E ปี 2569 ที่ 16.7 เท่า ซึ่งใกล้เคียงค่าเฉลี่ยย้อนหลังตั้งแต่ปี 2563 ที่ 17.1 เท่า และหุ้นกลุ่มธนาคารอาจเผชิญแรงขาย Sell on Fact หลังประกาศงบการเงินไปแล้ว อย่างไรก็ตาม มาตรการโครงการ TISA จะช่วยประคองไม่ให้ดัชนีปรับลงลึก และคาดว่าจะเห็นการโยกย้ายเม็ดเงินออกจากกลุ่มธนาคารเข้าสู่กลุ่ม Real Sector เพื่อเก็งกำไรผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ที่คาดว่าจะออกมาดี กลยุทธ์การลงทุนแบ่งเป็น 4 ธีมหลัก ได้แก่ เก็งงบไตรมาส 2 ปี 2569 ในหุ้นอย่าง AMATA CPALL DELTA HANA ITC KCE MRDIY MTC OSP QH SAWAD SCC STECON และ TIDLOR กลุ่มพลังงานในหุ้น BCP PTT PTTEP SPRC และ TOP เก็งมาตรการหรือโครงการรัฐในหุ้น BJC CENTEL CK CPAXT CRC DOHOME ERW GLOBAL HMPRO LH MINT และ SCC และหวังเม็ดเงินลงทุนจากจีนในหุ้น ADVANC GUNKUL GULF ROJNA WHA และ WHAUP
HMPRO-R.BK

HMPRO ผนึก สมอ. ยกระดับมาตรฐานสินค้าไทย หนุนความปลอดภัยผู้บริโภค

บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO ร่วมลงนามความร่วมมือกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าและความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยนางนงรัตน์ ฉัตรรัตนพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานสรรหาและพัฒนาสินค้า Private Brand เปิดเผยว่า โฮมโปรและเมกาโฮมให้ความสำคัญกับการคัดสรรและตรวจสอบสินค้าตั้งแต่ขั้นตอนการคัดเลือกผู้ผลิตจนถึงมือผู้บริโภค ปัจจุบันมีสินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน มอก. ครอบคลุมกว่า 17 ประเภท เช่น กระเบื้องเซรามิก สุขภัณฑ์ ก๊อกน้ำ หลอดไฟ LED และเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ซึ่งเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของวงการค้าปลีกไทยที่โปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมสนับสนุนผู้ผลิตและคู่ค้าให้พัฒนาสินค้าตามมาตรฐาน และส่งเสริมให้ผู้บริโภคเลือกใช้สินค้าที่มีเครื่องหมาย มอก. เพื่อความมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัย
Energy Transition & Power Demand

รัฐอัดงบ 2 แสนล้านดันพลังงานสะอาด 9 หุ้นไทยรับประโยชน์เต็มๆ

นโยบายเม็ดเงิน 200,000 ล้านบาทภายใต้พระราชกำหนดกู้เงินเพื่อขับเคลื่อนพลังงานสะอาดและระบบขนส่งไฟฟ้า ส่งผลบวกต่อหุ้นไทย 9 หลักทรัพย์ในกลุ่มโซลาร์รูฟท็อปและระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า โดยกลุ่มโซลาร์รูฟท็อปที่ได้ประโยชน์เต็มๆ ได้แก่ GUNKUL จากธุรกิจครบวงจรทั้งจำหน่ายอุปกรณ์และรับเหมาติดตั้ง SOLAR ในฐานะผู้ผลิตแผงและให้บริการติดตั้ง กลุ่มค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและไอทีอย่าง HMPRO DOHOME GLOBAL และ COM7 ที่เป็นช่องทางจำหน่ายชุดอุปกรณ์โซลาร์สำเร็จรูปสำหรับครัวเรือน และ KTC จากมาตรการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและการผ่อนชำระติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่ช่วยกระตุ้นยอดการใช้จ่ายผ่านบัตร ส่วนกลุ่มระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า NEX ได้ประโยชน์สูงสุดในกลุ่มรถโดยสารและรถบรรทุกไฟฟ้า EA จะคลายกังวลเรื่องสภาพคล่องและปลดล็อกสินทรัพย์โรงงานผลิตแบตเตอรี่และประกอบรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ GPSC และ GULF ได้ประโยชน์จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จทั่วประเทศ นักวิเคราะห์แนะนำกลยุทธ์ซื้อสะสมเมื่อย่อตัวหรือเก็งกำไรตามกระแสนโยบาย พร้อมเตือนว่าหุ้นกลุ่ม EV และโซลาร์เซลล์มักตอบสนองต่อข่าวสารนโยบายอย่างรวดเร็ว นักลงทุนควรแบ่งไม้ซื้อและไม่ไล่ราคาในช่วงที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงในระยะสั้น