← Back

WHA Corporation Public Company Limited

บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย ดำเนินธุรกิจพัฒนา ให้เช่า และจำหน่ายที่ดิน อาคาร โรงงาน คลังสินค้า และอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังพัฒนาและบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ในนิคมอุตสาหกรรมและเขตอุตสาหกรรม รวมทั้งให้บริการดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และบริการไอทีอื่น ๆ ตลอดจนสาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวก และบริการที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังดำเนินธุรกิจด้านสาธารณูปโภคด้านน้ำ พลังงาน การเดินทาง และโลจิสติกส์ บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2546 และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ประเทศไทย

Price · split & dividend adjusted
News & notes moving WHA-R.BK
Energy Transition & Power Demand

INVX ชี้กฎดาต้าเซ็นเตอร์ชัด ดันหุ้นพลังงานสะอาด-นิคมฯ แนะนำ Selective Buy

นักกลยุทธ์ตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด หรือ InnovestX ระบุว่า ความพยายามผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาคเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น หลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์นัดแรกมีมติเร่งบูรณาการข้อมูลและข้อกฎหมายแบบเบ็ดเสร็จ หรือ Single Dashboard เพื่อวางกรอบยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมให้ชัดเจนภายใน 1 เดือน โดยกำหนดเกณฑ์ให้ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้ไฟฟ้าเกินกว่า 2 MW เป็นกิจการประเภทอุตสาหกรรม พร้อมกำหนดอัตราค่าใช้ประโยชน์ทรัพยากรให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงทั้งทางตรงและทางอ้อม และกำหนดเงื่อนไขพลังงานที่เข้มงวดเพื่อสนับสนุน Green Data Center ทั้งการแยกประเภทอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะกลุ่ม การบังคับใช้สัดส่วนพลังงานสะอาดไม่ต่ำกว่า 60% เพื่อตอบโจทย์ Net Zero และการคุมเข้มมาตรฐานระบบสำรองไฟ พร้อมจัดตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ชุด ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่และอาคาร และสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดทำมาตรฐานทางเทคนิค และเตรียมใช้มาตรการเด็ดขาดระงับการจัดสรรน้ำและไฟฟ้าสำหรับโครงการที่ยังไม่ก่อสร้างหากไม่ผ่านเกณฑ์ InnovestX ประเมินว่านโยบายที่ชัดเจนขึ้นนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อ 2 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก คือ กลุ่มพลังงานสะอาด ซึ่งข้อบังคับการใช้พลังงานสะอาดขั้นต่ำ 60% จะเปลี่ยนภาพจากทางเลือกเป็นความจำเป็น กระตุ้นความต้องการจริงอย่างก้าวกระโดด และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งการจัดดาต้าเซ็นเตอร์เป็นกิจการอุตสาหกรรมจะทำให้เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI ไหลเข้าสู่นิคมฯ ชั้นนำที่มีความพร้อมด้านโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะหรือ Smart Grid และการจัดการสิ่งแวดล้อม ทิ้งห่างนิคมฯ ที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิล ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ Selective Buy โดยเน้นสะสมหุ้นกลุ่มผู้นำใน 2 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่เน้นบริษัทมีโครงข่ายไฟฟ้าระดับ Smart Grid ที่เสถียรพอสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Tier 3-4 มีการร่วมทุนกับบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ และมีระบบบริหารจัดการน้ำหมุนเวียนของตนเอง คือ AMATA และ WHA ขณะที่กลุ่มพลังงานสะอาดเน้นบริษัทที่มีความคืบหน้าในการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าทางตรงหรือ Direct PPA กับกลุ่ม Hyperscaler ระดับโลก มีคะแนน ESG และ Green Certificate สูง และมีการลงทุนเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานหรือ BESS เพื่อรักษาความเสถียรของไฟฟ้าที่ส่งให้ดาต้าเซ็นเตอร์ ได้แก่ GULF GPSC BGRIM รวมทั้งผู้รับจ้างวางระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงอย่าง GUNKUL
ทันหุ้น·2hอ่านต่อ →
Energy Transition & Power Demand

WHAUP กำไรไตรมาส 2/2569 พุ่ง 275.8% เดินหน้าลงทุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก

บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 531.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 275.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 141.5 ล้านบาท ส่งผลให้งบ 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 834.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 128.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 365.3 ล้านบาท ขณะที่บริษัทแม่คือบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA มีกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 เพียง 659.2 ล้านบาท ลดลง 32.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 980.1 ล้านบาท และงบ 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 2,167.5 ล้านบาท ลดลง 29.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 3,055.5 ล้านบาท ด้านพัฒนาการล่าสุด WHAUP กำลังเดินหน้าสร้าง New Growth Engine โดยเตรียมลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor รวมทั้งเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ Carbon Capture and Storage สอดรับกับแผน PDP 2026 ที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดให้มากกว่า 65% ขณะที่ บล.กรุงศรี ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569-2571 ของ WHAUP ขึ้น 6% 3% และ 8% ตามลำดับ และ บล.กสิกรไทย คาดว่ากำไรของ WHAUP จะเติบโตเฉลี่ยหรือ CAGR ที่ 19% ในช่วงปี 2569-2573 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มอย่างมาก
Cloud & Digital Infrastructure

บล.พาย คงแนะนำซื้อ WHA เป้า 5.6 บาท มองแรงกดดันดาต้าเซ็นเตอร์กระทบจำกัด

บล.พาย ระบุว่าราคาหุ้น WHA ปรับตัวลดลงมากกว่า 13-14% จากระดับสูงสุดในช่วงปลายเดือน ก.ค. เทียบกับดัชนีตลาดที่ลดลงเพียง 3% โดยฝ่ายวิจัยมองว่าเกิดจากสาเหตุหลักเรื่องการเข้ามาควบคุมการเกิดขึ้นของ Data Center ในประเทศ ซึ่งอาจทำให้โอกาสในการขายที่ดินเพิ่มในอนาคตทำได้ยากมากขึ้น ทั้งนี้ยอดขายที่ดินสำหรับธุรกิจ Data Center ของ WHA ช่วงปี 24-1H26 มียอดขายรวมประมาณ 2,000 ไร่ จากยอดขายรวมทั้งหมดประมาณ 6,100 ไร่ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยมองว่าการที่ภาครัฐฯ เข้ามาจัดระเบียบการลงทุนใน Data Center โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 4 ประการ เช่น การใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำ และการควบคุมด้านที่ตั้งนั้น ด้วยทำเลที่ตั้งของ WHA เป็นนิคมอุตสาหกรรมและตั้งอยู่ในพื้นที่ EEC เป็นหลัก จะช่วยลดผลกระทบต่อชุมชนลงได้มากกว่าการจัดตั้งในเมือง ดังนั้นหากภาครัฐฯ มีข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับการตั้ง Data Center ก็มีโอกาสที่ WHA จะได้รับคำสั่งซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นได้ ขณะเดียวกันฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรทั้งปีไว้เท่าเดิมที่ 5,371 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน และคงคำแนะนำซื้อ ด้วยมูลค่าเหมาะสม 5.6 บาท คิดเป็น 15 เท่าของ PER ปี 27
WHA-R.BK

อินโนเวสท์ เอกซ์ เปิด 4 ธีมหุ้นเด่น รับมือ SET หลุด 1,600 จุด

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ประเมินตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มผันผวน และเปิด 4 ธีมหุ้นเด่นรับมือ หลังดัชนี SET หลุดระดับ 1,600 จุด โดยประเมินแนวรับที่ 1,580 และ 1,575 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,605 และ 1,610 จุด พร้อมแนะนำกลยุทธ์ Selective Buy เน้นทยอยซื้อเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลง ธีมแรกคือหุ้น Defensive และหุ้นปันผลสูงที่คาดว่าจะให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสม่ำเสมอมากกว่า 5% ต่อปี ได้แก่ BBL, KTB, HMPRO, AP, SCCC และ PTT ธีมที่สองคือหุ้นรับปัจจัยเศรษฐกิจโลกและ Bond Yield สูง โดยกลุ่มพลังงานเลือก PTTEP, BCP, TOP และ SPRC กลุ่มเดินเรือได้แก่ PSL และ TTA ขณะที่ Bond Yield ระดับสูงเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มธนาคาร ได้แก่ KTB, BBL และ KBANK รวมถึงหุ้นประกันชีวิต BLA และ TLI หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีปรับขึ้นแตะ 5% เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี ธีมที่สามคือหุ้นรับประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ ได้แก่ GULF, GUNKUL, AMATA และ WHA จากความคืบหน้าร่างแผน PDP2026 และนโยบายสนับสนุนโซลาร์รูฟท็อป ขณะที่ STECON, CK และ SCCC อยู่ในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมอง CPALL, CPAXT และ BJC ได้ประโยชน์จากการต่ออายุมาตรการไทยช่วยไทยพลัส และ CPALL, CRC, ERW, CENTEL และ AOT มีปัจจัยหนุนจากมาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส ขณะที่ DELTA, HANA และ KCE อยู่ในธีมส่งเสริมการลงทุน Data Center และปัญญาประดิษฐ์ และธีมสุดท้ายคือหุ้น Laggard ได้แก่ AP, PR9, SAWAD, HMPRO, BDMS, TU, BCH, MTC และ TIDLOR ซึ่งคาดว่ากำไรครึ่งหลังปี 2569 จะเติบโตทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและครึ่งแรกของปี
Cloud & Digital Infrastructure

โบรกเกอร์ชี้ 11 หุ้นฮอต รับอานิสงส์แผนลงทุน BOI

บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่าทิศทางนโยบายส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เริ่มเปลี่ยนจากการให้น้ำหนักกับมูลค่าคำขอเพียงอย่างเดียว ไปสู่การติดตามเงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริงและประโยชน์ที่เกิดกับเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ทั้งการเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาทักษะแรงงาน การวิจัยและพัฒนา และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ขณะเดียวกัน BOI ได้เพิ่มโครงการภายใต้ Thailand FastPass อีก 17 โครงการ มูลค่ารวม 1.21 แสนล้านบาท ขณะที่โครงการ FastPass ในรอบก่อนหน้านี้มีเงินลงทุนเกิดขึ้นจริงแล้วกว่า 2.1 หมื่นล้านบาท โดยมองว่าการลดขั้นตอนและแก้ข้อจำกัดในการดำเนินโครงการจะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านจากแผนลงทุนไปสู่การใช้จ่ายจริง และการเพิ่มการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการในประเทศจะช่วยให้เม็ดเงินลงทุนส่งผ่านไปยังภาคธุรกิจและแรงงานไทยได้มากขึ้น ทั้งนี้ ประเมินว่าผลบวกต่อ SET จะไม่ได้กระจายตัวเท่ากันทุกอุตสาหกรรม แต่จะให้น้ำหนักกับบริษัทที่เปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนเป็นรายได้ภายในประเทศได้ชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ผู้รับเหมางาน Data Center ระบบไฟฟ้าและโครงข่ายสาธารณูปโภค รวมถึงธนาคารที่มีฐานลูกค้าธุรกิจและสินเชื่อโครงการ ซึ่งหุ้นที่ได้ประโยชน์ประกอบด้วย AMATA และ WHA จากความต้องการที่ดินอุตสาหกรรม โดย WHA มียอดขายที่ดินใน 1H69 อยู่ที่ 1,199 ไร่ และมียอดขายรอโอน 1,464 ไร่ ส่วน AMATA มียอดขายที่ดิน 1H69 ที่ 377 ไร่ และมียอดขายรอโอนราว 1.84 หมื่นล้านบาท ขณะที่ INSET ได้ประโยชน์จากการลงทุน Data Center โดยใน 2Q69 รายได้จากงาน Data Center เพิ่มขึ้นเป็น 670 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 451% YoY จาก 6 โครงการรวม 335 MW ส่งผลให้กำไรสุทธิอยู่ที่ 64 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 652% YoY และมีงานในมือสิ้น 2Q69 ราว 4.5 พันล้านบาท เพิ่มเป็นราว 5.7–5.8 พันล้านบาท หลังได้รับงานใหม่ใน 3Q69 ส่วน BGRIM GULF และ RATCH มีโอกาสจากความต้องการไฟฟ้าและการขยายตัวของ Data Center โดย BGRIM พัฒนา Hyperscale Data Center ในชลบุรี เป้าหมายกำลังให้บริการสูงสุด 96 MW ขณะที่ GULF ตั้งเป้าขยาย Data Center Capacity เป็น 300–500 MW ใน 3–5 ปี และ RATCH อยู่ระหว่างหารือกับผู้ประกอบการ 5–6 ราย โดยมีศักยภาพรองรับกำลังได้ราว 300–1,400 MW ด้าน WHAUP และ EASTW ได้แรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น โดย EASTW เริ่มส่งน้ำให้ลูกค้า Data Center ในชลบุรีแล้วตั้งแต่เดือน พ.ค. 69 และมีแผนเพิ่มลูกค้าอีก 2 รายภายในปีนี้ ส่วน GUNKUL คาดงานในมือ ณ สิ้นปี 69 อยู่ที่ราว 5–6 พันล้านบาท รองรับรายได้ในปี 70 และ BBL กับ KBANK มีโอกาสจากบริการทางการเงินตลอดห่วงโซ่ลงทุน ตั้งแต่สินเชื่อโครงการและสินเชื่อธุรกิจ ไปจนถึงเงินทุนหมุนเวียน บริการบริหารเงินสด และธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ
WHA-R.BK

โบรกฟิลลิปชู AMATA หุ้นเด่นนิคมรับอานิสงส์ BOI ดันดิจิทัล

บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า BOI เดินหน้าปรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงเม็ดเงินเข้าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและดิจิทัล หลังมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยธุรกิจดิจิทัลครองสัดส่วนสูงสุดถึง 76% ของมูลค่าคำขอทั้งหมดในครึ่งปีแรก และ 53% ในไตรมาส 2 ปี 2569 ซึ่งมีมูลค่าคำขอในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย 4.56 แสนล้านบาท ทั้งนี้ BOI ยังอนุมัติโครงการขนาดใหญ่อีก 3 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 9,640 ล้านบาท ครอบคลุมผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงและพลังงานสะอาด ขณะที่โครงการ Thailand Fast Pass มี 42 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 3.44 แสนล้านบาท ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์เตรียมปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตออกเป็น 3 ระดับ เพื่อจูงใจให้ค่ายรถยนต์ตั้งฐานการผลิตในไทยแทนการนำเข้า ทางฝ่ายวิเคราะห์ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มนิคมมากกว่าตลาด โดยเลือก AMATA เป็น Top pick เพราะซื้อขายที่ P/E เพียง 7.3 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 11.7 เท่า คาดกำไรปี 2569 เติบโตโดดเด่นที่ 5,551 ล้านบาท หรือ 76% จากปีก่อน ส่วน WHA แนะนำซื้อ เป้าหมาย 5.40 บาทต่อหุ้น สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรกกำไรภาพรวมของกลุ่มนิคมสูงขึ้น 143% จากปีก่อน จากการโอน Backlog ที่สะสมมา โดย AMATA และ ROJNA ทำกำไรโดดเด่น
WHA-R.BK2

โกลเบล็กเคาะเป้า WHA ปี 70 ที่ 5.40 บาท คงแนะนำซื้อ

บล.โกลเบล็ก ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA โดยคาดรายได้ปี 69 อยู่ที่ราว 1.77 หมื่นลบ. เติบโต 16%YoY จากปัจจัยหนุนหลักสองประการ คือ ยอดโอนที่ดินเพิ่มขึ้นสู่ 2.5 พันไร่จาก 2.1 พันไร่ในปี 68 จากการจับลูกค้ากลุ่ม Data Center และการขายสินทรัพย์เข้ากองทุน WHART และ WHAIR ใน 2H69 ฝ่ายวิจัยใช้สมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นราว 49.4% เพิ่มขึ้นจากปี 68 ที่ 48.7% ส่งผลให้คาดกำไรปี 69 อยู่ที่ราว 5.56 พันลบ. เติบโต 8%YoY ฝ่ายวิจัยประเมินราคาเหมาะสม WHA ด้วยวิธี Sum of the parts หรือ SOTP ได้ราคาเหมาะสมของธุรกิจ WHA ที่ 4.55 บาทต่อหุ้น และมูลค่าเหมาะสมของ WHAUP ราว 0.85 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้ราคาเหมาะสมปี 70 รวม 5.40 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นจากราคาเหมาะสมปี 69 ที่ 4.10 บาท เนื่องจากตัวคูณค่าเฉลี่ย P/E Ratio ย้อนหลัง 1 ปีปรับตัวขึ้นจาก 11 เท่ามาเป็น 14 เท่า โดยราคาปัจจุบันยังมีอัพไซต์ราว 15% ฝ่ายวิจัยจึงคงคำแนะนำซื้อ ด้านผู้บริหารตั้งเป้ายอดขายที่ดินปี 69 ราว 2.5 พันไร่ แม้ว่า 6M69 มียอดขายที่ดินราว 504 ไร่ หรือคิดเป็น 20% ของเป้าหมายปี 69 โดย ณ มิ.ย. 69 มี Backlog อยู่ 1.47 พันไร่ อีกทั้งใน 2H69 วางแผนขายคลังสินค้า 2 แห่งมูลค่ารวม 3.7 พันลบ. เข้ากองทรัสต์ดับบลิวเอชเอ เรียล เอสเตท แมเนจเม้นท์ หรือ WHART มูลค่า 2.5 พันลบ. และกองทรัสต์ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล หรือ WHAIR มูลค่า 1.2 พันลบ. ตามลำดับ สำหรับผลประกอบการ Q2/69 รายงานกำไรสุทธิ 659 ล้านบาท ลดลง 33%YoY และ 56%QoQ จากยอดโอนที่ดินที่ลดลงเหลือ 208 ไร่จาก 296 ไร่ใน Q1/69 ขณะที่ธุรกิจโลจิสติกส์มีสัญญาเช่าเพิ่มขึ้นทั้งรูปแบบ Built-to-Suit และคลังสินค้าสำเร็จรูป หนุนพื้นที่บริหารรวมแตะ 3.24 ล้าน ตร.ม. ธุรกิจสาธารณูปโภคมียอดขายและบริหารน้ำรวม 87 ล้าน ลบ.ม. เติบโต 10%YoY และธุรกิจไฟฟ้าฟื้นตัวจากส่วนแบ่งกำไรของโรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน โดยรายงานกำไร 1H69 ที่ 2.17 พันลบ. หดตัว 29%YoY และคิดเป็น 39% ของประมาณการ
ทันหุ้น·3dอ่านต่อ →
Semiconductors

หุ้นไทยรับอานิสงส์ AI ทุนต่างชาติครึ่งปีแรก 2569 พุ่ง 80%

กระแสการลงทุน AI ทั่วโลกกำลังผลักดันให้ทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ไทยในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน ทั้ง Data Center ระบบไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน PCB และ Storage โดยข้อมูลจากกสิกรไทยระบุว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ไทยมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากปีก่อน ขณะที่ทุนจากต่างชาติเพิ่มขึ้นถึง 80% มาอยู่ที่ 1.36 ล้านล้านบาท โดยมีอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์เป็นกลุ่มสำคัญ หุ้นที่ถูกมองว่าได้ประโยชน์โดยตรง ได้แก่ DELTA ซึ่งทำระบบจ่ายไฟและระบบระบายความร้อนสำหรับ Data Center และกำลังเพิ่มกำลังการผลิตระบบ Liquid Cooling ในเชิงพาณิชย์ ขณะที่ HANA ถูกมองเป็น AI-proxy ตัวใหม่ของตลาดหุ้นไทย โดยผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI จะเริ่มเข้าสู่สายการผลิตในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ส่วน KCE คาดได้ประโยชน์จากวัฏจักรขาขึ้นของเซมิคอนดักเตอร์และภาวะอุปทาน PCB ที่ตึงตัว ซึ่งมีโอกาสหนุนราคาขายและกำไรในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ขณะที่ SMT ได้อานิสงส์จากการเปลี่ยนผ่านสู่ Optical Connectivity และ CCET ได้ประโยชน์จากความต้องการ Storage ทั้ง HDD และ SSD ที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณข้อมูลมหาศาลจากการประมวลผลของ AI ด้าน INSET มีโปรเจ็กหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมาก ขณะที่ WHA และ AMATA ได้ประโยชน์เพราะธุรกิจ Data Center ใช้ไฟฟ้าและน้ำสูงกว่าโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไปถึงประมาณ 12–16 เท่า ทำให้รายได้ของนิคมฯ ไม่ได้จบแค่วันที่ขายที่ดินแต่ยังมีรายได้จากสาธารณูปโภคในระยะยาว และหากกระแสทุนต่างชาติและการลงทุน Data Center ยังเร่งตัวขึ้นในปี 2570 ตลาดหุ้นไทยอาจเห็นภาพของ AI Ecosystem ชัดขึ้นเรื่อยๆ
Artificial Intelligence4

KKP ชี้ AI เข้าสู่วัฏจักรใหม่ เปิดทางไทยรับ FDI ระลอกใหม่ ชู 10 หุ้นเด่น

บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ประเมินว่าการลงทุนด้าน AI ของโลกกำลังก้าวข้ามจากชิปไปสู่โครงสร้างพื้นฐานโดยรอบ ซึ่งจะสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะโอกาสดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI ระลอกใหม่เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ บทวิเคราะห์ระบุว่าเมื่อระบบ AI มีขนาดใหญ่ขึ้น กำลังไฟฟ้าต่อแร็กในศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้นจากหลายสิบกิโลวัตต์สู่ประมาณ 600kW และอาจแตะ 1MW ในอนาคต ทำให้ข้อจำกัดหลักย้ายไปสู่ระบบจ่ายไฟ ระบบระบายความร้อน และการรับส่งข้อมูล โดย KKP มองเห็นเทคโนโลยีสำคัญ 2 ประการที่จะขับเคลื่อนระยะถัดไป คือเทคโนโลยี 800VDC และการเปลี่ยนสู่ระบบเชื่อมต่อด้วยแสงหรือ Optical Connectivity KKP คาดว่า FDI ระลอกใหม่จะไหลเข้าสู่กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรพิมพ์หรือ PCB และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดยประเมินว่าผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ของไทยอย่าง WHA และ AMATA จะมียอดขายที่ดินเพิ่มขึ้นประมาณ 2,500 ไร่ต่อปี และ 2,000 ไร่ต่อปี ตามลำดับ สำหรับหุ้นเด่นที่ได้ประโยชน์ KKP ระบุว่า บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA พร้อมรองรับความต้องการระบบจ่ายไฟสำหรับศูนย์ข้อมูลและระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว ขณะที่ บมจ. ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส หรือ HANA ได้อานิสงส์จากความต้องการ Analog IC และ Power Semiconductor ส่วน บมจ. เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ หรือ KCE พร้อมรองรับความต้องการ PCB ระดับ High-end และ บมจ. สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) หรือ SMT ได้ประโยชน์โดยตรงจากการเปลี่ยนสู่เทคโนโลยีการเชื่อมต่อด้วยแสง ขณะที่ บมจ. แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ CCET มีศักยภาพรองรับความต้องการอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลทั้ง HDD และ SSD นอกจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์แล้ว KKP ระบุว่าการขยายตัวของ AI ยังส่งผลดีต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยภาวะขาดแคลนหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ทั่วโลกส่งผลบวกต่อ บมจ. ถิรไทย หรือ TRT และความต้องการน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าและของเหลวสำหรับระบบ Liquid Cooling เปิดโอกาสให้ บมจ. พี.เอส.พีสเปเชียลตี้ส์ หรือ PSP รวมถึงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของ บมจ. มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) หรือ MGC ในการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ นาย ศุภพงศ์ เอี่ยมคงเอก นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าการลงทุนใน AI ทั่วโลกจะไม่หยุดอยู่แค่ซอฟต์แวร์หรือชิป แต่กำลังลามมาสู่สิ่งที่ประเทศไทยมีต้นทุนที่ดีอย่างโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมปลายน้ำ ซึ่งเป็นหน้าต่างของโอกาสที่ยังเปิดกว้างสำหรับเศรษฐกิจไทย
Semiconductors

เกียรตินาคินภัทรชี้การลงทุน AI โลกหนุน FDI ระลอกใหม่เข้าไทย

บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร วิเคราะห์ว่าการลงทุน AI ทั่วโลกที่เร่งตัวขึ้นจะทำให้เกิดกระแส FDI ระลอกใหม่เข้าสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรพิมพ์ หรือ PCB และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดยประเมินว่าผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ของไทยอย่าง WHA และ AMATA จะมียอดขายที่ดินเพิ่มขึ้นประมาณ 2,500 ไร่ต่อปี และ 2,000 ไร่ต่อปี ตามลำดับ แม้เทคโนโลยีต้นน้ำอย่างการออกแบบและผลิตชิปจะกระจุกตัวอยู่ในต่างประเทศ แต่ประเทศไทยกำลังมีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์สำหรับ AI โดยเฉพาะในส่วน Downstream Manufacturing หรือการประกอบและแปรรูปเทคโนโลยีขั้นสูง นาย ศุภพงศ์ เอี่ยมคงเอก นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การลงทุนใน AI ทั่วโลกจะไม่หยุดอยู่แค่เรื่องของซอฟต์แวร์หรือชิป แต่กำลังลามมาสู่สิ่งที่ประเทศไทยมีต้นทุนที่ดีอย่างโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมปลายน้ำ และหากไทยสามารถดึงดูดเม็ดเงิน FDI ระลอกใหม่นี้เข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตขั้นสูงได้เต็มที่ จะไม่ใช่แค่การเพิ่มกำไรให้บริษัทจดทะเบียน แต่หมายถึงการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก
WHA-R.BKimpact 4

PPI สหรัฐพุ่ง 5.4% น้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ ฉุดหุ้นโลกดิ่ง

ดัชนีราคาผู้ผลิตหรือ PPI ของสหรัฐ เดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น 5.4% เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่คาดไว้ที่ 5.3% และเร่งตัวขึ้นจาก 4.8% ในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ Core PPI เพิ่มขึ้น 4.6% สอดคล้องกับคาดการณ์ หลังเพิ่มขึ้น 4.3% ในเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้ดัชนี Dow Jones ปิดที่ 52,064.10 จุด ลดลง 316.56 จุด หรือ 0.60% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,591.70 จุด ลดลง 44.66 จุด หรือ 0.58% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,081.73 จุด ลดลง 171.62 จุด หรือ 0.65% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI และน้ำมันดิบเบรนท์ต่างพุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากอิหร่านยังคงโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และกลุ่มกบฏฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านได้เข้าควบคุมท่าเรือโมคาในเยเมน ด้านตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 635.97 จุด ลดลง 4.44 จุด หรือ 0.69% หลังธนาคารกลางยุโรปหรือ ECB ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 2.5% ซึ่งนับเป็นการปรับขึ้นครั้งที่ 2 ในปีนี้ ส่วนตลาดหุ้นเอเชียเปิดปรับตัวลดลงเป็นวงกว้าง โดยดัชนี Nikkei ญี่ปุ่นเปิดลดลงมากที่สุดในภูมิภาคที่ 1.52% ตามด้วยดัชนี KOSPI เกาหลีใต้ที่ร่วงลง 2.7% ดัชนี Hang Seng ฮ่องกงลดลง 0.95% ดัชนี S&P/ASX 200 ออสเตรเลียปรับตัวลง 1% และดัชนี Shanghai Composite จีนลดลง 0.60% สำหรับตลาดหุ้นไทยคาดว่าดัชนีจะแกว่งตัว Sideways Down ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยหุ้นที่น่าติดตามในวันนี้คือ WHA หลังเตรียมพัฒนาโครงการ Data Center Park ขนาด 1,000-2,000 ไร่ เพื่อรองรับศูนย์ข้อมูลโดยเฉพาะ คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปีนี้ พร้อมยอดขายที่ดินที่ยังมั่นใจว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 2,500 ไร่ หลังในช่วงครึ่งปีแรกทำได้แล้วกว่า 1,000 ไร่
Cloud & Digital Infrastructure

เอเซีย พลัส แนะซื้อ WHA รับแผน Data Center Park 1,000-2,000 ไร่

บล.เอเซีย พลัส ออกบทวิเคราะห์แนะนำซื้อหุ้นบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA โดยมองว่าแผนจัดตั้ง Data Center Park ขนาดใหญ่ 1,000-2,000 ไร่ จะช่วยยกระดับบทบาทของบริษัทจากผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมไปสู่ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลครบวงจร ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าและสร้างรายได้ระยะยาว ทั้งจากการขายที่ดิน การพัฒนาอาคาร Data Center การให้บริการสาธารณูปโภค รวมถึงธุรกิจไฟฟ้าและน้ำในเครือ โดยพื้นที่หลักอยู่ในเขต EEC (ชลบุรี-ระยอง) และขยายไปสระบุรี เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ครอบคลุมทั้ง Data Center, Supply Chain, ศูนย์ฝึกอบรม ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและน้ำ รองรับการลงทุนของผู้ให้บริการ Data Center ขนาด Hyperscaler ฝ่ายวิจัยระบุว่าหากดึงดูดลูกค้า Hyperscaler ได้สำเร็จ จะเป็นปัจจัยเร่งยอดขายที่ดินและสร้าง Backlog ใหม่เพิ่มมากขึ้น และเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินที่สามารถต่อยอดเข้าสู่กอง REIT ของกลุ่มบริษัทได้ในอนาคต แม้ความไม่ชัดเจนของนโยบายใหม่อาจทำให้การลงทุน Data Center ชะลอในระยะสั้น แต่หากกฎเกณฑ์มีความชัดเจนภายใน 1 เดือน จะช่วยลดความไม่แน่นอนและเป็นบวกต่อ WHA ฝ่ายวิจัยจึงคงแนะนำซื้อ พร้อมมูลค่าพื้นฐานใหม่ปี 2570 ที่ 5.85 บาท
ทันหุ้น·6dอ่านต่อ →
Cloud & Digital Infrastructure4

WHA วางแผนพัฒนา Data Center Park 1,000-2,000 ไร่ ตั้งเป้าขายที่ดิน 2,500 ไร่

ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น หรือ WHA เตรียมพัฒนาโครงการ Data Center Park ขนาด 1,000 ถึง 2,000 ไร่ขึ้นไป เพื่อรองรับศูนย์ข้อมูลและห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมดิจิทัลอย่างครบวงจร โดยนางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม ระบุว่ายังไม่สรุปว่าจะตั้งโครงการในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือนอกพื้นที่ EEC เนื่องจากต้องรอความชัดเจนจากบอร์ด Data Center ภายในราว 1 เดือน คาดว่าจะชัดเจนภายในปี 2569 นี้ บริษัทยังคงเป้าหมายการขายที่ดินรวมในประเทศไทยและเวียดนามไว้ที่ 2,500 ไร่ โดยครึ่งปีแรกทำยอดขายได้เกินกว่า 1,000 ไร่ ซึ่งรวมถึงยอดขายที่ดินกลุ่ม Data Center 900 ไร่ที่ปิดได้แล้วในไตรมาสที่ 1/2569 และยืนยันว่าการชะลอโครงการ Data Center ชั่วคราวเพื่อรอความชัดเจนด้านนโยบายจากภาครัฐไม่กระทบเป้าหมายยอดขายรวม เพราะยังมีลูกค้ากลุ่มอื่นเข้ามาทดแทน ด้านกองทรัสต์ WHART ในฐานะที่ WHA เป็นผู้สนับสนุนและผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ ได้เข้าลงทุนในโครงการ ดับบลิวจีซีแอล อินเตอร์เนชั่นแนล ดิสทริบิวชั่น เซ็นเตอร์ ซึ่งดำเนินการโดย บริษัท ดับบลิวเอชเอ จีซี โลจิสติกส์ จำกัด บริษัทร่วมทุนระหว่าง WHA Group และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) มูลค่ารวมไม่เกิน 2,507.60 ล้านบาท พื้นที่รวม 99,390 ตร.ม. พร้อมสัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี ดันมูลค่าทรัพย์สินรวมทะลุ 56,000 ล้านบาท โดยเปิดจองซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนให้ผู้ถือหน่วยเดิมระหว่างวันที่ 21 ถึง 25 กันยายน และประชาชนทั่วไประหว่างวันที่ 28 กันยายน ถึง 1 ตุลาคม 2569
ทันหุ้น·8dอ่านต่อ →
WHA-R.BK2

WHART ทุ่ม 2,507 ลบ.ซื้อ WGCL IDC ดันทรัพย์สินทะลุ 5.6 หมื่นลบ.เพิ่มทุน 1,416 ลบ.

กองทรัสต์ WHART ลงทุนในโครงการดับบลิวจีซีแอล อินเตอร์เนชั่นแนล ดิสทริบิวชั่น เซ็นเตอร์ หรือ WGCL IDC ศูนย์กระจายสินค้าแบบ Built-to-Suit ในพื้นที่ EEC มาบตาพุด จังหวัดระยอง พื้นที่รวมประมาณ 99,390 ตารางเมตร ด้วยมูลค่าไม่เกิน 2,507.60 ล้านบาท โดยมีสัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี หลังเข้าลงทุนแล้วเสร็จ WHART จะมีพื้นที่เช่าภายใต้การบริหารมากกว่า 2 ล้านตารางเมตร และมีมูลค่าทรัพย์สินรวมเพิ่มเป็นกว่า 56,000 ล้านบาท สำหรับการเพิ่มทุนครั้งนี้ WHART จะออกและเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนมูลค่าสูงสุดไม่เกิน 1,416 ล้านบาท ที่ราคาเสนอขายสูงสุด 11.10 บาทต่อหน่วย คาดจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนประมาณ 0.783 บาทต่อหน่วย สำหรับรอบ 12 เดือน ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2570 หรือคิดเป็นอัตราจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนประมาณ 7.05% ต่อปี ผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมที่มีสิทธิจองซื้อสามารถจองซื้อได้ระหว่างวันที่ 21-25 กันยายน 2569 ขณะที่ประชาชนทั่วไปเปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 28 กันยายน ถึง 1 ตุลาคม 2569 ทั้งนี้ WHART ยังเปิดทางนำสินทรัพย์ Data Center เข้ากองทรัสต์ในอนาคต หาก WHA พัฒนา Data Center Park ในรูปแบบ Built-to-Suit และมีผู้เช่าแล้ว
อีไฟแนนซ์ไทย·8dอ่านต่อ →
WHA-R.BK

ทีทีบี เวลธ์ เตือนเฟดขึ้นดอกเบี้ยรอบใหม่กดดัน SET ลง 5-10%

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทีทีบี เวลธ์ จำกัด (มหาชน) เตือนว่าการประชุม FOMC เดือน ก.ย. นี้เป็นอีเวนต์สำคัญที่ตลาดจับตา หากเฟดตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย จะถือเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบนี้ หลังจากคงดอกเบี้ยติดต่อกัน 6 ครั้งนับตั้งแต่การลดดอกเบี้ยครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2568 สถิติในอดีตตั้งแต่ปี 2537-2565 ที่มีการขึ้นดอกเบี้ยทั้งหมด 6 รอบ พบว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ และ SET มักทรงตัวถึงปรับตัวลงเล็กน้อยในช่วง 15 วันหลังการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก ก่อนเผชิญแรงกดดันมากขึ้นในช่วง 30-60 วัน โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงเฉลี่ย 3-4% ขณะที่ SET มีโอกาสปรับตัวลงเฉลี่ยถึง 5-10% รอบปัจจุบันแตกต่างจากรอบ tightening ในอดีต เพราะเศรษฐกิจและตลาดแรงงานไม่ได้ร้อนแรงเท่าปี 2565 ดังนั้นหากเฟดกลับมาขึ้นดอกเบี้ย ตลาดอาจเผชิญแรงกดดันจากทั้งเศรษฐกิจชะลอตัวและเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% และหากเฟดขึ้นดอกเบี้ยขณะที่ กนง. คงดอกเบี้ย จะทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยสหรัฐฯ-ไทยกว้างขึ้น เพิ่มแรงกดดันต่อฟันด์โฟลว์และเงินบาท โดยกลุ่มที่มีแนวโน้ม outperform ในภาวะ bond yield ขาขึ้น ได้แก่ กลุ่มธนาคาร และกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า เช่น ท่องเที่ยว ส่งออก และบริษัทที่มีสัดส่วนรายได้สกุลเงินต่างประเทศสูง ทีทีบี เวลธ์ แนะนำให้ลงทุนแบบ selective ในกลุ่มที่กำไรเติบโตและทนทานในภาวะนโยบายการเงินตึงตัว อย่าง ADVANC AMATA WHA KTB BBL และกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า อย่าง DELTA AOT CENTEL CPN PR9
Cloud & Digital Infrastructure

WHA มั่นใจเกณฑ์คุมดาต้าเซ็นเตอร์หนุนนิคมฯ

WHA มั่นใจการที่คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์สั่งเบรกโครงการที่ยังไม่ก่อสร้างเพื่อออกเกณฑ์ควบคุมภายใน 1 เดือน จะส่งผลดีต่อนิคมอุตสาหกรรมที่มีความพร้อมมากกว่า ขณะที่ AMATA เห็นพ้องว่าไม่กระทบ แต่กูรูชี้ในเชิงจิตวิทยาทำบรรยากาศการลงทุนเสียหาย โดยมาตรการดังกล่าวครอบคลุมดาต้าเซ็นเตอร์ทุกประเภท กำหนดให้ที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 2 เมกะวัตต์เป็นกิจการอุตสาหกรรม และตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ด้านพิจารณามาตรฐานทางเทคนิค ทั้งนี้ ปัจจุบันมีดาต้าเซ็นเตอร์เปิดให้บริการ 35 โครงการ อยู่ระหว่างก่อสร้าง 49 โครงการ และรอพิจารณาอีก 117 โครงการ
thunhoon.com·12dอ่านต่อ →
WHA-R.BK

WHA มองรัฐคุมดาต้าเซ็นเตอร์เป็นผลดี ไม่กระทบยอดขายที่ดิน

WHA มองว่ารัฐบาลชะลออนุมัติดาต้าเซ็นเตอร์รายใหม่เพื่อวางหลักเกณฑ์กลางเป็นผลดีต่อประเทศ ช่วยคัดผู้ลงทุนที่สร้างประโยชน์สูงสุด และไม่กระทบยอดขายที่ดิน เนื่องจากฐานลูกค้าหลากหลาย โดยยังคงเป้ายอดขายที่ดินปี 2569 ที่ 2,500 ไร่ หลังครึ่งปีแรกทำได้ 1,199 ไร่ ส่วนกรณีโตโยต้าลงทุนในเวียดนาม 9,300 ล้านบาท WHA ชี้ว่าไม่ใช่การย้ายฐาน เพราะโตโยต้าลงทุนในไทยเพิ่ม 55,000 ล้านบาท และยังมีฐานการผลิตหลักในไทย 3 โรงงาน กำลังผลิตรวม 770,000 คันต่อปี
Energy Transition & Power Demand

บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์เคาะเกณฑ์ลงทุน 4 ก.ย. โบรกชี้กลุ่มนิคมได้ประโยชน์

บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์เตรียมประชุมครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 4 กันยายนนี้ เพื่อกำหนดกฎเกณฑ์การลงทุน โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะประธานบอร์ด ระบุว่าเกณฑ์ใหม่จะพิจารณาถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และชุมชนโดยรอบ พร้อมทั้งจะตรวจสอบกรณี Data Center ที่อาจก่อสร้างผิดประเภทในใจกลางเมืองเป็นรายกรณีร่วมกับกรุงเทพมหานคร หากพบการกระทำผิดอาจถึงขั้นรื้อถอนหรือระงับการใช้งาน ด้านนักวิเคราะห์บล.กสิกรไทยมองบวกต่อหุ้นกลุ่มนิคมในระยะยาว เนื่องจากพื้นที่นิคมมีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคทั้งไฟฟ้าและน้ำ ซึ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจ Data Center และการจัดระเบียบของภาครัฐจะช่วยคัดกรองนักลงทุนให้กลุ่มที่มีความพร้อมเดินหน้าได้เร็วขึ้น โดยแนะนำซื้อหุ้น AMATA ราคาเป้าหมาย 35.00 บาท และ WHA ราคาเป้าหมาย 6.25 บาท
thunhoon.com·16dอ่านต่อ →
Energy Transition & Power Demand

ลุ้น SET บ่ายนี้รีบาวด์ จับตา 3 ประเด็นหนุนหุ้นเด่น

บล.เอเชีย พลัส ระบุว่า SET Index ภาพหลักแค่รอเวลา Rebound ต่อเนื่อง หลังยืนฐานไม่ต่ำกว่า 1580 จุด ซึ่งเป็นแนว Buy Zone ระดับที่ 2 ช่วง 1575-1585 จุด แนวต้านถัดไป 1615 จุด หากทะลุจะเปิด Upside แรง ขณะที่ S50U26 แนะนำ Long ที่ 1060 จุด รอดีดทำกำไร 1080-1100 จุด หรือรอเฉลี่ย Long ที่ 1045-1050 จุด Cut < 1040 จุด ประเด็นแรก G20 เปิดทางกู้เศรษฐกิจโลก แม้สหรัฐฯ ขู่คว่ำบาตรอิหร่านเพิ่ม สะเทือนตลาดน้ำมัน-การเงิน ระยะสั้นให้น้ำหนักบวกต่อพลังงานต้นน้ำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่อาจปรับขึ้น หนุน PTTEP PTT BCP และระวังหุ้นที่อ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงานและเศรษฐกิจโลกชะลอ เช่น IVL PTTGC SCC AAV BA PSL TTA RCL ประเด็นที่สอง ครม.ไฟเขียวกองทุนพลังงานวงเงิน 4 แสนล้านบาท อัดฉีดเศรษฐกิจ ดันเมกะโปรเจกต์พลังงานไทย โดยอนุมัติ พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท บรรเทาวิกฤตพลังงานและลงทุนโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แบ่งเป็นช่วยเหลือประชาชน 2 แสนล้านบาท และลงทุนด้านพลังงาน 2 แสนล้านบาท เด่น GULF GPSC BGRIM CK และ WHA ประเด็นที่สาม ครม.สัญจรสงขลาเตรียมอนุมัติรถไฟทางคู่เฟส 2 จำนวน 6 เส้นทาง วงเงิน 3.16 แสนล้านบาท พร้อมงบประกันภัยพิบัติ 1 หมื่นล้านบาท เด่น CK STECON
WHA-R.BK

บัวหลวงคัด 8 หุ้นปันผลแกร่ง รับมือตลาดผันผวน

บล.บัวหลวง ระบุว่า ท่ามกลางตลาดที่ยังผันผวน ฝ่ายวิจัยมองว่า Dividend Yield จะกลับมามีบทบาทเป็น Downside Buffer แต่การดู Yield จากประมาณการกรณีฐานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงได้ทำ Dividend Stress Test สำหรับปี 2570 โดยกำหนด Worst-case scenario ตามความเสี่ยงของแต่ละอุตสาหกรรม เช่น ธนาคารสมมติ Credit cost เพิ่ม 5–10bps และ Payout ratio กลับสู่ระดับปกติ, ค้าปลีก SSSG -2% YoY, ศูนย์การค้ายอดขายผู้เช่า -2% YoY, โรงพยาบาลรายได้ไม่เติบโต, ICT เผชิญการแข่งขันด้านราคาและ Cost saving ชะลอลง, พลังงานใช้ Brent ที่ US$60/bbl เทียบ Base case US$70/bbl และ WHA/WHAUP สมมติการโอนที่ดิน Data Center 900 ไร่เลื่อนออกจากปี 2570 ผล Stress Test พบว่า แม้ DPS ลดลงเฉลี่ย 7% จาก Base case ยังมีหุ้น 8 บริษัทที่ Dividend Yield ปี 2570 สูงกว่าระดับ +1SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ได้แก่ CPALL, BDMS, CPN, TLI, WHA, COM7, OSP และ TU สะท้อนว่า Yield ยังมี Buffer รองรับได้แม้ผลประกอบการต่ำกว่าคาด ในกลุ่มดังกล่าว CPALL ให้ Yield 4.1% ใน Worst case เทียบ +1SD ที่ 2.6%, BDMS 3.9% เทียบ 2.7%, CPN 3.9% เทียบ 2.9%, TLI 5.4% เทียบ 4.8%, WHA 4.9% เทียบ 4.5% และ COM7 4.0% เทียบ 3.7% ขณะที่ OSP และ TU ยังให้ Yield สูงที่ 5.3% และ 5.6% ตามลำดับ เทียบกับระดับ +1SD ที่ 5.2% ทั้งคู่ ในภาวะที่กำไรและตลาดยังมีความไม่แน่นอน กลยุทธ์จึงควรให้น้ำหนักกับ Quality Yield มากกว่าการเลือกหุ้นจาก Dividend Yield สูงเพียงอย่างเดียว โดยหุ้นทั้ง 8 ตัวข้างต้นยังรักษา Yield เหนือกรอบประวัติศาสตร์ได้แม้ผ่านสมมติฐานเชิงลบแล้ว
thunhoon.com·19dอ่านต่อ →
WHA-R.BK

นักวิเคราะห์ชี้จังหวะสะสมหุ้นไทยเมื่อ SET ปรับฐาน 1,550-1,580 จุด

นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) คาดว่าแรงขาย Fund Flow ต่างชาติในช่วงสิงหาคมถึงพฤศจิกายน 2569 จะกดดันตลาดหุ้นไทย เนื่องจากปัจจัยฤดูกาล "September Blue" และความไม่แน่นอนก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ แต่ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังฟื้นตัวจากมาตรการรัฐ การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยแนะนำให้รอจังหวะสะสมหุ้นเมื่อ SET ปรับฐานมาที่ 1,550-1,580 จุด ด้วยกลยุทธ์ Selective Buy เน้นหุ้นปันผล เช่น SCB, ADVANC, MINT, BDMS และ WHA หลังผลประกอบการครึ่งปีแรกของบริษัทจดทะเบียนมีกำไรสุทธิ 765,969 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน
thunhoon.com·19dอ่านต่อ →
Artificial Intelligence

AMATA พุ่ง 11% นำหุ้นนิคมอุตสาหกรรม รับ Thailand Focus

ราคาหุ้น AMATA พุ่งขึ้น 10.74% แตะ 33.50 บาท นำหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่ WHA บวก 1.65% อยู่ที่ 4.94 บาท หลังงาน Thailand Focus 2026 วันแรกได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงจากสวิตเซอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ และอิสราเอล โดยทีทีบี เวลธ์ มองว่า ภาครัฐส่งสัญญาณฟื้นฟูความเชื่อมั่นและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมปรับมาตรการรองรับการลงทุน Data Center โดยให้ผู้ลงทุนรายใหม่รับผิดชอบต้นทุนก๊าซธรรมชาติส่วนเพิ่ม และเปิดทางเลือกซื้อพลังงานสะอาดผ่าน Direct PPA ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มนิคมฯ และห่วงโซ่อุปทาน AI อย่าง AMATA และ WHA
WHA-R.BK

WHA กำไร Q2 ลด 32.7% แต่ยอดขายที่ดินครึ่งปีแรก 1,199 ไร่

WHA รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2569 เท่ากับ 659.2 ล้านบาท ลดลง 32.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุหลักมาจากยอดโอนที่ดินลดลง และไม่มีรายได้จากการขายสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์ WHART เหมือนปีก่อน แต่ยังได้แรงชดเชยจากธุรกิจให้เช่า สาธารณูปโภค และไฟฟ้า โดย GPM รวมอยู่ที่ 40.5% ลดลงจาก 46.7% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ยอดขายที่ดินครึ่งปีแรกสะสมอยู่ที่ 1,199 ไร่ โดยเฉพาะไตรมาส 2 เซ็นสัญญาเพิ่ม 248 ไร่ และมี LOI/MOU รอเซ็นอีก 217 ไร่ ขณะที่ backlog รอรับรู้รายได้สูงถึง 1,464 ไร่ ซึ่งจะทยอยโอนในช่วงครึ่งปีหลัง โดยบริษัทยังคงเป้าหมายยอดขายที่ดินทั้งปีที่ 2,500 ไร่ แบ่งเป็นไทย 2,300 ไร่ และเวียดนาม 200 ไร่ และวางแผนขายสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์ 2 กองในไตรมาส 4 ได้แก่ WHART มูลค่า 2,508 ล้านบาท และ WHAIR มูลค่า 1,235 ล้านบาท ซึ่งผู้ถือหน่วยอนุมัติแล้ว นักวิเคราะห์แนะนำ "เคาะ" โดยมองบวกจาก FDI และ Data Center ที่หนุนยอดขายที่ดิน และแนวโน้มเทคนิคแกว่งตัวขึ้น แนวต้าน 4.90, 4.98, 5.10 แนวรับ 4.82, 4.74
thunhoon.com·23dอ่านต่อ →
WHA-R.BK5

PTTGC-WHA ขายทรัพย์บริษัทร่วมทุนเข้ากองทรัสต์ WHART 2,508 ล้านบาท

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC และบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น หรือ WHA เตรียมขายทรัพย์สินของบริษัทร่วมทุน ดับบลิวเอชเอ จีซี โลจิสติกส์ หรือ WGCL ซึ่งทั้งสองฝ่ายถือหุ้นในสัดส่วน 50 ต่อ 50 เปอร์เซ็นต์ ให้แก่ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท หรือกองทรัสต์ WHART มูลค่ารวม 2,507.60 ล้านบาท โดยทรัพย์สินดังกล่าวคือโครงการดับบลิวจีซีแอล อินเตอร์เนชั่นแนล ดิสทริบิวชั่น เซ็นเตอร์ คาดว่าการจำหน่ายจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569
WHA-R.BK2

โบรกฯ ชู AMATA เด่นกว่า WHA หลังมาร์จิ้นแจ่ม-เงินสดแกร่ง

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า AMATA มีความโดดเด่นกว่า WHA ทั้งในด้านอัตรากำไร กระแสเงินสด และโมเมนตัมในช่วงครึ่งหลังปี 2569 โดยกำไรหลักไตรมาส 2/69 ของ AMATA อยู่ที่ 1,343 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 767% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 2% จากไตรมาสก่อน สูงกว่าที่ฝ่ายวิจัยและตลาดคาด 13–16% จากยอดโอนที่ดิน 288 ไร่ เพิ่มขึ้น 67% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นไทย 271 ไร่ และเวียดนาม 17 ไร่ โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นจากการขายที่ดินสูงสุดในรอบ 3 ปีที่ 66.2% เนื่องจากสัดส่วนการโอนที่ดินเปลี่ยนไปยังโครงการในชลบุรีซึ่งมีอัตรากำไรสูง พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.60 บาทต่อหุ้น ขณะที่กำไรหลักของ WHA ลดลงเหลือ 659 ล้านบาท ลดลง 39% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 56% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากยอดโอนที่ดินลดลงเหลือ 208 ไร่ ลดลง 31% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และอัตรากำไรขั้นต้นจากการขายที่ดินลดลงมากกว่าครึ่งเหลือ 28.3% หลังจากกำไรพิเศษของปีก่อนหมดไป ปัจจัยบวกของ WHA ได้แก่ รายได้จากธุรกิจสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้น 7.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และรายได้จากธุรกิจไฟฟ้า Gheco-One เพิ่มขึ้น 130% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเดินเครื่องเต็มไตรมาสโดยไม่มีการหยุดเดินเครื่อง ด้านฐานะการเงิน AMATA มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 0.6–0.7 เท่า หรือประมาณครึ่งหนึ่งของ WHA โดยมีลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือในระดับต่ำ เนื่องจากการขายที่ดินสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เกือบจะทันที ขณะที่ WHA มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนทรงตัวที่ 1.2–1.3 เท่า และมีสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 จาก 1.79 หมื่นล้านบาทเป็น 2.25 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่า WHA สะสมที่ดินในอัตราที่เร็วกว่าการขายออก กระแสเงินสดจากการดำเนินงานของ AMATA ลดลงจาก 9.9 พันล้านบาทในปี 2567 เป็น 8.7 พันล้านบาทในปี 2568 และคาดว่าจะลดลงเหลือ 4.7 พันล้านบาทในปี 2569 เนื่องจากสัดส่วนการขายที่ดินในชลบุรีที่เพิ่มขึ้นทำให้กำไรเปลี่ยนเป็นเงินสดได้น้อยลง แต่กระแสเงินสดอิสระ (FCF) ติดลบในปี 2568 ที่ 2.6 พันล้านบาท จากการลงทุนที่สูง และคาดว่าจะกลับมาเป็นบวกตั้งแต่ปี 2569 ที่ 0.6 พันล้านบาท และเพิ่มเป็น 2.5 พันล้านบาทในปี 2571 ทำให้บริษัทมีพื้นที่ในการเพิ่มเงินปันผลต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเพิ่มเป็นประมาณ 1.5–1.6 บาทต่อหุ้นในปี 2570–2571 ขณะเดียวกันยังสามารถใช้กระแสเงินสดภายในเพื่อรองรับการขยายธุรกิจในชลบุรีและเวียดนามได้ ส่วน WHA กระแสเงินสดจากการดำเนินงานลดลงจาก 2.9 พันล้านบาทในปี 2567 เป็น 1.3 พันล้านบาทในปี 2568 ขณะที่กระแสเงินสดอิสระ (FCF) ติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ที่ 2.0 พันล้านบาท และ 2.2 พันล้านบาท เนื่องจากการลงทุนและการจ่ายเงินปันผลพึ่งพาการก่อหนี้มากกว่าเงินสดภายในบริษัท โดยประมาณการของเราคาดว่า FCF ปี 2569E จะยังติดลบเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเป็นบวกในปี 2570–2571 นักวิเคราะห์ยังคงให้น้ำหนักการลงทุน มากกว่าตลาด ต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม โดยคงคำแนะนำ ซื้อ AMATA ราคาเป้าหมาย 40.00 บาท และคงคำแนะนำ ถือ WHA ราคาเป้าหมาย 5.50 บาท
Artificial Intelligence

บล.บัวหลวงชี้ PDP2026 ชัดขึ้น หนุนโรงไฟฟ้าและนิคมฯ

บล.บัวหลวงระบุความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP2026 เพิ่มขึ้น หลังร่างเสร็จแล้วราว 80% และคาดเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานช่วงปลายเดือนสิงหาคม ก่อนประกาศใช้ช่วงปลายเดือนกันยายน 2026 ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอนเชิงนโยบายของกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยแผนยังคงเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนราว 60% และค่าไฟเฉลี่ยราว 4 ถึง 4 บาทเศษต่อหน่วย ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center ถูกบรรจุไว้ใน Scenario ของแผนแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องรื้อแผนใหม่ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานเปิดเผย Scenario ความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center ถึงปี 2050 จำนวน 3 กรณี ได้แก่ Low 6,799 เมกะวัตต์ Mid 8,811 เมกะวัตต์ และ High 19,808 เมกะวัตต์ โดยบล.บัวหลวงมองกรณี Mid เป็น Base case เพราะอิงโครงการที่ได้รับ BOI และ Pipeline ที่มีความเป็นไปได้ ส่วนกรณี High เป็น Upside case จากคำขอเชื่อมต่อระบบของ MEA และ PEA ทั้งหมด ด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในภาคตะวันออกยังแข็งแกร่ง โดยช่วงปี 2023 ถึงครึ่งแรกของปี 2026 มีคำขอส่งเสริมการลงทุน 4,566 โครงการ มูลค่า 2.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของประเทศ นำโดย Digital, Electronics/Electrical Appliances และ Automotive สอดคล้องกับธีม EV, Data Center และ Semiconductor ขณะที่ข้อจำกัดด้าน Infrastructure เริ่มกลายเป็นโอกาสลงทุนใหม่ โดยเฉพาะน้ำ ซึ่งคาดความต้องการใน EEC เพิ่มเป็น 3,615 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2037 หรือเพิ่มขึ้น 22% จากปี 2024 และความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 58% บล.บัวหลวงคงน้ำหนักมากกว่าตลาดกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยมอง GULF และ GUNKUL เป็นผู้ได้ประโยชน์ชัดที่สุดจากความคืบหน้า PDP2026 ขณะที่ WHA และ AMATA ยังได้แรงหนุนจาก FDI ภาคตะวันออก และ WHAUP มี Upside เพิ่มจากความต้องการใช้น้ำภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น
ทันหุ้น·32dอ่านต่อ →
Artificial Intelligence2

ลงทุนเอกชนโตสุดรอบ 11 ปี หนุน 6 หุ้น

บล.กสิกรไทย ระบุว่า การลงทุนภาคเอกชนไตรมาส 2 ปี 2569 โต 13.4% สูงสุดในรอบ 11 ปี หนุนจากเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรม S-Curve เช่น อิเล็กทรอนิกส์ AI และพลังงานสะอาด ขณะที่ส่งออกโต 12.5% สะท้อนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่ฐานผลิต New Economy แม้ GDP ชะลอเหลือ 1.9% จากแรงกดดันด้านพลังงาน เงินเฟ้อ และการบริโภคที่อ่อนลง ฝ่ายวิจัยมองเป็นบวกต่อกลุ่มนิคมฯ อิเล็กทรอนิกส์ Data Center และพลังงานสะอาด เช่น WHA, AMATA, DELTA, HANA, KCE และ GULF จาก FDI และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่เร่งตัว
WHA-R.BK2

บัวหลวงชี้กำไรหุ้น Q2 โต 13% แนะหุ้นฟื้นต่อครึ่งหลัง

บล.บัวหลวง ระบุว่ากำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2569 ของหุ้นใน Coverage เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน และ 12% จากไตรมาสก่อน โดยสูงกว่าตลาดคาด 10% และสูงกว่าประมาณการของบริษัท 11% ขณะที่รายได้สูงกว่าตลาดคาดเพียง 2% สะท้อนแรงหนุนจากราคาพลังงานและส่วนต่างปิโตรเคมีที่สูงขึ้น รายได้และ ARPU ของกลุ่มสื่อสาร ดีมานด์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการบริหารต้นทุนของกลุ่มค้าปลีก ขณะที่แรงกดดันยังมาจากราคาเนื้อสัตว์ที่ลดลง ผู้ป่วยกัมพูชาและผู้ป่วย Self-pay ที่อ่อนแอ รวมถึงต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มขนส่ง กลุ่มที่กำไรหลักเติบโตเด่น ได้แก่ พลังงานและปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ สื่อสาร ค้าปลีก และโรงแรม ส่วนกลุ่มที่กำไรลดลงหลักยังเป็นเกษตรและอาหาร โรงพยาบาล และขนส่ง แม้ภาพรวมงบดีกว่าคาด แต่ความคาดหวังตลาดเริ่มกลับเข้าสู่สมดุลมากขึ้น โดยสัดส่วนหุ้นที่กำไรดีกว่าคาดอยู่ที่ 48% เทียบกับ 59% ในไตรมาสก่อน แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 37% ขณะที่ Beat-to-miss ratio อยู่ที่ 3.4 เท่า ลดลงจาก 6.8 เท่าในไตรมาสก่อน แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 1.1 เท่า โดยหุ้นที่กำไรดีกว่าตลาดคาดเด่น ได้แก่ AOT, SCC, PTTGC และ PTT ส่วน DELTA ต่ำกว่าคาด ขณะที่ฝั่งรายได้ มีเพียงกลุ่มปิโตรเคมีที่ดีกว่าคาดอย่างชัดเจน ส่วน WHA และ BAM ต่ำกว่าคาด บริษัทประเมินเป้าหมาย SET กลางปี 2570 ที่ 1,650 จุดในกรณีฐาน และ 1,710 จุดในกรณีดีที่สุด แต่จาก Beat-to-miss ratio ที่เริ่มลดลง แนะนำเน้น Selective Play ในหุ้นที่กำไรมีแนวโน้มฟื้นต่อในครึ่งหลังปี 2569 ได้แก่ CBG ซึ่งกำไรคาดผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 ปี 2569 ก่อนกลับมาโตจากปีก่อนตั้งแต่ไตรมาส 3, BH จากผู้ป่วยไทยและตะวันออกกลางฟื้น และคาดกำไรไตรมาส 3 โตทั้งจากปีก่อนและไตรมาสก่อน และกลุ่มท่องเที่ยว AOT, ERW, CENTEL หลังนักท่องเที่ยวต่างชาติเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 2.5 ล้านคน ลดลง 2.5% จากปีก่อน แต่จำนวนเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 16% จากเดือนก่อน ขณะที่ RevPAR โรงแรมไทยคาดโตทั้งจากปีก่อนและเดือนก่อน
WHA-R.BK

WHA กำไรไตรมาส 2 ลดลง 32.7% แต่คงเป้ายอดขายที่ดิน 2,500 ไร่

บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 659.2 ล้านบาท ลดลง 32.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากธุรกิจที่ดินและขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนรับรู้รายได้ลดลง เพราะยอดโอนที่ดินน้อยลง และไม่มีรายการขายสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์ WHART เหมือนไตรมาส 2 ปี 2568 ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นรวมอยู่ที่ 40.5% ลดลงจาก 46.7% ตามสัดส่วนรายได้ที่ดินที่ลดลง อย่างไรก็ตาม บริษัทยังได้รับการชดเชยบางส่วนจากธุรกิจให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ สาธารณูปโภค ไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายทางการเงินและบริหารที่ลดลง การโอนที่ดินในไตรมาส 2 ปี 2569 รวม 208 ไร่ ลดลงจาก 301 ไร่ในปีก่อน แต่บริษัทมียอดขายที่ดินสะสมครึ่งแรกปี 2569 รวม 1,199 ไร่ และมี backlog รอรับรู้รายได้สูงถึง 1,464 ไร่ ซึ่งจะทยอยโอนในครึ่งปีหลังเป็นหลัก WHA ยังคงเป้ายอดขายที่ดินทั้งปีไว้ที่ 2,500 ไร่ แบ่งเป็นประเทศไทย 2,300 ไร่ และเวียดนาม 200 ไร่ และวางแผนขายสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์ WHART และ WHAIR รวมมูลค่าประมาณ 3,743 ล้านบาทในไตรมาส 4 ปี 2569 นักวิเคราะห์จาก ASL แนะนำเคาะซื้อ โดยมองบวกจากกระแส FDI และ Data Center ที่หนุนยอดขายที่ดินช่วงที่เหลือของปี และให้แนวรับ 4.86 และ 4.74 บาท แนวต้าน 4.96-4.98 และ 5.15 บาท
WHA-R.BK6

WHA ขยายพื้นที่เช่าให้ YCH เพิ่ม 20,635 ตารางเมตร

ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น ประกาศลงนามสัญญาเช่าคลังสินค้าเพิ่มเติมกับ วายซีเอช ประเทศไทย บนพื้นที่ 20,635 ตารางเมตร ภายในโครงการ ดับบลิวเอชเอ เมกกะ โลจิสติกส์ เซ็นเตอร์ เทพารักษ์ กม.21 ส่งผลให้ YCH มีพื้นที่เช่าภายใต้การบริหารของ WHA รวมเป็น 47,942 ตารางเมตร คลังสินค้าใหม่เป็นแบบ Built-to-Suit รองรับการจัดเก็บและกระจายสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์โภชนาการชั้นนำ ตามมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหาร โดยนางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม WHA ระบุว่าความร่วมมือนี้สะท้อนความไว้วางใจของลูกค้าต่อคุณภาพคลังสินค้า ทำเลยุทธศาสตร์ และมาตรฐานการให้บริการของ WHA Logistics
WHA-R.BK6

โบรกฯ หั่นเป้า WHA หลังกำไร Q2 ต่ำคาด 13.6-28.7%

บริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งปรับลดราคาเป้าหมายของ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA หลังจากผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดและนักวิเคราะห์คาดราว 13.6% - 28.7% โดยมีกำไรสุทธิ 659 ล้านบาท ลดลง 32.7% - 33% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 56.3% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้กำไรครึ่งปีแรกอยู่ที่ 2,167 - 2,200 ล้านบาท ลดลง 29.1% - 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมปรับลดลงมากเหลือประมาณ 28.3% - 28.6% จาก 38.5% ในไตรมาสแรกและ 47.6% - 48% ในไตรมาส 2 ปี 2568 เนื่องจากสัดส่วนการโอนที่ดินส่วนใหญ่มาจากนิคม WHA-IER ซึ่งมีมาร์จิ้นต่ำ ด้านยอดโอนที่ดินในไตรมาส 2 ทำได้เพียง 208 ไร่ ลดลง 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ยอดขายที่ดินครึ่งปีแรกอยู่ที่ 1,199 ไร่ คิดเป็นเพียง 48% ของเป้าหมายทั้งปีที่ 2,500 ไร่ โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ยังคงคำแนะนำซื้อหรือถือ โดยให้ราคาเป้าหมายระหว่าง 4.9 ถึง 6.1 บาทต่อหุ้น และคาดว่าผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวจากการโอนที่ดินที่มากขึ้นและแผนขายสินทรัพย์เข้ากอง REIT มูลค่า 3.7 พันล้านบาทในไตรมาส 4
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย·38dอ่านต่อ →
Energy Transition & Power Demand6

WHA เผยกำไร Q2/69 ที่ 659 ล้านบาท ลดลง 33%

บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/69 ที่ 659.2 ล้านบาท ลดลง 32.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรทั้งสิ้น 3,142.1 ล้านบาท ลดลง 22.2% ด้านผลงานงวด 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 2,167.5 ล้านบาท ลดลง 29.1% และรายได้รวม 6,384.4 ล้านบาท ลดลง 32.1% นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม เปิดเผยว่าครึ่งปีหลังบริษัทเตรียมโอนที่ดินเพิ่มขึ้น และมีแผนขายสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์ WHART และ WHAIR มูลค่ารวมกว่า 3.7 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะรับรู้รายได้ภายในช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาการลงทุนด้านพลังงานสะอาด รวมถึงการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กเพื่อรองรับอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย·39dอ่านต่อ →
WHA-R.BK

WHAUP เผยกำไรไตรมาส 2/2569 พุ่ง 276% แตะ 532 ล้านบาท

WHAUP เปิดเผยว่าในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทมีปริมาณยอดขายที่เติบโตขึ้นในทุกผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์น้ำเพื่ออุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์น้ำดิบ ส่งผลให้ในไตรมาส 2 ปี 2569 มีรายได้รวมทั้งสิ้น 693 ล้านบาท เติบโต 8% YoY และมีกำไรสุทธิ 532 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 276% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้าน WHA รายงานผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปี 2569 มีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติ 6,454.3 ล้านบาท ลดลง 30.8% (Y-Y) และกำไรปกติ 2,084.5 ล้านบาท ลดลง 33.8% (Y-Y) โดยมียอดขายที่ดินรวม 1,199 ไร่ และยอดรอโอนกรรมสิทธิ์ 1,464 ไร่ WHAUP ยังเดินหน้าขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โดยมีสัญญา Solar Private PPA สะสม 384 เมกะวัตต์ และเตรียมพร้อมรองรับโครงการ Direct PPA ระยะแรก 2,000 เมกะวัตต์
Energy Transition & Power Demand

บีโอไอวาง 4 เกณฑ์คุมดาต้าเซ็นเตอร์ ด้านบล.กสิกรไทยชู 6 หุ้นนิคมฯ-ไฟฟ้า-น้ำ

บีโอไอเตรียมทบทวนกรอบการพิจารณาและยกระดับความเข้มข้นในการคัดกรองโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยกำหนดหลักเกณฑ์อย่างน้อย 4 มิติ ได้แก่ การสร้างประโยชน์ต่อประเทศ ความพร้อมและความมั่นคงด้านพลังงาน ความพร้อมและประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรน้ำ และผลกระทบและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เลขาธิการบีโอไอเปิดเผยว่า ระหว่างปี 2567-2569 มีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว 42 โครงการ กำลังประมวลผลรวม 3,400 เมกะวัตต์ เงินลงทุนรวม 750,000 ล้านบาท แต่ตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 ยังไม่มีคำขอใหม่เข้ามา ด้านบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยมองเป็นบวกต่อหุ้นในธีมดาต้าเซ็นเตอร์และนิคมอุตสาหกรรม ได้แก่ WHA และ AMATA รวมถึงหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าและน้ำ ได้แก่ GULF BGRIM EASTW และ WHAUP
Artificial Intelligence

โบรกฯ ชี้หุ้นไทยกลุ่ม Infra Tech-ไฟฟ้า-รับเหมา-นิคมฯ ได้อานิสงส์เกณฑ์ Data Center ใหม่

นักวิเคราะห์คาดความชัดเจนของเกณฑ์ธุรกิจ Data Center ใหม่ที่รัฐเตรียมอนุมัติจะช่วยดึงดูดการลงทุนและเป็นผลดีต่อหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี ไฟฟ้า รับเหมาก่อสร้าง สื่อสาร และนิคมอุตสาหกรรม โดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้อนุมัติโครงการ Data Center และ Cloud Service ไปแล้วกว่า 9.58 แสนล้านบาท กลุ่มโรงไฟฟ้าและสาธารณูปโภคอย่าง WHAUP คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการขายน้ำอุตสาหกรรมและระบบไฟฟ้า ขณะที่ GUNKUL, GULF, BGRIM และ STECON จะได้รับอานิสงส์จากงานระบบวิศวกรรม พลังงานสะอาด และการก่อสร้างอาคาร Data Center ด้านกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ DELTA ถูกชี้เป็นหุ้นเด่นจากความต้องการระบบ Power Supply และเทคโนโลยีระบายความร้อนสำหรับ AI Server ส่วน HANA และ KCE ได้แรงหนุนจากคำสั่งซื้อแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ระดับสูง และ WHA ได้ประโยชน์จากการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมให้ผู้ลงทุนต่างชาติ นอกจากนี้ BCPG ยังได้รับอานิสงส์จากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ที่มีความต้องการใช้ไฟจาก Data Center ขณะที่ INSET, ITEL และ SYMC มีโอกาสรับงานวางระบบ Data Center ระบบ Co-location และโครงข่ายไฟเบอร์ออปติก
WHA-R.BK

CGSI เผย 14 หุ้นเด่น รับมือกำไรบจ.ไตรมาส 2/69 กลุ่มสื่อสาร-ท่องเที่ยวเสี่ยงผิดหวัง

CGSI ประเมินกำไรบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 2/69 โดยกลุ่มปิโตรเคมีจะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโต ขณะที่กลุ่มสื่อสารและท่องเที่ยวอาจสร้างความผิดหวัง พร้อมคงเป้าดัชนี SET สิ้นปี 2569 ที่ 1,630 จุด และเลือก BH, PR9, THAI, ERW, CRC, CPN, AMATA, WHA, GULF, TRUE, TFG, KBANK, MTC และ TIDLOR เป็นหุ้น Top pick. ฝ่ายวิเคราะห์ระบุว่ากลุ่ม Non-bank จะมีกำไรสุทธิลดลง 14% yoy และ 7% qoq ในไตรมาส 2/69 ตามประมาณการของ Bloomberg consensus โดยกลุ่มปิโตรเคมีน่าจะได้แรงหนุนจากสเปรดที่สูงขึ้น ส่วนกลุ่มขนส่งโดยเฉพาะสายการบินมีแนวโน้มอ่อนตัวจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง. นอกจากนี้ กลุ่ม ICT และกลุ่มท่องเที่ยวยังมีความเสี่ยงที่จะสร้างความผิดหวัง เนื่องจากประมาณการอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิที่แข็งแกร่งของ Bloomberg consensus ที่กลุ่ม ICT +26% yoy และกลุ่มท่องเที่ยว +15% yoy น่าจะไม่สามารถทำได้จริงในช่วงที่เศรษฐกิจยังอ่อนแอและสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 4% yoy. สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันแพงส่งผลให้ไทยเผชิญภาวะขาดดุลแฝด โดยขาดดุลการค้า 1.24 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 1.33 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในครึ่งปีแรก 69. ราคาน้ำมันที่สูงยังเพิ่มความเสี่ยงที่ภาครัฐจะเข้ามาแทรกแซงราคา ซึ่งจะกดดันอัตรากำไรของธุรกิจน้ำมันและก๊าซปลายน้ำ รวมทั้งอาจทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นในครึ่งปีหลัง 69 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมองว่าภาวะเงินเฟ้อในปัจจุบันน่าจะเกิดขึ้นชั่วคราว ฝ่ายวิเคราะห์จึงเชื่อว่าธปท. จะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุม กนง. วันที่ 26 ส.ค. 69. ด้านคดีฮั้วเลือกตั้ง ส.ว. คณะกรรมการการเลือกตั้งคาดว่าจะสรุปสำนวนภายในปลายเดือนส.ค. นี้ แต่เชื่อว่ากรอบเวลามีโอกาสเลื่อนออกไป โดยกรณีที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือการส่งสำนวนฟ้องแค่บางราย ซึ่งน่าจะส่งผลลบต่อ sentiment ของตลาด และกระบวนการพิจารณาคดีที่ใหญ่กว่าน่าจะใช้เวลามากกว่าเดิม. ปัจจุบัน SET ซื้อขายที่ P/E ล่วงหน้า 12 เดือนที่ 16.7 เท่า แต่จะลดลงเหลือ 14 เท่าหากไม่รวม DELTA ซึ่งมี P/E ล่วงหน้า 83 เท่า โดย CGSI ยังคงเป้าดัชนี SET สิ้นปี 69 ที่ 1,630 จุด. ปัจจัยบวกที่อาจช่วยหนุนตลาดคือสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มคลี่คลายและราคาน้ำมันลดลง ส่วน downside risk คือการที่ กกต. ยื่นฟ้องนักการเมืองสำคัญของพรรคร่วมรัฐบาลและสถิตินักท่องเที่ยวที่ชะลอตัวอย่างรุนแรง.
Artificial Intelligence2

CGSI แนะนำซื้อกลุ่มนิคมฯ ชี้ดาต้าเซ็นเตอร์หนุนยอดขายที่ดิน ยก AMATA หุ้นเด่น

ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม โดยมองว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นปัจจัยหลักขับเคลื่อนยอดขายที่ดิน และเลือก AMATA เป็นหุ้นเด่น CGSI ประเมินว่าหลักเกณฑ์ใหม่ของ BOI ที่เข้มงวดขึ้นจะเอื้อต่อผู้ประกอบการที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานหมุนเวียน โดย WHA และ AMATA จะมีส่วนแบ่งรวมกันสำหรับการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 15.4% ในปี 68 เป็น 56.5% ในปี 80 และคาดว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะคิดเป็น 39.4% ของยอดขายที่ดินใหม่ของทั้งสองบริษัทในปี 69 นอกจากนี้ รายได้จากการให้บริการน้ำแก่ดาต้าเซ็นเตอร์ของ WHA และ AMATA จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 32.7% และ 5.5% ของรายได้รวมจากธุรกิจสาธารณูปโภคในปี 74 ตามลำดับ ขณะที่รายได้จากธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ของ WHA อาจมีส่วนเพิ่มอีก 33.2–41.1% ในปี 71–74 จากการขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนให้ดาต้าเซ็นเตอร์ผ่าน Direct PPA
WHA-R.BK

กสิกรไทยชี้ 4 หุ้นเด่นรับอานิสงส์ Missing Link การค้าอันดามัน

บล.กสิกรไทย ระบุว่า รัฐบาลเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายใต้แผน Missing Link โดยเร่งยกระดับท่าเรือระนองและก่อสร้างทางรถไฟเชื่อมชุมพร–ระนอง เพื่อผลักดันเป็นประตูการค้าฝั่งอันดามัน ควบคู่กับการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจหลังท่า ฝ่ายวิจัยมองเป็นบวกต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและนิคมอุตสาหกรรม ได้แก่ STECON, CK, AMATA และ WHA หากโครงการได้รับการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม
WHA-R.BK

WHA คาดกำไรครึ่งปีแรกลดลง 24% เหตุโอนที่ดินนิคมฯ ชะลอตัว

บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) คาดการณ์ว่ากำไรของ WHA ในครึ่งแรกของปี 2569 จะลดลง 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 2.3 พันล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากการโอนที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมที่ทรงตัวและมีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำลง รวมถึงไม่มีรายการกำไรพิเศษมูลค่า 905 ล้านบาทจากการปรับมูลค่าที่ดินนิคม IER เหมือนในไตรมาสก่อนหน้า ทั้งนี้ คาดว่ายอดโอนที่ดินสะสมครึ่งปีแรกจะอยู่ที่ 600 ไร่ ลดลง 48% จากปีก่อน และคิดเป็นเพียง 36% ของประมาณการทั้งปีของโบรกเกอร์ที่ 2.00 พันไร่ ขณะที่ยอดขายที่ดินสะสมคาดอยู่ที่ 1.151 พันไร่ หรือ 46% ของเป้าทั้งปีของบริษัทที่ 2.50 พันไร่ โดยยอดขายที่ดินให้ลูกค้ากลุ่ม Data Center ราว 150 ไร่ถูกเลื่อนไปในไตรมาสสาม ด้านธุรกิจคลังสินค้าและโรงงานให้เช่ายังเดินหน้าตามแผน โดยเซ็นสัญญาพื้นที่เช่าใหม่ครึ่งปีแรกได้ 1.20 แสนตารางเมตร คิดเป็น 60% ของเป้าทั้งปีที่ 2.00 แสนตารางเมตร ส่วนธุรกิจสาธารณูปโภคภายใต้ WHA Utilities & Power คาดกำไรไตรมาสสองฟื้นตัวเด่น 60% จากไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 484 ล้านบาท หนุนโดยส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้า Gheco-1 ที่กลับมาเดินเครื่องตามปกติ อย่างไรก็ตาม โบรกเกอร์ปรับลดคำแนะนำ WHA ลงเป็น “ถือ” จากเดิม “ซื้อ” เนื่องจาก upside จำกัดจากราคาเป้าหมายที่ 5.40 บาท ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และกฎระเบียบการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของจีนที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าแยกของ Data Center ที่อาจทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่ชะลอการลงทุน
WHA-R.BK

คัด 8 หุ้นลุ้นไปต่อ หลังสั่งชะลอโครงการแลนด์บริดจ์

คณะกรรมการศึกษาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์สรุปว่าโครงการพัฒนาระบบขนส่งเชื่อมโยงอ่าวไทย-อันดามันมีความน่าจะเป็นในการดำเนินโครงการในระดับต่ำ เนื่องจากเสี่ยงต่อภาระงบประมาณและมีความเสี่ยงรอบด้าน ทิศทางดังกล่าวสอดรับกับท่าทีนายกรัฐมนตรีที่สั่งชะลอโครงการก่อนหน้านี้ ฝ่ายวิจัยประเมินว่าการปรับรูปแบบการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมจะเน้นไปที่จุดเชื่อมต่อที่ขาดหาย รถไฟไทย-จีน และท่าเรือน้ำลึกใหม่บางแห่งตามข้อเสนอเอกชน ซึ่งบ่งชี้ถึงความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนที่ชัดเจนขึ้น โดยข้อจำกัดด้านการคลังทำให้รัฐต้องพึ่งพาเงินลงทุนจากภาคเอกชนมากขึ้น และการลดขนาดโครงการจากขนาดใหญ่มากเป็นขนาดกลางถึงเล็กจะช่วยให้เกิดการลงทุนที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แนวโน้มดังกล่าวเป็นบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยเพิ่มแรงส่งการลงทุนและหนุนโอกาสขาขึ้นของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หุ้นที่ได้รับประโยชน์ได้แก่กลุ่มธนาคารอย่าง KTB และ KBANK กลุ่มรับเหมาอย่าง STECON และ PYLON กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมอย่าง AMATA และ WHA รวมถึงกลุ่มโลจิสติกส์ที่กำลังมองหาโครงการลงทุนใหม่อย่าง BEM และ BTS